
หนังกับการเมือง ในเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ ครั้งที่ 7
ในจำนวน 7 ครั้งของเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ หรือ World Film Festival of Bangkok ที่จัดต่อเนื่องกันมาเป็นปีที่ 7 ที่นี่เป็นเหมือนสวรรค์ของนักดูหนังชั้นดีที่ไม่ต้องออกเดินทางตระเวนไปทั่วโลก ก็สามารถพบเห็นวิถีชีวิตผู้คนในอีกซีกโลก สัมผัสวิธีคิดและมุมมอง
"เวิลด์ ฟิล์ม" เป็นเทศกาลหนังขนาดกลาง ที่ดูเป็นมิตรกับผู้คนเสมอมาครับ ทั้งกับคนดูทั่วไปและสื่อมวลชนด้วยกันเอง ตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีครั้งไหน ที่ผู้จัดงานทำตัวเจ้ายศเจ้าอย่าง จัดงานเปิดตัวหรูหราฟูฟ่าอลังการ ปล่อยดารามาเดินพรมแดง จำกัดจำเขี่ยจำนวนที่นั่งสื่อ โดยนักข่าวไม่ต้องมายืนรอต่อคิวยาวเหยียดเพื่อลงทะเบียนในการได้สิทธิดูหนังสักเรื่องเหมือนเทศกาลอื่น (ทั้งๆ ที่มีเก้าอี้ว่างมากมายหลายแถว แต่อ้างว่าเตรียมให้แขกวีไอพีและสปอนเซอร์-ซึ่งสุดท้ายเขาก็ไม่มา) บุคลิกของ "เวิลด์ ฟิล์ม" เหมือนคนอ่อนน้อมถ่อมตน แม้ในงานเปิดตัวก็จัดกันกะทัดรัด เป็นกันเอง ไม่มีพิธีรีตองให้ยุ่งยาก นอกจากเปิดให้คนในวงการหนังและผู้ที่สนใจมาร่วมพบปะพูดคุย คณะทำงานแต่ละคนก็ดูเป็นมิตรที่น่าคบหา คอยแนะนำหนังดีๆ ไม่ปิดกั้นคนดูสักคนที่ตั้งใจเดินทางมาดูหนัง ทั้งเพื่อความบันเทิงเพิ่มสุนทรีย์ในชีวิต หรือแม้จะออกตามหาแง่คิดในหนังสักเรื่อง เพราะฉะนั้นจึงเป็นภาพชินตาทุกปี ที่บางโปรแกรมจำนวนที่นั่งในโรงไม่พอรองรับ จนคนดูต้องมาออนั่งกันตามบันไดในโรง (ซึ่งเป็นบรรยากาศที่อบอุ่นมาก)
"เวิลด์ ฟิล์ม" อาจไม่มีหนังเด่นๆ ที่โดดเด้ง มีชื่อโด่งดังจากเทศกาลหนังอื่นๆ ที่หลายคนรู้จัก แต่เสน่ห์ของหนังในเทศกาล "เวิลด์ ฟิล์ม" อยู่ที่การนำหนังโนเนมจากชาติที่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าคนในประเทศของเขาก็ทำหนังได้ เดินทางไกลมาจากอีกซีกโลก ให้คนไทยได้ดูกัน และบ่อยครั้งเราก็ค้นพบว่า หนังเหล่านี้เอง ที่ช่วยเปิดมุมมองที่มีต่อคำว่า ‘ภาพยนตร์’ ให้แก่ผู้ชมได้กว้างไกลกว่าการเดินทางหลายร้อยหลายพันไมล์ด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องแนะนำว่าปีนี้เทศกาลเวิลด์ ฟิล์ม มีหนังเรื่องอะไรน่าดูบ้าง เพราะทุกเรื่องมีคุณค่าเท่าเทียมแก่การเข้าไปนั่งดูไม่ต่างกัน
จริงแล้ว ไฮไลท์เด่นๆ ของ "เวิลด์ ฟิล์ม" ปีนี้ อยู่ที่โปรแกรมหนังสารคดีครับ และเดิมทีจะมีหนังสารคดี ฝีมือคนไทยเข้าฉายให้ได้ชมกัน 5 เรื่อง ความน่าสนใจของหนังสารคดีเหล่านี้หลายเรื่อง ข้องแวะกับประเด็นทางการเมือง ซึ่งให้น้ำหนักมากน้อยแตกต่างกันไป ตามแต่ละบริบทของเรื่องราวที่ปรากฏในหนัง ไม่ว่าจะเป็นหนังสารคดีที่บอกเล่าชีวิตของชาวโรฮิงยาในประเทศไทย ผลงานของคนทำสารคดีมือรางวัล ธนานุช สงวนศักดิ์ ที่หันมาทำหนังสารคดีขนาดยาวเป็นครั้งแรกในชื่อเรื่อง “My Rohingya โรฮิงยา ที่ฉันรู้จัก” หนังสารคดีที่จับประเด็นสังคมการเมืองในบ้านเราที่กำลังร้อนแรงในขณะนี้เรื่อง “Neither Red Nor Yellow ไม่เหลือง ไม่แดง” ผลงานของบรรณาธิการที่ปรึกษาเครือเนชั่น นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ สองเรื่องนี้ยังไม่เสร็จสมบูรณ์อยู่ในระหว่างกระบวนการโพสต์โปรดักชั่น และอีกเรื่องคือ “This Area is Under