
คิดสวนทาง - ซีดีร้อนๆ มาแล้ว
เมื่อประมาณสักสองสามคอลัมน์ก่อนผมได้เคยเขียนเรื่อง "ซีดียังไม่ตาย" ไว้ ตอนนี้ซีดีที่ว่า กำลังเข้าแถวมาล้วงเงินในกระเป๋ากันอย่างเป็นล่ำเป็นสันแล้วครับ
ขอเท้าความว่าบริษัทแผ่นเสียงที่เคยประสบกับปัญหายอดขายตกกันอย่างฮวบฮาบเมื่อได้เกิดนวัตกรรมใหม่ขึ้น คือการบริการให้ดาวน์โหลดเพลงได้ทางอินเทอร์เน็ต ทำให้ยอดขายซีดีลดลงทุกปีจนน่าใจหาย ดังนั้นบริษัทแผ่นเสียงหรือค่ายเพลงทั้งหลายทั้งในและต่างประเทศก็จำเป็นต้องคิดกลยุทธ์ทางการบริหารการจัดการและการตลาดใหม่ๆ ขึ้นมา แก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคกันจ้าละหวั่น
หนึ่งกลยุทธ์ในนั้นคือ การนำเอาผลงานเก่าของศิลปินที่เคยโด่งดังมาในอดีตมารวบรวมเป็นชุดเพื่อการสะสม นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้าด้วยการมีรูปภาพที่ไม่เคย เห็นกันมาก่อน ข้อมูลที่ไม่เคยมีใครรู้ ปรับปรุงรูปลักษณ์บรรจุภัณฑ์ให้สวยงามน่าเก็บไว้หรือหามาเป็น เจ้าของ และขายในราคาที่ต้องให้หยุดคิดนิดหนึ่ง แต่ในที่สุดความอยากได้หรืออารมณ์ก็ชนะเหตุผล ไปเสมอ
กลุ่มเป้าหมายที่ค่ายเพลงต่างๆ เล็งไว้คือกลุ่มพวก Baby Boomers คนกลุ่มนี้เป็นพวกที่เติบโตมากับดนตรี Rock n’ Roll ในช่วงทศวรรษที่ 50-60 ซึ่งมีวัฒนธรรมที่โดดเด่นคือการต่อต้าน (protest) ต่อต้านการตีกรอบของผู้ใหญ่หรือสังคมในยุคนั้น ปฏิเสธคุณค่าทางสังคม (social value) ในยุคนั้น แล้วก็ออกไปลองทุกสิ่งทุกอย่างที่ผู้ใหญ่ห้ามไว้ ค้นหาลองผิดลองถูกด้วยตนเอง นำไปสู่การ แสวงหาสันติภาพและ การต่อต้านสงครามในยุคบุปผาชน (Hippies)
ตัวอย่างง่ายๆ ที่พบเห็นได้ก็คือ ผู้ใหญ่ในยุคนั้นตัดผมสั้นที่เรียกว่า "รองทรง" ซึ่งต้องใช้แบตตาเลี่ยนไถ่ผมให้ติดหนังหัว แล้วไว้ผมส่วนบนให้ยาวเพื่อหวีผมเป๋ แสกผมตรงเป๊ะ ใส่น้ำมันใส่ผมเรียบแป้ดูสะอาดสะอ้าน กลายมาเป็นการนิยมไว้ผมยาวทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ปฏิเสธการวัดคนด้วยจากการดูแต่เพียงภายนอก สนใจความงดงามที่อยู่ภายในคือจิตใจ หันมาสนใจวัฒนธรรมของตะวันออกจากอินเดียและจีน ศึกษาการนั่งสมาธิเพื่อค้นหาสัจธรรมเพื่อการหลุดพ้นจากสังคมวัตถุนิยมของตะวันตก และอื่นๆ อีกมากมาย
แน่นอนว่าในแต่ละขั้นตอนและขบวนการเหล่านี้ต้องมีผู้นำ และผู้นำของเขาแน่นอนไม่ใช่นักการเมืองแต่เป็นศิลปินร็อก ที่เป็นผู้มาจุดประกายความคิดเหล่านี้ ศิลปินเหล่านี้คือตัวแทนของเขาในการมีปากมีเสียงในสังคมผ่านทางบทเพลงที่ทรงคุณค่ามากมาย ดนตรีหลุดออกจากวังวนน้ำเน่าเรื่องรักกันไปรักกันมา กลายเป็นบทเพลงที่ช่วยนำทางชีวิตทั้งในด้านสังคมและปรัชญาความคิด
"ศิลปิน" ไม่ใช่ผู้ให้ความบันเทิง (entertainer) แต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นญาติที่สนิทกว่าญาติจริงๆ ที่ยังต้องทะเลาะกันอยู่ เป็นลูกพี่ที่นำทาง จะถูกจะผิดอย่างไรไม่สนใจ ถ้าลูกพี่นำก็จะเอาอย่างและทำตาม ทั้งการแต่งกาย การพูดจา กิริยาท่าทาง เพราะต้องการเป็นอย่างเขา
ลองนึกถึงพวกที่เรียกว่า "โก๋หลังวัง" ดู ทุกคนอยากเป็นเอลวิสกันทุกคน รุ่นผมก็คงเป็น The Beatles และเมื่อผมลงลึกลงไปในเรื่องดนตรีมากขึ้นก็มีอีกหลายศิลปินเพิ่มขึ้นมา เช่น Jimi Hendrix, Yes, Pink Flod ซึ่งถือว่าเป็นพวก Progressive Rock หรือ Intellectual Pop ที่เนื้อหาของเพลงทั้งคำร้องและดนตรีให้ความรู้ในเรื่อง ต่างๆ เพิ่มขึ้นมากกว่าเรื่องความรักกระจุ๋มกระจิ๋มอย่าง Love Me, Love My Dog...my cat, my snake…
คนที่อยู่ในกลุ่มนี้ปัจจุบันก็กลายเป็นประชาชนอาวุโสของประเทศต่างๆ กันไปหมดแล้ว หลายคนก็ประสบความสำเร็จในชีวิต ตั้งแต่อดีตประธานาธิปดี รัฐมนตรี ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรต่างๆ ไปจนถึงชนชั้นกลางทั่วไปที่มีเงินเก็บ เรียกว่ามีความมั่นคงในชีวิตและมีเวลาว่างเยอะพอที่จะกลับไป หวนรำลึกถึงอดีตอันรุ่งโรจน์กับบทเพลงเก่าๆ ตั้งแต่ก่อนแต่งงานหรือในช่วงการเป็นนักศึกษาอยู่
ผมเองก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้นะครับ ต่างกันตรงที่ว่ายังต้องหาเช้ากินค่ำอยู่ เป็นศิลปินอิสระที่ไม่มีบำเหน็จบำนาญที่ไหนมาเจือจุน
วันนี้เอาตัวอย่างซีดีที่น่าสนใจมาฝากเผื่อจะไปหามาเก็บสะสมไว้ และก็มีของผมอยู่ด้วยสำหรับ Baby Boomer คนไทยที่เป็นแฟนเพลงติดตามผลงานกันมา เจอที่ไหนก็ซื้อเก็บไว้เถอะครับ เพราะไม่รู้จะมีแรงเล่นไปได้อีกนานเท่าไหร่
"จิรพรรณ อังศวานนท์"



