บันเทิง

'บี้' ยืนหนึ่งได้ด้วยความ 'ความกตัญญู'

'บี้' ยืนหนึ่งได้ด้วยความ 'ความกตัญญู'

17 ธ.ค. 2561

 "บี้" สุกฤษฏิ์ วิเศษแก้ว เปิดใจก้นบึ้งของหัวใจกับความเป็นซูเปอร์สตาร์ตลอด 10 ปี ที่มีความสุขปนคราบรอยน้ำตา 

 


    ทีมบันเทิง คมชัดลึก - เป็นซูเปอร์สตาร์ที่ยืนหนึ่งมาตลอด สำหรับ “บี้” สุกฤษฏิ์ วิเศษแก้ว ซึ่งหลังจากที่ละคร “พรหมไม่ได้ลิขิต” ลาจอ แต่ผลงานที่ยังอยู่และดูจะเป็นทางถนัดของบี้คงหนีไม่พ้นการร้องเพลง ซึ่งล่าสุดปล่อยเพลงใหม่ในรอบ 2 ปีอย่างเพลง “ก่อนเช้า” เพลงใหม่ในสไตล์ที่แตกต่างจากที่ใครๆ หลายคนเคยเห็นในตัวผู้ชายคนนี้
 

    “บันเทิง คมชัดลึก” มีโอกาสได้พูดคุยกับหนุ่มบี้ถึงเรื่องราวเพลงใหม่ รวมถึงเรื่องราวในชีวิตตอนนี้
    @@ เพลง “ก่อนเช้า” อะไรที่เปลี่ยนแปลงตัวตนของบี้ที่พัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
    “อย่างแรก คือความเซ็กซี่ที่เกิดขึ้นในเพลง (หัวเราะ) เราอยากได้เพลงที่มันเซ็กซี่ ฟังแล้วรู้สึกเคลิ้ม รู้สึกว่าขนลุก ทำให้รู้สึกว่าคืนๆ หนึ่งมันเกิดอะไรขึ้น เราอยากได้อารมณ์เพลงที่มีความรู้สึกอย่างที่เล่าไป แล้วเดี๋ยวเนื้อหาเรามาคุยกัน เนื้อหาจะเล่าความรู้สึกว่ามันเกิดอะไรขึ้นก่อนเช้า แต่จะไม่ลงรายละเอียดมาก เพื่อให้คนฟังไปตีความเอาเอง และมันก็ได้ผลจริงๆ เราไปลองทำกระแสตอบรับกับคนลักษณะนิสัยฮาร์ดคอร์ เขาบอกว่าฟังเพลงนี้แล้วรู้สึกขนลุกมากเลย เพลงมันดูหื่น ไม่กล้าให้ลูกฟัง แต่เอาไปให้อีกคนที่ไม่ฮาร์ดคอร์ฟัง เขาบอกว่าเพลงนี้น่ารักจังเลย เรารู้สึกเหมือนนั่งจับมือแฟนอยู่ในโรงหนัง เราจะเล่าเพื่อให้คนตีความว่า ก่อนเช้า ของคุณเป็นยังไง ส่วนผมอยู่ตรงกลางระหว่างฮาร์ดคอร์กับจับมือในโรงหนัง ฉะนั้นผมเป็นพวกนอนจับมือคุยกัน ถามว่าทำไมถึงอยากทำเพลงสไตล์นี้ ผมรู้สึกว่ามันใช่ ในเมื่อเราโตขึ้นแล้ว มีอารมณ์ความรัก สมหวัง ผิดหวัง ง้องอนขอความรักแล้ว แต่อารมณ์แบบนี้มันเป็นทางที่เราไม่เคยไป เราคิดว่ามันถึงเวลา เราเสนอไอเดียนี้ ซึ่งเราชอบก็เลยลองทำดู”
    @@ เสนอไอเดียนี้ไปนานไหมกว่าจะผ่าน เพราะมันต้องออกจากคอมฟอร์ดโซนของตัวเรา
    “เพลงนี้ผมทำเองนะ การทำเพลงต้องมีเรื่องธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง มันอาจจะไม่ได้เป็นตัวเราซะทั้งหมด ก็ต้องแบ่งกันเราต้องธุรกิจเพลงด้วย แต่เพลงนี้เราขอทำเอง ซึ่งเราก็พร้อมรับในสิ่งที่จะเกิดขึ้น เขาก็พร้อมจะให้เราวัดใจเหมือนกัน ภาพโปรโมทที่เห็นกันผมทำเอง มิวสิกวิดีโอพล็อตเรื่องต่างๆ ก็ผมทำ ถามว่าพอใจแค่ไหนกับผลงานเรา