บันเทิง

'เต๊ะ'แพลนทำงานที่ไทยถาวร 

'เต๊ะ'แพลนทำงานที่ไทยถาวร 

04 ต.ค. 2561

"เต๊ะ" ศตวรรษ เศรษฐกร แพลนทำงานที่ไทยยาว แย้มเหลือสัญญาที่จีน 4 ปีไร้ปัญหา รับเป็นโรคซึมเศร้าทุกวันนี้ยังต้องทานยาตามหมอสั่ง

          ทีมบันเทิง คมชัดลึก - หายหน้าหายตาไปเติบโตด้านการแสดงที่แดนมังกรหลายปีสำหรับ “เต๊ะ” ศตวรรษ เศรษฐกร ที่ล่าสุดกลับมาทำงานเบื้องหลังที่เมืองไทย ได้สอบถามเรื่องนี้ในงาน "MONO:UNIVERSE OF ENTERTAINMENT 2019 เปิดจักรวาลแห่งความบันเทิง" ที่โมโนสตูดิโอ ได้ความว่า

'เต๊ะ'แพลนทำงานที่ไทยถาวร 

         "ก่อนหน้านั้นผมหายทำงานอยู่ที่ประเทศจีน ผมเริ่มต้นจากการไปทำงานที่ไต้หวันก่อน หลังจากที่เราเปลี่ยนการทำงานจากนักร้องไปเป็นนักแสดงเราก็เริ่มไปทำงานที่จีนแผ่นดินใหญ่เป็นหลัก หากถามว่านานแค่ไหน คือผมไปตั้งแต่อายุ 18 ปี ตอนนี้ผมอายุ 36 ปี ก็นานมาก ปัจจุบันคิดว่าน่าจะกลับมาอยู่เมืองไทยระยะยาวเลย เพราะว่าผมค่อนข้างจะแฮปปี้กับการกลับมาทำงานเบื้องหลัง และยิ่งเรามีพี่ๆผู้ใหญ่ที่เห็นศักยภาพของเราและสนับสนุนเรา เราก็รู้สึกว่าเราโชคดี เพราะผมก็ทราบมาจากหลายๆ ท่านเหมือนกัน ว่าคนที่เป็นศิลปินดาราจะมาทำเบื้องหลังนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความที่เราทำงานทั้ง 2  ประเทศมาก่อน มันก็เลยทำให้เรามีประสบการณ์ในเรื่องของความต่างของวัฒนธรรม และลูกเล่นของการถ่ายทำของฝั่งโน้นและฝั่งไทย มันก็เลยทำให้เขาชอบไอเดียของเรา ถามว่าเสียดายงานเบื้องหน้าที่จีนไหม บอกตรงๆ ว่าเสียดาย เพราะการทำงานเบื้องหน้ามันเหนื่อยน้อยกว่า ตอนที่ผมทำงานอยู่ที่จีนยอมรับว่าเหนื่อย แต่พอมาทำเบื้องหลังที่ไทยมันเหนื่อยมากกว่า เพราะว่าการที่เราเป็นผู้กำกับ ไม่ใช่ว่าเรามีหน้าที่แค่ไปนั่งอยู่ด้านหลังมอนิเตอร์แล้วรันให้จบแค่นั้น แต่มันคือต้องมีการเตรียมงานล่วงหน้า พอถ่ายจบแล้ว เบื้องหลังที่ต้องมาทำในช่วงของโพสต์นั้นก็เยอะ ยอมรับว่าเหนื่อยแต่มีความสุข เพราะทุกครั้งที่เราทำงาน ไม่ว่าเราจะเป็นเอ็มวีหรือซีรีส์มูฟวี่มันเหมือนเป็นการเติมฝันของเรา การที่เราเป็นนักแสดงมาก่อนเราก็มีไอเดียที่อยากจะเอาไปเล่น แต่ผู้กำกับบอกว่าไม่เหมาะ ในวันนี้เราสามารถนำไอเดียเหล่านั้นมาใส่ในเอ็มวี มาใส่ในซีรีส์พอเราดูเราก็จะรู้สึกว่ามันคือสิ่งที่เราอยากให้มันเกิดขึ้นได้และมันก็ดีด้วย"