Quanrentine บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน” หนังสารคดีเชิงทดลองที่เล่าถึงความสัมพันธ์ของเกย์หนุ่มสองคน ที่เนื้อหาบางตอนมีการสะท้อนนัยทางการเมืองผ่านความสัมพันธ์ของทั้งคู่ แต่สุดท้ายหนังสารคดีทั้งสามเรื่องก็ไม่มีโอกาสฉายให้ได้ชมกันแล้วครับ สองเรื่องแรกตัดต่อเสร็จไม่ทันการเข้ารับการตรวจพิจารณาของคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์เพื่อจัดเรตให้เหมาะสมกับอายุผู้ชม ส่วนเรื่องหลังคณะอนุกรรมการพิจารณาแล้วมีความเห็น ให้ผู้จัดเทศกาลส่งหนังให้คณะกรรมการชุดใหญ่ พิจารณาเพื่อจัดเรตติ้งอีกครั้ง ซึ่งทางกฎหมายแล้ว หนังที่ฉายในเทศกาล ผู้จัดงานเพียงส่งเรื่องย่อให้คณะอนุกรรมการ สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม พิจารณา หากเห็นว่าสมควร ก็จัดฉายในเทศกาลได้เลยโดยมิต้องผ่านการพิจารณาเรตติ้งจากคณะกรรมการชุดใหญ่ นั่นหมายถึงว่า สารคดีการเมืองทั้งสามเรื่อง หลังจากคณะอนุกรรมการพิจารณาจากเรื่องย่อแล้วเห็นว่า ต้องส่งให้คณะกรรมการชุดใหญ่พิจารณาเพื่อจัดเรตติ้งก่อนฉาย แม้สุดท้ายหนังสองเรื่องตัดต่อไม่ทัน ส่วนอีกเรื่องเป็นความยุ่งยากในการติดต่อประสานงาน เนื่องจากกฎหมายระบุว่า หนังที่จะส่งจัดเรตได้นั้น เจ้าของหนังต้องเป็นผู้ทำเรื่องยื่นพิจารณาเอง คนจัดเทศกาลไม่มีสิทธิ์ส่งหนังแทนได้ ทำให้ “This Area is Under Quanrentine บริเวณนี้อยู่ภายใต้การกักกัน” ไม่มีโอกาสได้ฉายในที่สุด
ผมลองตั้งข้อสังเกตเองเล่นๆ ครับว่า เพราะความข้องเกี่ยวกับเรื่องการเมืองหรือเปล่า? หนังทั้งสามเรื่องถึงต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายที่ซับซ้อน แต่ความตั้งใจของคนจัดเทศกาลเอง ก็ต้องการความโปร่งใส และปฏิบัติตามกฎระเบียบที่วางไว้เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง หรือการเมืองยังเป็นเรื่องซับซ้อนเกินกว่าที่ชาวบ้านตาดำๆอย่างเราจะเข้าใจ และเป็นเรื่องที่ภาครัฐยังหวาดระแวง และเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
นอกจากตามเทศกาลหนังแล้ว หนังที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือสะท้อนประเด็นดังกล่าวนั้น แทบจะหาดูได้ยากในหนังกระแสหลักทั่วไป เพราะไม่มีผู้จัดจำหน่ายรายใดอยากเสี่ยงกับการขาดทุน (เพราะตลาดผู้ชมหนังกลุ่มนี้ค่อนข้างแคบ และจำกัดเฉพาะกลุ่ม) หรือไม่ก็ บริษัทจัดจำหน่ายเองไม่ต้องการมีปัญหากับกองเซ็นเซอร์ หรือหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตให้ฉายหนังในประเทศ (โดยเฉพาะประเทศที่มีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์ทางการเมือง ความมั่นคง และห่วงใยในภาพลักษณ์สวยหรูต่อนานาประเทศ มากกว่าสติปัญญาของผู้คน) ดังนั้น การจะหาดูหนังการเมืองสักเรื่อง จึงยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร และทางออกของคอหนังก็คือ เทศกาลหนังนั่นเอง แต่สุดท้ายทางออกนี้ก็ใช่ว่าจะราบเรียบเสมอไป แต่เชื่อว่าปีหน้าฟ้าใหม่ หลังคนจัดเทศกาลรู้ซึ้งถึงกฎระเบียบที่เพิ่งจะบังคับใช้ เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ปีหน้าคงมีการตระเตรียมความพร้อมสำหรับหนังแบบนี้จะได้มีที่ทางในการเผยแพร่ในที่สุด...ผมเชื่อว่า "เวิลด์ ฟิล์ม" ปีหน้า เราจะได้ดูหนังอย่างนั้นแน่ๆ ครับ
"ณัฐพงษ์ โอฆะพนม"



