บันเทิง

ช่อง 3 ระส่ำ!หรือแค่ขยับ?

ช่อง 3 ระส่ำ!หรือแค่ขยับ?

08 ธ.ค. 2561

ระดับยักษ์ใหญ่พระราม 4 ประกาศเลิกจ้างพนักงาน นี่ไม่เป็นข่าวใหญ่ยังไงไหว!

 


          แม้คนไทยพอมองออกว่าปัญหามาจากสถานการณ์สื่อที่ถดถอย เฉกเช่นค่ายอื่นๆ ที่มีอันเป็นไปหลายเจ้าไม่ต่างกัน


          แต่พอเป็นค่ายใหญ่ ช่อง 3 ที่มองยังไงก็ดูมีกำรี้กำไรมากอยู่ พอข่าวมีมาแบบนี้ คนไทยก็อดตกใจและแปลกใจไปด้วยไม่ได้!

 

 

          ทั้งยังเมาท์กันว่านี่นับเป็นการเลิกจ้างครั้งใหญ่ที่สุดของค่ายนี้ ซึ่งมีนัยสำคัญเป็นอันมาก!


          ข่าวลือ ข่าวจริง?
          ข่าวลือร้อนๆ มีว่าเรื่องนี้ผู้บริหารช่อง 3 ได้ประชุมมีมติให้มีการเลิกจ้างพนักงานตั้งแต่วันพฤหัสที่ 29 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา จากนั้นให้พนักงานมาลงชื่อพ้นสภาพ-ถูกเลิกจ้างออกจากงาน ในวันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม ได้เลย


          นอกจากนี้ยังว่ากันว่าในจำนวนผู้ที่ถูกเลิกจ้างเป็นพนักงานฝ่ายข่าวราว 80 คน ที่เหลือเป็นฝ่ายอื่นๆ รวมแล้วเกือบร้อยชีวิต โดยช่อง 3 จะดูแลจ่ายเงินให้ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน แบ่งเป็นเงินชดเชย 10 เดือน และเงินชดเชยที่ไม่แจ้งล่วงหน้าอีก 2 เดือน ที่เราเรียกว่า “ค่าตกใจ”


          อย่างไรก็ดีขณะที่คนไทยเมาท์ว่านี่ขนาดยักษ์ยังเกือบล้ม แล้วที่เหลือจะเป็นยังไง?


          ปรากฏว่าวันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม ที่ผ่านมา ช่อง 3 ลุกขึ้นมาแก้ข่าวหลายประเด็น โดยสรุปคือการเลิกจ้างครั้งนี้เป็นการเลิกจ้างบุคลากรในวัยคุณลุง ที่มิใช่วัยคุณน้า 40-55 ปีตามข่าวแน่ๆ


          และที่จริงยังไม่กำหนดด้วยซ้ำว่ากี่มากน้อยที่จะต้องลาจาก ส่วนตัวเลข 80 คนนั้นจึงยังไม่ใช่ข้อเท็จจริง


          ทั้งนี้เพราะช่อง 3 มีจำนวนพนักงานที่อายุเกินกว่า 60 ปีจำนวนหนึ่ง ดังนั้นโครงการเกษียณอายุจึงเป็นทางเลือกให้คนกลุ่มนี้ โดยมีผลตอบแทนที่สูงกว่ากฎหมายแรงงานกำหนดไว้ พร้อมทั้งยังมีการมอบประกันสุขภาพให้คนที่เข้าโครงการเพื่อให้มีประกันสุขภาพดูแลตนเองต่อไปแม้จะเกษียณอายุไปแล้ว




          พร้อมลงท้ายว่านี่คือการปรับองค์กรให้เข้ากับสภาวะตลาด และเพื่อให้พนักงานได้มีโอกาสเลือกแผนในการดำเนินชีวิตของเขาต่อไป


          แน่นอน นั่นคือข้อเท็จจริงที่ทางช่อง 3 ออกมายืนยันอย่างสวยหรู หากหลังฉากยังมีเรื่องราวหลายมุม


          ดังข้อมูลข่าวจาก Positioning Magazine Online ระบุอ้างแหล่งข่าวในช่อง 3 ว่าที่จริงแล้วตั้งเป้าพนักงานที่จะเลิกจ้างเบื้องต้นไว้ที่ตัวเลข 300 คน!