@ กระแสเราที่ตลาดจีนเป็นอย่างไร

          "กระแสในตลาดที่จีนมันสวิง คือที่จีนศิลปินเยอะกว่าบ้านเรามาก การถูกลืมมันก็เยอะมากเหมือนกัน เพราะศิลปินใหม่มันมีขึ้นมาเรื่อยๆ ยิ่งเราทำงานแล้วมีช่วงที่ทำแล้วก็พัก โอกาสที่จะทำให้คนลืมเราสูงเหมือนกัน ซึ่งมันทำให้เรารู้สึกว่าการที่เราทิ้งช่วง ทำงานแล้วกลับบ้านมันก็มีผลเสียเหมือนกัน แต่การที่เรากลับบ้านอย่างน้อยๆ เราก็ได้อยู่กับพ่อและแม่ ตอนนั้นก็ต้องดูแลชีวิตคู่ด้วย ต้องบอกก่อนว่าการรับงานของเต๊ะนั้นจะไม่เหมือนคนอื่น คือเต๊ะจะไม่ค่อยรับงานบทที่เป็นพระเอก แต่เราจะรับงานในบทที่มันน่าเล่น ซึ่งผู้จัดการของเราที่โน่นก็จะไม่ค่อยเห็นด้วย แต่เวลาที่เราบอกกับใครว่าเราเป็นนักแสดงเราก็อยากจะพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเราเป็นนักแสดง ถ้าย้อนกลับไปมองงานเก่าๆ เราก็เคยเล่นเป็นไอดอล เล่นเป็นคนรวย เล่นเป็นพระตาบอด เล่นเป็นเกย์ เป็นผู้ก่อการร้าย คือผมพยายามจะเล่นบทที่มันหลากหลาย เพื่อที่จะพัฒนาตัวเองด้วย ด้วยความที่เราเติบโตมาจากการดูหนังต่างประเทศ เรารู้สึกว่าการที่ดาราคนหนึ่งไปเล่นบทร้ายมันไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ใช่ดารานำ เราจะดูได้จากการที่มีดาราดังหลายคนที่ไปเล่นบทร้ายแต่เขาก็ยังเป็นพระเอกอยู่ แต่บ้านเราจะติดว่าถ้าไปเล่นบทร้ายปั๊บเราจะกลายเป็นตัวร้ายไม่ใช่พระเอกแล้ว แต่ในทางกลับกัน วงการบันเทิงที่มันได้รับการยอมรับจริงๆ มันไม่เกี่ยวกันแต่เราถูกปลูกฝังว่าการที่เราไปเล่นตัวร้ายคือการที่เราลดตัวเองลงมา"

คิดนานไหมที่จะทิ้งตรงนั้นมาตรงนี้

         “จริงๆ ไม่ได้คิดจะทิ้ง แค่อยากมาลองดูแต่พอทำดูแล้วมันกลายเป็นงานต่อเนื่องมีงานโน้นงานนี้ให้ทำต่อ ส่วนโอกาสที่จะกลับไปที่จีน ระยะสั้นๆ น่าจะยัง เพราะตอนนี้มีเตรียมซีรีส์ไว้เรื่องหนึ่งเป็นของโมโนเหมือนกัน กับงานเบื้องหลังเราก็สนุกกับมันตลอด เราไม่คิดว่าผู้ใหญ่จะให้โอกาส ให้เราได้ทำยาวขนาดนี้ (รู้สึกอย่างไรกับคำว่างานหนักได้เงินน้อย) ผมรู้สึกว่าเราคงต้องตีความบางอย่างให้เปลี่ยนไป สมัยก่อนเราตีมูลค่าว่าวงการบันเทิงคืองานที่เราหาเงิน แต่ตอนนี้เรากำลังตีมูลค่าอีกแบบหนึ่ง คืองานในวงการบันเทิงในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังคือการสรรคสร้างอะไรสักอย่างหนึ่งแล้วก็ทิ้งไว้ให้คนได้ดู ซึ่งมันตีมูลค่าไม่ได้ เพราะความภูมิใจมันต่างกัน” 