พอใจมากเพราะโชคดีที่ทีมงานเชื่อถือเราอยู่เหมือนกัน เขาถามมาเราตอบคำถามเขาได้ครบ ทุกอย่างมันได้มาจากเรามีโอกาสได้พักงาน แล้วมองฟ้ามองดิน ได้เปิดตาเปิดใจ ได้คิดได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น มันก็เลยซึมซับมาเรื่อยๆ โดยอัตโนมัติ เพลงนี้ตอนแรกมันคือความเสี่ยง การร้องก็ไม่เคยร้องแบบนี้ ภาพก็ไม่เคยทำแบบนี้ สไตล์เพลงก็ไม่เคยทำแบบนี้ เนื้อหาก็ไม่เคยทำแบบนี้ มันเสี่ยง แต่เราได้ไปถามฟีดแบ๊กจากคนรอบข้างแล้ว ปรากฏว่าคนชอบมาก ฉะนั้นเราจึงมั่นใจว่าความเสี่ยงนี้ยังพอได้อยู่”
    @@ ชีวิตตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง
    “เราได้แบ่งเวลาตัวเอง 7 วัน จันทร์-ศุกร์ เราจะรับงานสักประมาณ 3-4 วัน อีกวันหนึ่งเราได้มีโอกาสดูแลตัวเอง ดูแลครอบครัว ดูแลเพื่อน ดูแลสิ่งรอบข้างที่เราไม่เคยได้ดูแล วันเสาร์-อาทิตย์ ก็ไปดูแลจิตใจตัวเองที่วัด เริ่มทำแบบนี้ตั้งแต่ประมาณต้นปีนี้ หรือปลายๆ ปีที่แล้วที่เราเริ่มรู้สึกว่า ควรจะแบ่งเวลาให้มันมากขึ้น เพราะเราไปดูคนรอบตัว ทีมงานก็มีหลายๆ คนที่ป่วยเข้าโรงพยาบาลก็เยอะ รู้สึกว่ามันไม่น่าจะใช่คำตอบทำงานแล้วป่วย”
    @@ ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาพอตัดสินใจใช้ชีวิตแบบนี้คนรอบข้างว่าอย่างไรบ้าง
    “ทุกคนสบายใจมาก เรามีเวลาให้คนรอบข้าง ให้พ่อให้แม่ มีเวลาให้กับทุกคน แม้แต่ทีมงานเราก็ออกอุบาย ว่าถ้าเกิดใครจะทำงานกับผม คุณต้องมีความสุขในการทำงานกับผมทุกๆ วัน ถ้าเกิดผลงานออกมาดี คุณมีความสุขมากขึ้น พังไม่เป็นไร”
    @@ ความสุขเมื่อ 10 ปีที่แล้วที่ทำงานหนักๆ กับเมื่อ 2 ปีที่เราเริ่มปล่อยว่างมากขึ้น มันต่างกันไหม
    “ความสุขแตกต่างกัน เมื่อก่อนถ่ายละคร 8 เดือนเครียด แล้วต้องรออีกว่า 2 เดือนที่ละครออนแอร์ ถ้าเกิดดังรอดตัวมีความสุข 2 เดือน ถ้าเกิดไม่ดังไปเลย 1 ปีจบ ช่วง 10 ปีที่ผ่านมาผมไม่ได้เครียดขนาดนั้นนะ แต่ทำงานหนัก มันต้องไปหวังความสุขจากผลงานที่สำเร็จแล้ว แต่ทุกวันนี้มันเกินสิ่งที่เราตั้งเอาไว้ พอมันเกินเยอะมากก็เกินกำลังที่เราทำได้ มันจึงตามมาด้วยความทะเยอทะยาน ความอดทน ความคาดหวัง ความกดดัน แต่เราก็อยากเรียนรู้ว่ามันคืออะไร ก็เลยต้องลองดู เราทำอย่างนี้มาตลอด ไม่ใช่ว่าทำแล้วไม่มีความสุข มันมีความสุข จนเมื่อปลายปีที่แล้วรู้สึกว่าการกระทำเหล่านั้นมันอาจจะไม่เหมาะกับเราแล้ว เราคิดว่าหลังจากนี้ไป อะไรที่เป็นความสุขของเรา เป็นตัวตนของเราจริงๆ แต่อยู่บนพื้นฐานของเหตุและผลนะ ไม่ใช่เอาอารมณ์ตัดสิน อันนั้นแหละเราเลือกที่จะทำ”
 