          โดยกลุ่มแรก พนักงานอาวุโสอายุเกิน 60 ปี ที่เป็นผลสะสมมาตั้งแต่เริ่มต้นช่อง 3 ที่ไม่เคยมีนโยบายเกษียณอายุพนักงาน


          จนมาภายหลังได้เปลี่ยนมากำหนดใหม่ว่าพนักงานที่เข้าหลังปี 2545 ให้เกษียณอายุเมื่อครบ 55 ปี ด้วยเหตุนั้นกลุ่มช่อง 3 จึงเต็มไปด้วยพนักงานอาวุโสจำนวนมากราว 300-400 คน


          ส่วนกลุ่มที่ 2 คือการเลิกจ้างโดยประเมิน “ผลงาน” พนักงาน ซึ่งว่าตรงกันว่ากระสุนจะตกไปที่ “ฝ่ายข่าว” เพราะเป็นแผนกที่มีพนักงานมากที่สุด ตามสเปก “ครอบครัวข่าว 3” ที่มีการแยกทีมบริหารและบรรณาธิการข่าวแต่ละช่องอย่างชัดเจน แถมยังมีสำนักข่าว BEC News อีกต่างหาก ดังนั้นฝ่ายข่าวที่นี่จึงมีรวมกันประมาณ 600 คน จากพนักงานทั้งหมด 2,583 คน!


          แต่ที่สุดเมื่อสวนทางกับสภาพการณ์ทางรายได้ที่ถดถอยจาก “สึนามิสื่อ” จึงกลายเป็นว่าช่อง 3 ต้องแบกเอาต้นทุนทั้งหมดจนหลังแอ่น


          จึงเป็นที่มาของมาตรการรัดเข็มขัดที่กำลังเกิดขึ้นอยู่นี้นั่นเอง!


          ไม่ใช่ไม่เคย
          ว่ากันตามจริง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ช่อง 3 มีการขยับแบบนี้ เพราะคนไทยเคยตกใจมาแล้วช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา


          ที่ตกใจเพราะขณะนั้นกระแส “ละครบุพเพสันนิวาส” เรียกว่าแรงจนฉุดไม่อยู่ ช่อง 3 น่าจะไปสวยด้วยเม็ดเงินโฆษณา ยาวไปถึงกิจกรรมเกี่ยวเนื่องกับละครและนักแสดง


          แต่ปรากฏว่าไมใช่ เพราะตัวเลขรายได้ช่อง 3 กำไรสุทธิ “ลดลง” อย่างต่อเนื่องในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ตามเรตติ้งที่ลดลงหลังมีทีวีดิจิทัลเกิดขึ้นกว่า 20 ช่อง


          ปี 2557 มีรายได้ 16,381.51 ล้านบาท กำไร 4,414.99 ล้านบาท ปี 2558 รายได้ 16,017.91 ล้านบาท กำไร 2,982.71 ล้านบาท ปี 2559 รายได้ 12,534.57 ล้านบาท กำไร 1,218.29 ล้านบาท


          จนมาปี 2560 รายได้เหลือ 11,226.06 ล้านบาท กำไรเพียง 61.01 ล้านบาท ดังนั้นไตรมาส 4/2560 เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 40 ปี ที่ขาดทุนสุทธิถึง 336 ล้านบาท!! แถมกูรูพากันคาดการณ์แนวโน้มว่าจะดิ่งลงเรื่อยๆ อีกด้วย


          หากตอนนั้น “ประชุม มาลีนนท์” น้องเล็กที่บิ๊กสุดในช่อง 3 ตอนนี้ เพราะเขาคือประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) ก็ออกมาให้สัมภาษณ์สื่อในทำนองคล้ายตอนนี้ว่าไม่ได้อะไรมากมาย อย่าตกใจกันเยอะ!!