'เต๊ะ'แพลนทำงานที่ไทยถาวร 

สัญญาที่โน่นเหลือไหม

         “เหลืออีก 4 ปีแต่ไม่มีปัญหาเพราะผมคุยกับทางจีนเรียบร้อยแล้วว่าตอนนี้งานที่ไทยมันยังต่อเนื่องอยู่ ก็อยากทำต่อเนื่องไปก่อนเพราะว่า จริงๆ มันมีโปรเจคบางตัวที่เคยคิดไว้ว่าจะทำระหว่างไทยและจีน ในอนาคตก็อาจจะมีโอกาส คือผมมองว่าที่เมืองไทยมีหนังมีซีรีส์หลายๆ เรื่องที่ต่างชาติมาถ่ายบ้านเรา และเขาก็ขาดแคลนผู้กำกับที่พูดภาษาจีนได้ อย่างช่วงตรุษจีนจะมีหนังที่จีนเข้ามาถ่ายที่เมืองไทย และผมจะมีโอกาสกำกับร่วมกับเขา (เรียกว่าเราทำได้หลายบทบาท) ใช่ คือเต๊ะทำในส่วนของการเขียนบทด้วย เพราะว่ามันเป็นอะไรที่เชื่อมอยู่แล้ว ยิ่งเราเขียนบทเองกำกับเองงานที่ออกมาก็จะตรงกับจริตเรา”

เมื่อถามถึงเรื่องหัวใจในขณะนี้เป็นอย่างไรบ้าง 

         “ก็นิ่งๆ ราบลื่น ราบเรียบเลย คือไม่ใช่ไม่เปิดคือก่อนหน้านี้ผมก็มีแฟน ก็เพิ่งเลิกไป 3-4 เดือนที่ผ่านมานี่เอง เวลาผมไม่มีใครผมก็เปิดเพราะเราก็เป็นมนุษย์ทั่วไป เราสามารถมีแฟนได้ เราเป็นสิ่งมีชีิวิต แต่ตอนนี้มันไม่มีจริงๆ (เป็นเพราะทำงานเยอะหรือเปล่า) ไม่แน่ใจเหมือนกัน มันเหมือนกับว่าเมื่อเราโฟกัสอะไรสักอย่าง มันก็จะทำให้เราลืมอะไรบางอย่างไป แต่ว่าเวลาเห็นผู้หญิงน่ารักเราก็มีเหล่ๆ เหมือนกันนะ แต่ไม่กล้าเข้าไปคุยเพราะผมเป็นคนขี้อายเหมือนกัน ถามว่าเข็ดเรื่องความรักหรือเปล่าก็ไม่เข็ด ผมมองว่าเรื่องความรักไม่ควรใช้คำว่าเข็ดเพราะมันมีทั้งเรื่องดีและไม่ดี ผมว่าเมื่อไหร่ที่เราใช้คำว่าเข็ดกับความรัก นั่นหมายความว่าคุณมองเป็นเรื่องลบ ทุกครั้งที่เราจะคิดถึงใครสักคนหนึ่ง ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นคนที่เขาทำร้ายเรา หรือเราทำร้ายเขา เรานึกถึงแต่เรื่องที่ดีมันก็จะเป็นอะไรที่ดีกับทั้งคู่ อย่างภรรยาเก่าของผมตอนนี้ก็เป็นเพื่อนที่ดีได้ก็ยังคุยกัน การที่เราเลิกกันไปแล้ว มันไม่จำเป็นว่าคนคนนั้นจะต้องหายไปจากโลกนี้ หรือสาปสูญไปจากความทรงจำ คือเขาก็ยังมีตัวตนของเขาอยู่ เพียงแต่ว่าสถานะในการพูดคุยก็จะเป็นอีกแบบหนึ่ง การห่วงใยของเราต้องไม่ไปกระทบกับชีวิตของเขา (มองเรื่องการแต่งงานครั้งใหม่ไว้หรือเปล่า) ทุกอย่างมีโอกาสได้หมด ผมไม่ได้มองว่า การแต่งงานเป็นเรื่องง่าย แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวเหมือนสมัยก่อน สังคมมันเปิดกว้างมากขึ้น และเราควรที่จะเลิกคิด อะไรแบบนี้ไปได้แล้ว"