 

'บี้' ยืนหนึ่งได้ด้วยความ 'ความกตัญญู'

'บี้' ยืนหนึ่งได้ด้วยความ 'ความกตัญญู'

    @@ ตอนที่ทุกอย่างมันเกินความคาดหวังไปเราเคยร้องไห้ไหมว่าทำไมต้องทำเยอะขนาดนี้
    “ร้องไห้ตลอด ทำไมต้องทำเยอะขนาดนี้ว่ะ เหมือนทำงาน 8 วันต่อสัปดาห์ ไปบ่นกับผู้จัดการว่า ถ้าฉันตายจะมีคนมาทำให้มั้ย เขาก็บอกว่าแกห้ามตาย ก็ถามตัวเองตลอดว่าฉันทำงานเยอะไปทำไม ฉะนั้นเลยตัดปัญหา โจทย์ที่ว่าทำงาน 7 วันเพื่อหาเงินเกินตัวไม่มีประโยชน์”
    @@ ถามว่าช่วงที่ร้องไห้แล้วลุกขึ้นมาต่อสู้วันรุ่งขึ้นอย่างไง
    “คำตอบคือ เจ้านายเป็นคนให้โอกาสเรา ฉะนั้นในทุกวันที่ตื่นมา อย่างหนึ่งที่ผมมีคือต้องทดแทนบุญคุณทุกคนที่มีบุญคุณกับเรา เรื่องความกตัญญูมันติดตัวมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ถ้าพูดถึงอกตัญญูตัดทิ้งไปได้เลย เจ้านายเขามีบุญคุณกับเราขนาดนี้ เรายินดีเหนื่อยที่จะทำ อันนี้คือจุดยืนของผม จนมื่อปลายปีที่แล้วที่เราตัดสินใจก็เดินไปบอกเจ้านายว่า ทุกวันนี้ผมอยู่ด้วยความกตัญญูไม่ได้อยู่เพื่อตัวเอง ผมแบ่งเป็น 4 คน อันดับแรกคือพ่อแม่เขาให้กำเนิดผมมา สองคนที่ให้โอกาสในอาชีพการงาน ก็คือเจ้านาย สามคือคนให้ความรู้ ทางด้านจิตใจของเรา ความจริงของโลก ก็คือพระ ผมจะแบ่งเวลาให้กับ 4 ท่านนี้เป็นอันดับแรก นอกนั้นก็แล้วแต่งานในแต่ละวัน เจ้านายฟังเขาก็โอเค ไม่ได้เสียหายอะไร เพียงแต่มันทำให้งานของเราลดลงไปบ้าง”
    @@ แต่ 10 ปีที่ผ่านมา บี้คือซูเปอร์สตาร์ที่มีชื่อเสียง ละทิ้งตรงนี้ได้เหรอ
    “ผมไม่เคยหลงไปกับความเป็นซูเปอร์สตาร์ อย่างที่บอกเราจับความกตัญญูอยู่ในใจของเราแล้วเนี่ย ผมไม่เคยรู้สึกว่าต้องรักษาความเป็นบี้-สุกฤษฎิ์ ผมไม่ได้นึกถึงตรงนั้นเลย นึกถึงแค่ว่าเราจะทำยังไงให้ผู้ที่ให้โอกาสเรา และทีมงานมีความสุข และคนที่รักเรามีความสุข ตอบแทนสิ่งที่ทุกคนให้เรามา เราเดินด้วยความกตัญญู ฉะนั้นหัวใจตรงนี้มันครอบงำทุกอย่างเอาไว้ เมื่อไหร่ที่เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงมันจะแค่นิดหน่อย”

 

'บี้' ยืนหนึ่งได้ด้วยความ 'ความกตัญญู'

