
คมเคียวคมปากกา - สุโขทัยไม่ระทม
เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๕๒ ขึ้น ๙ ค่ำ เดือนสิบสอง (ต้องลมใกล้ลอยกระทง)
บางฤกษ์งามยามดี ได้ออกทางต่างเมือง ไปยินดีพิธีแต่งงานน้องนุ่งถึงสวรรคโลก เมืองสุโขทัย แต่เช้าออกจากบ้านไผ่ เมืองขอนแก่น ไปถึงก็บ่ายแก่ๆ ระหว่างทางแวะกราบหลวงพ่อวัดใหญ่ เมืองพิษณุโลก ตะลอนกับครอบครัว โดยเมียเป็นคนขับรถ ข้ามน้ำหนาวและภูเขาหลายลูก ส่วนผมชดเชยด้วยการเล่นและดูแลลูก แหม...ช่างไม่เหมือนครอบครัวอื่นเท่าไหร่เลย... (๕๕๕)
งานนี้ เจ้าสาวเป็นครูชื่อ สายฝน ชำนาญไพร นามสกุลนี้มีมากแถวเมืองขอนแก่น คราวก่อนที่เขียนถึง แม่คำผาง ข้าวบ่อ นามสกุลเดิมของท่านก็ “ชำนาญไพร” นักดนตรีที่เรารู้จักกันดีท่านหนึ่งก็ชื่อ ประสิทธิ์ ชำนาญไพร
สำหรับเจ้าสาวสายฝน สืบสาวคร่าวๆ เล่าว่าบรรพบุรุษเป็นควาญช้างจากเมืองเพีย จึงพอเห็นทางเดินของคนจากเมืองขอนแก่น หรือดินแดนอีสาน ขึ้นไปลงหลักปักฐานแถวเมืองสุโขทัย
ส่วนเจ้าบ่าวชื่อ สัญญา พานิชยเวช คนคำเขื่อนแก้ว เมืองยโสธร ชื่อนี้คุ้นกันในแวดวงหนังสือ เป็นเลขานุการสโมสรนักเขียนภาคอีสาน เป็นบรรณาธิการ "อีสานไรเตอร์" และหนังสือรวมเล่มของสโมสรฯ ที่ขึ้นชื่อก็คือฝีมือทางหนังสือมือทำ หรือทำมือ ออกแบบสารพัดแบบ เคยชนะเลิศหนังสือประเภทนี้ของกลุ่มอินดี้ฯ จากรวมบทกวี "ความทรงจำที่จำไม่ได้" และทำหนังสือให้เพื่อนฝูงพี่น้อง ทั้งเข้ารอบ ทั้งได้รับรางวัลมาแล้ว หลายแหล่งประกวด
วันที่ ๒๔ ตุลาคม คงเป็นวันดีศรีวัน เพราะมีแต่งงานชนกันหลายงาน ผมเองต้องตัดบางงานที่รู้ทีหลัง แม้จะเป็นคนสนิทชิดเชื้อ "ชีวิตเป็นเช่นนี้" คิดในใจเช่นนี้หลายครั้ง
ครั้นเมื่อผมพบหน้า เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ ผู้สามารถนั่งจิบเมรัยได้ข้ามคืนแม้เพียงเดียวดาย เขาก็ว่า “ชีวิตเป็นเช่นนี้” เป็นเสมือนบทสรุปที่ไม่ต้องอธิบายให้มากความ ภายหลังพิธีแต่งงานในช่วงเช้า และกินเลี้ยงเบ็ดเสร็จในช่วงกลางวัน เรานั่งละเลียดดวลอารมณ์กันอยู่ในศาลาไม้ทรงเรือนไทยสำเร็จรูป บนเวทีเขามีดนตรีรับจ้าง ร้องเพลงลูกทุ่งแนวเอาใจแม่บ้าน ประเภทเต้นๆ ดิ้นๆ ที่สำคัญคือมีดาวเต้นนุ่งน้อยห่มน้อย อวดสะดือและอวดสารพัด บางคนบ่นว่าไม่ร้องเพลงแบบ “สุโขทัยระทม” หรือแบบ “สายัณห์กะยอดรัก” เอาใจคนรุ่นแก่บ้างเลย แต่ก็ดีแล้ว “ชีวิตเป็นเช่นนี้” งานแบบชาวบ้าน ถ้าไม่เอาใจชาวบ้าน มีหวังเดือดร้อน เช่นถ้าให้กวีแทรกเวทีขึ้นไปอ่านบทกวีแบบเนิบๆ นาบๆ ใกล้น้องๆ ชะเวิบชะวาบ รับรองบทกวีเสื่อมคาถาเป็นแน่แท้ (๕๕๕)
“คนแถวนี้ ร้องเพลงดีกันทุกคนเลย” เรวัตร์ ไอ้หนุ่มสามชุก เมืองสุพรรณฯ เอ่ยเสียงเหน่อชม ไม่รู้ปากชมเสียงนักร้อง แต่สายตาแอบชมน้องรักดาวเต้นหรือเปล่า? (๕๕๕)
“แถวนี้ลงไปจนถึงเมืองสุพรรณฯ ในอดีตมากมายไปด้วยนักร้องลูกทุ่ง” ผมเสริม
ครับ เล่าสู่กันสนุกๆ พอให้เห็นบรรยากาศ หลังค้างกันอีกคืน เจ้าภาพพาเราไปเที่ยวเมืองเก่าสุโขทัย (วันก่อนได้ไปเมืองศรีสัชนาลัยแล้ว) สำหรับผม มักมีเรื่องแปลกๆ ในใจเสมอ คือเป็นคนชอบกินของถูกปาก ไปไหนเป็นต้องนึกอยากของอร่อยของเมืองนั้น ไม่น่าเชื่อ ผมอยากกินก๋วยเตี๋ยวสุโขทัยมาก ขนาดไม่เอ่ยปากบอกใคร แต่เขาก็พาไปนั่งที่ร้าน “ไม้กลางกรุง” ซึ่งอาหารอร่อย โดยเฉพาะก๋วยเตี๋ยวสุโขทัย ที่ผมกับน้องชาย - โกสินทร์ ขาวงาม จัดการกันคนละ ๓ ชาม ส่วนเรวัตร์และคนอื่นๆ นั้นรองลงมา หลายคนแสดงความโล่งใจที่เห็นผมได้ “ถึงสุโขทัย” มิเช่นนั้นอาจเห็นผมบ่นอาละวาดว่า “ชีวิตไยเป็นเช่นนี้หนอ? ชีวิตไยเป็นเช่นนี้หนอ?” (๕๕๕)
ขณะเตรียมตัวจะเดินทางต่อ พลันเหลือบเห็นภาพถ่ายและลายมือของ ศุ บุญเลี้ยง ติดไว้ข้างฝา มีข้อความประมาณ “ยินดีได้มาทาน เขาลือว่า ถ้าใครบุญน้อย จะต้องคอยนาน แต่เราได้ทานไว อร่อยสมใจ” เพ่งดูวันเดือนปี น่าจะตั้ง 6-7 ปีแล้ว แสดงว่ามีคนเดินทางได้ “ถึงสุโขทัย” ก่อนผมเยอะแยะเลย พบเห็นภาพถ่ายและข้อเขียนเป็นรอยทางจากคนเดินทางมากมาย เสียดายยังไม่มีเวลาอ่านรายละเอียดทั้งหมด ถ้ามีโอกาส จะย้อนไปให้ถึงเมืองนี้อีกหลายมุมเมือง
กลับถึงบ้าน ด้วยอบอุ่นปลอดภัย...สำหรับคนเดินทางแล้ว ต้องขอขอบคุณทุกความสุข ที่ได้พบระหว่างทาง...สวรรคโลก...ศรีสัชนาลัย...สุโขทัย...พิษณุโลก...วังทอง...เขาค้อ...น้ำหนาว...ชุมแพ...บ้านไผ่...
"ไพวรินทร์ ขาวงาม"



