
กวนเพลงให้น้ำใส - สนามหลวงซีนอ่านฟังได้ในคราวเดียว !
ผมได้ยินข่าวในการทำ สนามหลวงซีน มานานพอสมควร และรู้สึกดีใจที่พวกเขา คลอด ฉบับแรกออกมาในที่สุด
บนปกโปรยว่า “สนามหลวงซีน” เป็น... นิตยสารกึ่งอัลบั้มเพลง อ่านได้ฟังได้ในคราวเดียว
นี่คือปรากฏการณ์ที่น่าสนใจของวงการเพลงไทยในปีนี้ และหากมีความต่อเนื่องในระยะยาวอาจจะก่อให้เกิดวัฒนธรรมการฟังที่มีคุณภาพขึ้นมาก็เป็นได้
เหตุผลง่ายๆ คือ ผมเชื่อมานานแล้วว่า “คนฟังเพลง” กับ “คนอ่านหนังสือ” เป็นคนกลุ่มเดียวกันโดยพื้นฐาน
หลายคนเติบโตมากับวัฒนธรรมการฟังและการอ่านพร้อมๆ กันไป
กล่าวคือไม่เพียงการอ่านหนังสือเล่ม ทั้งประเภท “ฟิคชั่น” และ “นอน-ฟิคชั่น” เท่านั้น แต่ในเวลาเดียวกัน คนกลุ่มนี้ยังชอบอ่าน “ทุกอย่าง” ที่ปรากฏบนปกแผ่นเสียงและปกซีดีอีกด้วย
คนพวกนี้ อ่านแม้กระทั่งสิ่งที่ปรากฏอยู่บนถุงกล้วยแขก !
ที่ผ่านมา อัลบั้มเพลงต่างประเทศมักมีข้อมูลให้ได้อ่านอย่างเป็นล่ำเป็นสัน มีบทความเขียนโดยผู้รู้ในวงการ ซึ่งมีส่วนเสริมสร้างความซาบซึ้งดนตรีให้แก่คนฟัง ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
ยิ่งเป็นอัลบั้มรวมเพลง พวกเขาถึงขนาดทำวิจัย เก็บข้อมูล เพื่อนำเสนอภาพรวมของผลงานในขอบเขตของเนื้อหานั้นๆ ได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจด้วยซ้ำ
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ “หนอนนักฟัง” (นักอ่านที่เป็นนักฟังในเวลาเดียวกัน) ค่อยๆ พัฒนาความรู้ของตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง และมีรากเหง้า
บางคนอ่านแล้วไม่จุใจ ยังอ่านลึกลงไปถึงรายละเอียดด้านเทคนิค การวางไมโครโฟน เครื่องเสียงที่ใช้ ชื่อของซาวนด์เอนจิเนียร์ ชื่อนักดนตรีแบ็กอัพ สตูดิโอที่อัด จนถึงชื่อของผู้แต่งเพลง ฯลฯ
น่าเสียดายว่า ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา บุคลากรในอุตสาหกรรมดนตรีบ้านเรากลับให้ความสนใจในเรื่องนี้ไม่มากนัก
ยุคที่ขายเทปได้เป็นล้านชุด เป็นยุคสมัยของการกอบโกยหากำไร เมื่อผนวกกับการล้วงลูกผ่านสื่อทั้งวิทยุและสื่อโทรทัศน์ ด้วยการที่ค่ายเพลงใช้เงินซื้อเวลาเพื่อโปรโมทให้ดัง พลอยทำให้บุคลากรดนตรีในวิชาชีพสื่ออ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง เพราะขาดทั้งความอิสระ ความคิด และความรู้เป็นของตนเอง
เมื่อถึงวันหนึ่งที่เทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้ผู้คนสามารถ “ก๊อบปี้” ได้อย่างรวดเร็ว และไม่ตกหล่นในเรื่องคุณภาพเสียง เมื่อนั้น ยอดขายซีดีเพลงก็ตกต่ำลงอย่างน่าใจหาย
ทุกอย่างเปลี่ยนไปนับจากวันนั้น
มาถึงวันนี้ ผมไม่แน่ใจว่า แนวคิดในการทำนิตยสารกึ่งอัลบั้มเพลง มาจากการเล็งเห็นวัฒนธรรมการอ่านควบคู่ไปกับการฟัง ซึ่งเป็นการสร้างเสริมกันและกันอย่างยั่งยืนหรือไม่
หรือเป็นเพราะการผนวกด้วยหนังสือ ทำให้เกิด “สื่อผสมกึ่งแอนาล็อก-ดิจิทัล” ที่ไม่สามารถก๊อบปี้กันได้ และเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า ก็เท่านั้นเอง
ผมคงไม่มองในแง่ร้ายขนาดนั้น เพราะอย่างน้อยๆ การเปิดตัวด้วย “สนามหลวงซีน” จัดเป็นทางเลือกที่น่าชื่นชมไม่น้อย อีกทั้งเสียงเพลงและตัวหนังสือในผลงานชิ้นนี้ก็ทำให้ผมตั้งหน้าตั้งตารอคอน เพื่อจะได้อ่านและฟังในฉบับต่อๆ ไป
ขอให้กำลังใจครับ
"อนันต์ ลือประดิษฐ์"



