
'บ่าววี' ย้ำอย่าดึงไปยุ่งเกี่ยวการเมือง
"บ่าววี อาร์สยาม" เผยยังไม่ลงเล่นการเมืองตามคำท้าของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ แจงไม่ได้เข้าข้างฝ่ายไหน ในฐานะทหารต้องเป็นกลางทางการเมือง
ทีมบันเทิง คมชัดลึก - จากกรณีที่ "บ่าววี อาร์สยาม” โพสต์ข้อความทางการเมืองพาดพิงถึง “ชวน หลีกภัย” อดีต ส.ส.ตรัง ดังนี้ "#ชาวตรังยังรักเหมือนเดิมครับ..แต่..อาจต้องเปลี่ยนแปลงบ้าง #ทางเลือกใหม่ที่ดีของชาวตรัง ใครที่พัฒนาเราจะเอาคนนั้น นิ่งมานานแล้วครับ ท่านอดีตนายกฯ ที่รัก..ขอย้ำยังรักเหมือนเดิม..แต่คงอยู่กับที่ไม่ไหว..บ่าววีคนตรัง อยากเห็นการพัฒนา..ที่ผ่านมา คือ..นิ่ง..จนน่าสงสาร..ขอเป็นเงาตามตัว ส.ส.ตรัง ไม่ว่าคนไหนได้รับมา...ผมขออาสาตามเป็นเงาให้ชาวบ้าน ถ้าแลพี่น้อง.."การเมืองคือการแข่งขัน ไม่งั้นไม่เจริญ" ผมไม่มีพรรคแต่ผมมีพวก..สนับสนุนคนพัฒนา..เมืองตรัง ใครแนวคิดดีนโยบายดี และมีแววทำได้..จะพิจารณา" จนทำให้ นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ อดีต ส.ส.ตรัง เขต 1 พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความว่า “อยากให้บ่าววี มาลง ส.ส.จัง” งานนี้ก็เกิดเป็นวิวาทะกันในโลกออนไลน์ ล่าสุด “บันเทิง คมชัดลึก” มีโอกาสเจอ “บ่าววี อาร์สยาม” จึงถามถึงเรื่องที่มีคนขอให้ลงสมัคร ส.ส.
ไปลงพื้นที่ช่วยคนใต้ตลอด จนมีแฟนๆ บอกอยากให้ลงเป็น ส.ส.
"(หัวเราะ) มีเยอะ ยิ่งกระแสตอนนี้ยิ่งมีเยอะมาก ผมก็งงกับชีวิตของผมเหมือนกัน ไม่กล้าเดินไปไหน เพราะว่าหนึ่งผมเป็นทหาร ผมต้องเป็นกลางทางการเมือง ด้วยความที่เราก็เป็นบุคคลคนหนึ่ง ส่วนตัวผมก็เป็นกลางทางการเมืองอยู่แล้ว แต่ที่นี้ชาวบ้านเขาอยากเห็นผมไปอยู่ในจุดนี้ ก็งงมากว่ามันเป็นเพราะอะไร ที่ชาวบ้านเขาอยากให้เราไปอยู่จุดนี้ แล้วผมไปตรงไหนก็มีแต่เรื่องนี้ ผมงงมาก ที่มีเข้ามาเยอะมากๆ ผมงงกับเรื่องนี้มาก ซึ่งผู้หลักผู้ใหญ่ก็โทรมาหาหลายคน หลายพรรค หลายท่าน ถามว่าสนใจไหม กล้าไหม ผมก็บอกไปว่า ไม่ครับ ผมขออนุญาตทำงานเป็นนักร้อง และอยู่ดูแลเป็นกลางทางการเมืองให้กับพี่น้อง คอนตรวจสอบ สอดส่อง ช่วยพัฒนาจังหวัด บ้านเกิด หรือว่าพื้นที่ ชี้แนะชี้นำอะไรที่พอทำได้
ที่แฟนๆ อยากให้ผมลง อาจเพราะหนึ่งเขาเห็นผมเดินทางไปทั่วประเทศ สองเราเป็นคนกว้างขวาง มีพวกเยอะ มีเพื่อนเยอะ ชอบช่วยเหลือ แต่ผมบอกตรงๆ ว่าถ้าผมเป็นนักการเมืองนะ ผมไม่เหลือตังค์แน่ จัดแน่หนึ่งตำบล หนึ่งอะไร เตะฟุตบอลทุกตำบล ทุกบ้าน นั่นคือคอนเซ็ปผม ในใจยังคิดเลยว่าจัดคอนเสิร์ต ใครจ้างไปคอนเสิร์ต คือเก็บเงินไว้เลย จะเอาไปลงหมู่บ้านนี้"
ถามว่าเคยคิดไหมที่เล่นการเมือง
