บันเทิง

มองนอกดูใน - เสียเหงื่อเพื่อโลกงาม

มองนอกดูใน - เสียเหงื่อเพื่อโลกงาม

04 มี.ค. 2552

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผู้คนที่สนใจในการทำบ้านดินกว่า 250 คน ได้มารวมตัวกันที่เสถียรธรรมสถาน ด้วยว่ามีการทอดผ้าป่าสามัคคี...ภาคีสร้างบ้านดิน หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า "บุญบ้านดิน"

  การต้องนั่ง ยืน เดิน ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว และแสงแดดแผดเผา มิได้เป็นอุปสรรคในการใฝ่หาความรู้ในการทำบ้านดิน รวมทั้งการสละแรงกายแรงใจเพื่อร่วมบุญด้วยการเป็นส่วนหนึ่งในการแปรก้อนดิน ฟาง แกลบ ทราย และน้ำ ให้กลายเป็นธรรมาศรมบ้านดินเพื่อเยียวยาผู้ป่วย

 อิศรา สุคงคารัตนกุล นั่งบรรยายเรื่อง "ประวัติศาสตร์และคุณประโยชน์ของบ้านดิน" อย่างแข็งขัน ผู้ฟังก็ฟังไปจดไปอย่างใคร่รู้ ก่อนจะส่งต่อให้ Ms.Joy Fox อาสาสมัครชาวอเมริกันวัน 61 ปี สาธิตการย่ำดินและร้องเพลงอย่างมีความสุข จนคนรอบข้างอดใจไม่ไหวต้องลงร่วมย่ำดิน ตามด้วยการสาธิตวิธีตรวจสอบดิน การทำก้อนอิฐดิน ซึ่งทุกขั้นตอนดำเนินไปพร้อมๆ กับกายภาวนา คือ การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับวัตถุทั้งหลายที่เป็นสิ่งแวดล้อม ที่เป็นปัจจัยในการใช้ชีวิต ซึ่งจะทำให้ชีวิตงดงามขึ้น เคารพธรรมชาติมากขึ้น และการสร้างบ้านดินอย่างคนที่พึ่งตัวเองได้ ก็มีส่วนนำไปสู่การภาวนากับการสร้างบ้านหลังในคือหัวใจของเราด้วย

 จะว่าไปการสร้างบ้านดินก็ไม่ต่างจากการสร้างสังฆะ คือต้องประคับประคองวิธีการ คือดินก้อนไหนยังอ่อนอยู่ก็ต้องใช้เวลาในการตากให้แห้ง  อันไหนที่แข็งแล้วก็เอามาก่อก่อนได้ ถ้าเอาดินที่ยังไม่แห้งมาก่อ ก็จะเกิดความเสียหายได้ ไม่คุ้มกัน เพราะเราประมาทมักง่ายไปจะเอาเร็วไว้ก่อน บ้านอาจจะพังเพราะดินอ่อนก้อนนั้นก็ได้  คนก็เหมือนกัน  ต้องอบรมบ่มเพาะกันให้แกร่งเสียก่อน จึงจะเอามาทำงาน ไม่อย่างนั้นอาจเกิดความเสียหายได้

 เช่นเดียวกับถ้าเรารู้จักธรรมชาติของดินยังไม่มากพอ  การใช้ประโยชน์จากดินก็จะไม่เต็มที่ และอาจทำให้เสียประโยชน์ได้ เหมือนๆ กับจิต หากเราปล่อยปละละเลยจิต จิตก็จะถูกกิเลสครอบงำได้ง่าย แต่หากเราเฝ้าสังเกตจิต เฝ้าดูจิต รู้จิตให้ติดต่อมากขึ้น หรือทำงานแบบใจอยู่กับกิจ  จิตอยู่กับงาน ก็เท่ากับใจอยู่กับปัจจุบันขณะมากขึ้น เราก็เริ่มชำนาญขึ้น ชีวิตก็ดีขึ้น

