
ดันกฎหมาย"ละเมิดลิขสิทธิ์"อันดับ3ของโลกไม่น่าภูมิใจ
ตามช่องโทรทัศน์ต่างๆ ตอนนี้ มีการรณรงค์การละเมิดสิทธิ์ในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการที่ตำรวจพยายามจับกุมเทปผี ซีดีเถือน (ซึ่งก็ไม่ได้ผลนัก)
ถัดมาคือการให้ศิลปิน นักแสดง ออกมาร้องขอให้ซื้อสินค้าที่ถูกลิขสิทธิ์ ค่ายเพลงต่างๆ ก็เริ่มให้ศิลปินออกผลงานเป็นซิงเกิ้ลแทนการทำอัลบั้มเต็ม และก็มีการทำสัญญากับค่ายโทรศัพท์ต่างๆ และให้คนฟังสามารถโหลดเพลงใหม่ๆ ฟัง ได้โดยการเหมาจ่ายเป็นรายเดือน แต่เราก็ยังเห็นการละเมิดลิขสิทธิ์ให้เห็นได้ทั่วไป พอตำรวจเข้มงวดเรื่องนี้หน่อย แผ่นผีก็หายไปบ้าง แต่พอเรื่องเริ่มซา การค้าขาย (ของเถื่อน) ก็กลับมาคึกคักเหมือนเดิม
ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ได้จับมือสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติจัดเสวนาหัวข้อ "ละเมิดลิขสิทธิ์อันดับ 3 ของโลกน่าภูมิใจนักหรือ" โดยมี อลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีว่าการช่วยกระทรวงพาณิชย์ ดร.เสรี วงษ์มณฑา และเหล่าดาราเข้าร่วมด้วย ที่โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ ซึ่งมีทั้งสื่อมวลชนและนักแสดงร่วมฟังการแก้ปัญาหาในครั้งนี้ ซึ่งสรุปได้ว่า เหตุผลที่ประเทศไทยมีอันดับการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นอันดับ 3 ของโลก เพราะในสังคมไทยยังมีการรับเงินใต้โต๊ะและกฎหมายยังมีช่องโหว่ ซึ่งตอนนี้รัฐบาลกำลังผลักดัน พ.ร.บ.การละเมิดลิขสิทธิ์ให้เป็นวาระแห่งชาติ และกฎหมายการเอาผิดกับบุคคล 4 ฝ่ายคือ ผู้ผลิต ผู้ขาย ผู้เป็นเจ้าของสถานที่ และผู้ซื้อ ขึ้นอีกครั้ง โดยเปลี่ยนบทลงโทษจากการปรับเงิน 1,000 บาท สำหรับผู้ซื้อสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ เป็นการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์แทน
"ผลดีของการมี พ.ร.บ. คือ ทำให้การพัฒนาอุตสาหกรรมบันเทิงทั้งภาพยนตร์ ดนตรี เพลง การแสดงของเราสามารถกลับมาสู่ความรุ่งเรืองอีกครั้ง ทำให้เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ เพราะเชื่อว่าธุรกิจจะเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าหนึ่งแสนล้าน ถ้าเราสามารถปลดภาพที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่ละเมิดลิขสิทธิ์อันดับ 3 ของโลกได้ ก็จะช่วยให้อุตสาหกรรมนี้ขยายตัว กฎหมายดังกล่าวจะนำเสนอรัฐมนตรีเดือนหน้า และคิดว่าปลายปีนี้สามารถเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้ ขั้นตอนจะเร็วจะช้าอยู่ที่รัฐสภา แต่ผมอยากเห็นกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ต้นปีหน้า สร้างสังคมให้ดีขึ้น เพราะมันคือความอับอายที่ประเทศจะถูกตราหน้าว่าเป็นประเทศที่มีการก๊อบลิขสิทธิ์ ก๊อบเครื่องหมายการค้าคนอื่นเขา คิดว่าคงไม่มีใครอยากถูกตราหน้าเช่นนี้" อลงกรณ์กล่าว