'บี้' ยืนหนึ่งได้ด้วยความ 'ความกตัญญู'

 


    @@ ยอมสละตรงนี้ ทั้งที่ทุกคนอยากมายืนแทนที่บี้นะ
    “ผมให้เขาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นน้องๆ ที่เป็นนักร้องหรือนักแสดง ใครอยากได้อะไรที่เราให้คำปรึกษาได้ เอาไปเลย ถ้าอยากมายืนตรงนี้ คุณทำได้คุณเอาไปเลย ผมไม่ได้กั๊กตำแหน่งว่าตำแหน่งนี้ต้องมีผมคนเดียวว ถ้าคุณทำได้และขอความคิดเห็นจากผมว่า อยากยืนตรงนี้ต้องทำยังไง เอาไปเลย ถ้าคุณอยากมายืนหนึ่ง คุณก็ไต่ผมขึ้นไป เขาอาจจะคิดว่าเขาเหยียบเราขึ้นไป แต่เราคิดว่าเราให้เขาได้ขึ้นไป ณ วันนี้ยังไม่มีคนนั้น แต่เราไม่เคยกั๊ก ใครอยากได้อะไรเราให้ตลอด ถ้าใครจะขึ้นมาเราก็ให้ ถ้าเขาคิดว่าเหยียบเราได้ เรายินดีให้ ผมให้มา 12 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีใครขึ้นไปเลย และมันก็มีความสุขด้วย”
    @@ ถ้าให้แนะนำการจะขึ้นมายืนหนึ่งแบบบี้ต้องทำอย่างไร
    “สมมติมีคนมาถามจะต้องทำยังไง ถึงจะยืนหนึ่งแบบบี้ได้ อย่างแรกต้องมีวินัย ขวนขวายใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ ฝึกฝนตนเองอยู่เสมอ ให้ความรักแก่ทุกๆ คน ถ้าคุณทำตัวหยิ่งยะโส ไม่มีใครรักคุณแน่นอน หลังจากนั้นคุณต้องโชว์ความสามารถในสิ่งที่คุณเก็บสะสมมาทั้งหมด ให้คนได้เห็นว่า เออ คนนี้มีความสามารถจริง และหลังจากนั้นต่อยอดพัฒนาตัวเอง กระตือรือร้น แค่นั้นแหละ”
    @@ จากนี้วางแผนจะอยู่วงการบันเทิงอยู่ไหม หรือจะเฟดตัวลงไปเรื่อยๆ
    “เราเริ่มมีตารางชัดเจนมากขึ้น จะทำแบบนี้เรื่อยๆ จนกว่าไม่มีใครต้องการเราแล้ว ถ้าหากยังมีคนต้องการเราอยู่ เราก็จะอยู่ ถ้าหากประชาชนไม่ต้องการเราแล้ว หรือเห็นว่าเราไม่มีประโยชน์ในการให้ความสุขกับเขาอีกต่อไปแล้ว เราก็จะออก ถามว่าเรามองการเกษียรของตัวเองไว้อย่างไร ไม่เคยมอง เพราะกลับมาที่คำตอบแรกว่า คนเหล่านี้ให้โอกาสเรา เราทิ้งเขาไม่ได้จนกว่าเมื่อไหร่ที่เราไม่มีประโยชน์กับเขาอีกต่อไปแล้ว เราถึงจะออก นี่คือคำตอบเดียว”
    @@ ไม่คิดจะบวชตลอดชีวิตใช่ไหม คนฝากถามมาเยอะมาก
    “ไม่บวชแล้ว เพราะผมได้ศึกษาและได้เห็นว่า ทำธรรมะคือเราต้องพัฒนาจิตใจ ไม่ได้สอนให้พัฒนาทางด้านร่างกาย ฉะนั้นเสื้อผ้าเครื่องนุ้งห่ม หรือการโกนหัวเพียงแค่สิ่งภายนอกเท่านั้น แต่ถ้าจิตใจเราสามารถพัฒนาได้ ตรงนี้สำคัญกว่า”
    นี่แหละ!! ความคิดในแบบซูเปอร์สตาร์ “บี้” สุกฤษฏิ์
 

 

'บี้' ยืนหนึ่งได้ด้วยความ 'ความกตัญญู'

'บี้' ยืนหนึ่งได้ด้วยความ 'ความกตัญญู'