เห็นว่าก่อนหน้านี้เป็นโรคซึมเศร้า

         "อ๋อมันก็เป็นโรคที่คนไทยเป็นเยอะ ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้น มันผ่านมาเกือบ 4 ปีแล้ว โรคนี้มันมีข้อดีและข้อเสียในตัว ข้อเสียคือถ้าดูแลตัวเองไม่ได้ก็อาจจะทำร้ายตัวเอง อยู่กับความทุกข์ ข้อดีคือมันเหมือนไปเปิดอะไรบางอย่างให้เรา มองได้ไกลกว่าเดิม ถามว่าหนักสุดขั้นไหน ผมว่ามันก็เหมือนทุกคน หนักสุดก็คือไม่อยากมีชีวิตอยู่ แต่พอผ่านจุดนั้นมาได้เราก็โอเคแล้ว เพราะเราต้องรู้จักบริหารชีิวิตตัวเอง บริหารคนรอบข้างด้วย คนรอบข้างก็ต้องเข้าใจคนที่เป็นโรคนี้ด้วย (เคยคิดอยากฆ่าตัวตาย) มันคือเรื่องที่ผ่านมาแล้ว และผมก็โชคดี ที่ผมมีครอบครัวที่อบอุ่น เวลามีอะไร สิ่งแรกที่เราจะนึกถึงก็คือครอบครัว ถามว่ามันเกี่ยวกับการเลิกกับภรรยาไหม คือผมว่ามันหลายๆ อย่างผสมกัน มันไม่ได้เกิดจากความเครียดอย่างเดียวถึงจะเป็นโรคซึมเศร้า บางคนมีความสุขแต่ก็เป็นได้ เพราะมันเป็นเรื่องจองโรคฮอร์โมนเรื่องสารบางตัวใมนร่างกาย (ดูแลรักษาตัวเองอย่างไร) คือผมเป็นคนติดบ้าน รู้สึกว่าบ้านเป็นพื่นที่ที่ปลอดภัยที่สุด ผมก็จะอยู่ในบ้านเป็นหลัก ไม่ค่อยไปโน่นนี่สักเท่าไหร่ อยู่บ้าน เขียนบท ดูหนัง และเอ็นจอยกับมัน โรคนี้ไม่ต้องเครียดขนาดนั้น ตอนนี้พอเราบอกว่าเราเป็น กลายเป็นว่ามีคนเป็นตั้งเยอะคนที่เรารู้จักครึ่งหนึ่งคือคนที่ป่วยหรือกำลังเข้าโหมดกำลังจะป่วย ต้องยอมรับว่าสังคมปัจจุบันมันมีความเครียดสูง  เพราะฉะนั้นการแข่ง่ขันหรือคำพูดบางคำมันอาจจะกระทบจิตใจ ตอนที่ผมป่วยผมก็จะบอกทางเฟสบุ๊คว่าผมป่วย และผมจะโพสต์เรื่อยๆ เรื่องการซัพพอร์ทคนที่ป่วยว่าจะดูแลตัวเองอย่างไร มันทำให้เราได้มองโลกอีกแบบหนึ่ง(เรายังต้องทานยาต่อเนื่องไหม) ตอนนี้ก็ยังทานยาตามหมอสั่งอยู่" เต๊ะ กล่าวปิดท้าย 

'เต๊ะ'แพลนทำงานที่ไทยถาวร