ในขณะที่นักแสดงสาวนักบู๊อย่าง “จีจ้า” ญาณิน วิสมิตะนันทน์ กล่าวถึงการละเมิดลิขสิทธิ์ของไทยว่าไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจ และกฎหมายไม่มีความสำคัญเท่าจิตสำนึกของแต่ละคน
"โอ้แม่เจ้า! ตอนนี้เป็นอันดับ 3 แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าภูมิใจ จะว่าไปแล้ว อย่างวีซีดีหรือดีวีดี จะว่าแพงก็ไม่น่าใช่ เพราะตัวแทนจัดจำหน่ายเขาก็มีการปรับกลยุทธ์ ปรับราคาให้มันลงมาเยอะแล้ว ก็สนับสนุนให้คนซื้อของถูกลิขสิทธิ์กันดีกว่า อย่าซื้อของโจรเลย ความรู้สึกแรกที่เห็นแผ่นผี ที่เป็นผลงานเราบนแผง รู้สึกว่านี่หรือ คือสิ่งที่เราทำมาทั้งหมด ตอนนี้กำลังจะมีกฎหมายใหม่ ที่ทั้งผู้ผลิต ผู้ขาย ผู้ซื้อ ผู้ให้สถานที่ จะมีความผิดร่วมกัน ถ้ากฎหมายบังคับใช้ก็จะมีบทลงโทษ แต่กฎหมายไม่มีความสำคัญเท่าจิตสำนึก ถ้าตราบใดที่คนทำอยากทำออกมา ถ้าเราไม่ซื้อเขาก็ขายไม่ได้ ซึ่งรัฐบาลตามจับอย่างเดียวไม่ได้ ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน" จีจ้ากล่าว
ฝ่าย “เอ๋” มณีรัตน์ คำอ้วน กล่าวว่า รู้สึกท้อใจที่จะสร้างสรรค์งานใหม่ๆ ขึ้นมา "เราจะตามหลังต่างประเทศอย่างนี้ไปจริงๆ เหรอ เราจะไม่รวมตัวกันสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆ ขึ้นมาจริงๆ เหรอ เพราะทำร้ายพวกเดียวกันเองก็เจ็บ เวลาเห็นแผ่นผีนี่อึ้งเลยนะ" เอ๋แจกแจง
มาตบท้ายกันที่ “แจ็ค” เฉลิมพล ทิฆัมพรธีระวงศ์ บอกถึงความรู้สึกนี้ว่า "ผมอยากบอกว่า ผมเป็นนักแสดง ก็อยากให้ทุกคนช่วยกันไม่ซื้อของผิดกฎหมาย เพราะถ้าคุณไปซื้อ ก็เหมือนกับช่วยคนที่ทำผิดอยู่ เพราะเขาไม่ได้ลงทุนอะไรเลย แค่มีเครื่องก๊อบแผ่นก็สามารถขายได้ แต่ทั้งผม พี่จ้า พี่เอ๋ ต้องแสดง กว่าจะได้ผลงานสักชิ้น ก็หลายขั้นตอน ก็อยากให้ทุกคนซื้อแผ่นจริง ผมเคยถามผู้กำกับหลายคนถึงเรื่องนี้ ทุกคนบอกว่าเริ่มไม่อยากทำงานหนังกันแล้ว อย่างมีหนังพล็อตดีๆ อยากลงทุนแพงๆ ก็กลัวว่าผลออกมาจะไม่ได้ตังค์ นี่คือข้อเสีย" แจ็คกล่าวปิดท้าย
ยังเป็นข้อกังขาว่า หาก พ.ร.บ.ได้ถูกกำหนดใช้ได้จริง การละเมิดลิขสิทธิ์จะลดน้อยลงจริงหรือไม่ เพราะหากคนไทยยังไม่มีจิตสำนึกและคอยแต่จะทำร้ายพวกเดียวกัน...