“คิดๆ แต่พอมาคิดดูว่า เอาเข้าจริงไม่ใช่แค่เราคนเดียว มันมีคู่แข่งมีพรรคมีอะไร แต่เราไม่อยากไปแข่งกับใคร เราเป็นคนบริสุทธิ์ เราตรงๆ ทำอะไรทำจริง ไม่อยากที่จะไปทางการเมือง แล้วติดลบกลับมา ภาพมันจะเสียเปล่าๆ ภาพเราอยู่ตรงนี้ดีแล้ว แต่ถ้าเกิดว่ามาร่วมพัฒนาจริงๆ ผมทำ แต่กลัวว่าเขาไปแล้ว โดนสาดเสียเทเสียกลับมาหาตัวเรา คือมนุษย์ทุกคนไม่มีดีทั้งหมดหรอก แล้วก็ไม่มีเสียหมดหรอก อะไรที่ทำดี ผมเป็นคนชอบทำอะไรเพื่อส่วนรวม และผมคิดในสมองอยู่ตลอดว่าอยากช่วยพัฒนา แต่พอเราเข้าไปอยู่จุดนั้นแล้ว มันมีสีแดง สีดำ สีขาว สีเหลืองก็มา มันมากระทบจิตใจเรา เพราะฉะนั้นเลยคิดว่าทำแบบไม่เป็นหน้าที่หลัก สู้เราเป็นนักร้องและช่วยเหลือประชาชน”
กลัวว่าถ้าเล่นการเมือง ภาพลักษณ์ ชื่อเสียงที่เราสร้างมาจะเสียไป
“มันมีส่วน ผมคิดว่าถ้าเราทำดีจริงๆ มันก็ไม่ได้หายไปขนาดนั้น มันอาจจะมีบ้างแหละ เป็นธรรมดา ของเรื่องการเมือง ผมเลยไม่เอาไง ขออยู่จุดนี้ เป็นศิลปินที่ดีของแฟนเพลง คนใจกว้างของแฟนเพลง อยู่กับแฟนเพลงอย่างนี้สบายใจกว่า อยากเป็นนักร้องไปเรื่อยๆ แต่ถ้าถึงเวลาตรงนั้นค่อยว่ากัน"
แปลว่าไม่ได้ปิดโอกาสการเล่นกาารเมืองไปซะทีเดียว
“ไม่ได้ปิด ผมจบรัฐศาสตร์การเมืองการปกครอง แล้วตอนเรียนผมได้เกรด 4 หมด ผมชอบการเมืองมาตั้งแต่เด็ก ชอบเรียนเกี่ยวกับเรื่องรัฐศาสตร์ การเมือง ไม่รู้เป็นเพราะอะไร เวลาเราเขียนอะไรลงไป หรือทำอะไรลงไป มันเหมือนนักการเมือง แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ แล้วยิ่งเกิดกรณีนี้ขึ้นมาอีก คือมันไม่ใช่ ผมอยากจะบอกว่าอย่าเอาผมไปยุ่งการเมือง และผมอยากบอกว่าการหาเสียงหรืออะไรต่างๆ ของผู้สมัครทุกๆ ท่าน อย่าเอาประเด็นของผมไป ตอนนี้ผมยังไม่กล้าลงพื้นที่เพราะมันมีประเด็นนิดๆ อยู่”
คนมองว่าเป็นความขัดแย้งกันไปแล้วระหว่างบ่าววีกับ ส.ส.ประชาธิปัตย์
"ไม่เลย จริงๆ มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับผมเลย ผมแค่อยากพัฒนาเมือง แต่พี่ ส.ส คนนั้นเขามาท้าผมเท่านั้นเอง ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าเขาจะท้าผมทำไม แล้วทีนี้มันกลายเป็นประเด็นของเขาไป แต่ไม่ได้เป็นประเด็นของผมนะ คือผมไม่อยากที่จะพูดถึงในเรื่องนี้ ผมบอกเลยว่าผมรักทุกคน รักทุกพรรค ผมเองเป็นคนไม่มีพรรค แต่ผมเป็นคนมีพวกเท่านั้นเอง แค่อยากไปร่วมพัฒนาเท่านัั้นเอง"
ยืนยันว่าไม่ลง ส.ส. แน่นอน ถึงใครจะมาท้ายังไงก็ตาม
“ไม่แน่นอน ตอนนี้ก็มีคนทาบมาเยอะ เพราะเขารู้ว่าผมเป็นคนจริง พัฒนาจริง แล้วผู้หลักผู้ใหญ่ก็มาบอกว่าอยากได้คนแบบนี้ ผมก็บอกว่าไม่เอาดีกว่า อยากอยู่อย่างนี้ เขาก็บอกว่าเสียดายโอกาส เขาบอกว่าอยากเห็นคนรุ่นใหม่เข้ามาพัฒนาจริงๆ ผมก็บอกไปว่าผมทำตัวไม่ทันหรอก ผมก็บอกไปว่าให้ผมช่วยคิดช่วยดูแลแค่นั้นดีกว่า”