 คนที่ฝึกมาดีแล้วจะเป็นที่พึ่งของตัวเองได้ ฉะนั้นจึงควรฝึกที่จะมีชีวิตอยู่อย่างคนที่เคารพธรรมชาติ เข้าใจธรรมชาติ ฝึกที่จะหยุดตัวเอง ขัดใจตัวเอง เอาชนะใจตัวเอง

 ชีวิตคนเราประกอบไปด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ หนึ่งในธาตุขันธ์ของเราคือดิน การที่เราได้กลับไปสู่ดิน  เราอาจจะได้เรียนรู้ชีวิตมากขึ้นการได้เรียนรู้จากธรรมชาติของดิน  เท่ากับการได้กลับไปเรียนรู้ธรรมชาติของชีวิต

 แม้บ้านดินจะเป็นวัตถุภายนอก แต่มีผลกับจิตใจข้างในมากมาย เราได้ความรักความเข้าใจของคนที่จะมาอยู่ร่วมกันเพื่อที่จะชวนกันภาวนาให้ใจเบิกบาน นับเป็นปรากฏการณ์ที่เราจะต้องเฝ้าสังเกต เป็นวินัยและเบิกบานในงานก็เป็นวินัยของชุมชนอยู่แล้ว เหมือนเป็นการท้าทายว่าถ้าใจตั้งมั่นจดจ่อเพราะมีฉันทะ มีความรัก มีความพอใจแล้ว เราจะเกิดความเพียร และใคร่ครวญทบทวนสิ่งที่ทำ

 และแทนที่เราจะได้บ้านดินหลังเดียว  เราก็ได้บ้านหลังในเป็นของแถม  ตามด้วยความรักของคนในชุมชน  ได้สังฆะที่แข็งแรง

 การทำบ้านดินทำให้ได้การปฏิสันถารธรรม แลกเปลี่ยนเรียนรู้  พึ่งพิงอิงอาศัย ช่วยเหลือเกื้อกูล เป็นกัลยาณมิตร ได้ครบหมดทั้ง care  share  และ respect

 ถ้าเรามีทิฐิที่เป็นสัมมาทิฐิ คือ มีความคิดเห็นที่ถูกต้องว่าชีวิตคือกระแสของธรรมชาติ เกิดเพื่อไม่เกิดอีกแห่งทุกข์  เราก็จะมีความใฝ่ฝันที่ดีงาม คือ จะดำรงชีวิตอย่างไม่เพลิดเพลินในการเสพ ไม่มุ่งร้าย ไม่คิดร้าย และจะกลับมาอยู่กับธรรมชาติอย่างไม่ขโมยธรรมชาติ การใช้ปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิตก็จะรู้จักประมาณในการบริโภคมากขึ้น เรื่องการสร้างที่อยู่อาศัย การกิน การดูแลร่างกายให้แข็งแรง ไม่ให้เจ็บป่วย และการใช้เครื่องนุ่งห่ม  ก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากสำหรับเรา

 ตกเย็นวันนั้น...ผู้คนสนุกสนาน...งานก็สำเร็จ
 แม้จะลาจากกันด้วยความเมื่อยขบของร่างกาย แต่ใจและใบหน้านั้นเปี่ยมสุข
 คนปั้นดิน...ดินปั้นใจ...และใจสร้างบ้าน
 นับเป็นการเสียเหงื่อเพื่อโลกงาม
 จึงขอเชิญชวนมาช่วยกันสร้างบ้าน...
 สร้างด้วยกระแสแห่งปัญญา
 ไม่สร้างด้วยกระแสแห่งตัณหา
 แล้วคืนชีวิตนี้สู่ธรรมชาติ อย่างไม่มี ‘เธอ’ ไม่มี ‘ฉัน’ กันดีกว่า

"ธรรมสวัสดี"

 ขอเชิญร่วม เริงระบำย่ำดิน เพื่อสร้าง บ้านดิน ได้ทุกวันที่เสถียรธรรมสถาน และขอเชิญร่วมงานเปิด นิทรรศการภาพกรุณาแห่งหัวใจ ในวันที่ 7 มีนาคม 2552 เวลา 16.00 น. ที่เสถียรธรรมสถาน