          บอกว่าตั้งเป้าพนักงานลาออกไว้แค่ 100 คน จากจำนวนพนักงานประมาณ 2,500 คน!


          “ถ้าคนรู้จักช่อง 3 ก็จะรู้ว่าเราดูแลพนักงานอย่างดีอยู่แล้ว ปกครองกันแบบพี่ๆ น้องๆ การทำอะไรจะไม่ให้กระทบกระเทือนจิตใจ เรามีจริยธรรม คุณธรรม ทำบุญร่วมกันมา” (ให้สัมภาษณ์ไทยรัฐ)


          ปรากฏว่าช่วงนั้นยังไม่มีใครอยากจะเอาเรือบดออกไปจากเรือใหญ่ ว่ากันว่าพี่น้องช่อง 3 จึงเข้าโครงการได้ไม่ตามเป้า!


          ส่วนใครจะถามว่าแล้วเรตติ้ง “ออเจ้า” ไม่ช่วยเลยหรือ? ตอบเลยช่วยอยู่! ช่วงนั้นช่อง 3 มีรายได้จากค่าโฆษณาเพิ่มขึ้น 46.6% จากไตรมาส 4/2560


          แต่อีกมุมจะว่าไม่ช่วยก็ได้! เพราะปรากฏว่าตัวเลขไตรมาสแรก หรือ 1/2561 พบว่าก็ยังขาดทุนถึง 126 ล้านบาท จากมีรายได้รวมไตรมาสแรกอยู่ที่ 2,420 ล้านบาท


          ดังนั้นกลุ่มช่อง 3 เลยเฉยไม่ได้อีกแล้ว เชื่อว่าระหว่างนี้เองที่ได้มีมาตรการต่างๆ ออกมามากขึ้น เพื่อไม่ให้เรือใหญ่ล่ม!


          ซึ่งก็อาจจะรอด หรือเหนื่อยก็แล้วแต่จะมอง เพราะหากแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ “รายได้ค่าโฆษณา” และ “ผลประกอบการ” จะพบว่ามีนัยสำคัญให้คิดต่อ


          กล่าวคือในส่วนของรายได้จาก “ค่าโฆษณา” ในไตรมาส 3/2561 ช่อง 3 มีรายได้รวม 2,255.8 ล้านบาท ลดลง 6% จากไตรมาส 2/2561 และยังลดลง 11.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว


          ถามว่ามีผลยังไง ไม่ตอบ ให้คิดเองว่ารายได้หลักของกลุ่มช่อง 3 จำนวน 84.4% มาจากรายได้ค่าโฆษณาทั้งสิ้น!!


          ส่วน "ผลประกอบการ” ในไตรมาส 3/2561 บีอีซี เวิลด์ กลับมีกำไร 78.3 ล้านบาท!! เหมือนฟื้นกลับมาทำกำไรได้เป็นครั้งแรกในปีนี้หลังจากขาดทุนต่อเนื่อง 3 ไตรมาสติดกัน ก็จริง


          แต่คงไม่ปฏิเสธว่าบางทีกำไรนี้ก็อาจเพราะช่อง 3 ได้ทำการลดต้นทุน ลดค่าใช้จ่ายในส่วนต่างๆ มาเรื่อยเรียงอย่างสุดฤทธิ์ รวมถึงการปรับลดพนักงานที่กำลังเกิดขึ้นอีกครั้งด้วย?


          แล้วก็ไม่ใช่แค่พนักงานทั่วไป ในส่วนของผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มช่อง 3 ก็ทยอยลาออกไปหลายรายแล้ว ดังนั้นหลังจากนี้จับตาเลยว่าช่อง 3 จะขยับเคลื่อนไหวอะไรอีก