
'ฉอด' แจงเป็นผู้จัดคอนเสิร์ต "สาวสาวสาว" เพราะเหตุนี้
"ฉอด" สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา เผยทำคอนเสิร์ต "สาว สาว สาว" เพราะเป็นโปรเจคที่ติดพันตั้งแต่ปีที่แล้ว แย้มปีหน้า เช้นจ์2561 จะทำโชว์บิสของตัวเอง เผยไม่เสียดายค
ทีมบันเทิง คมชัดลึก - เรียกว่าเป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดคอนเสิร์ต “สาว สาว สาว” มาตั้งแต่ต้น แต่หลังถูกปลดจากจากตำแหน่งผู้บริหาร GMM25 และเอไทม์มีเดีย งานนี้เลยมีข่าวเม้าท์กันว่าถ้า “ฉอด” สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา ไม่เป็นคนจัด ก็จะไม่มีคอนเสิร์ต สาว สาว สาว เกิดขึ้น ได้สอบถามผู้จัดคนเก่ง ณ บริเวณล็อบบี้ อาคาร จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส ถึงข่าวดังกล่าวได้ความว่า
“มันเป็นสัญญาใจ เราคุยกันมาตลอด 10 ปีว่าอยากจะทำคอนเสิร์ต เมื่อไหร่จะได้ทำสักที แต่ตอนนั้นคนหนึ่งอยู่อโศก คนหนึ่งอยู่ลาดพร้าว ลิขสิทธิ์เพลงอยู่รถไฟดนตรี ต่างค่ายกันก็ดูยากๆ อยู่ แต่ในที่สุดก็ถึงเวลา พี่ๆทั้งสองค่ายรวมถึงคุณระย้า (ค่ายรถไฟดนตรี) เองก็อนุญาต ยินดีในเรื่องของลิขสิทธิ์เพลง”
ความยากของคอนเสิร์ตนี้อยู่ที่ตรงไหน
“ตรงที่เราจะนำพาทุกคนกลับไปสู่อดีตที่ยาวนานมาก 34 ปีมาแล้ว ภาพในความทรงจำวันนั้นกับความเป็นจริงวันนี้มีความต่างกัน สาว สาว สาว เขาก็เป็นแบบนี้แต่ต้องกลับไปร้องเพลงในวันนั้น ด้วยสไตล์ของเพลง เนื้อหาเพลง เสื้อผ้าหน้าผม ยากที่สุดคือการเชื่อมต่อวันเวลาให้มาเจอกันให้พอดีกันที่สุด”
ไม่มีการเปลี่ยนดนตรีเพลง
“ดนตรีที่ทำเพิ่ม เพราะสมัยก่อนดนตรีมันบาง ในสมัยนี้เราก็จะเติมความหนา แต่ไม่ใช่การเอาไปทำใหม่นะ คนฟังฟังแล้วก็ยังจำได้อยู่ เป็นเพลงเดิมที่คุ้นเคย แต่แค่ให้เป็นความรู้สึกของวันนี้เพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง”
แต่คอนเสิร์ตนี้ก็เกิดขึ้นในช่วงคาบเกี่ยวตอนที่เราเปลี่ยนมาทำบริษัท คนเลยมองว่าถ้าพี่ฉอดไม่จัดเอง สาว สาว สาว ก็ไม่มา
“สาว สาว สาว เขาคิดแบบนั้น คือถ้าจะทำคอนเสิร์ตก็ต้องเป็นพี่ฉอดแหล่ะ นึกออกใช่ไหมคะ เลยมาการพูดกันว่าต้องเป็นพี่ฉอดนะ ไม่ว่าพี่จะอยู่ที่ไหน คิดถึงเรื่องตัวบุคคลมากกว่า ไม่ได้คิดว่าเป็นบริษัทอะไร ไม่ได้รีบร้อนที่จะทำ ทำเมื่อไหร่ก็ได้ขอแค่ให้เป็นคนที่ตกลงกันไว้แล้วว่าจะทำแค่นั้นเอง”
เขาไว้วางใจว่าถ้าเป็นพี่ฉอดทำ เขาพร้อมทุกเมื่อ
“ไม่ใช่แค่ความมั่นใจ แต่เป็นความผูกพันที่มีมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นการผูกพันแบบดีเจกับนักร้อง หรือความเป็นพี่ เป็นน้องกันแบบส่วนตัว เพราะเราบังเอิญอยู่ในทุกช่วงชีวิตของเขา มีแฟน อกหัก ก็ไปอยู่ตรงนั้น รู้จักไปถึงพ่อแม่ ครอบครัว ทุกสิ่งอย่าง เลยมีหลายอย่างผสมกัน ทั้งความไว้วางใจในเชิงของการทำงาน และความสัมพันธ์ส่วนตัวด้วย”
คอนเสิร์ตนี้อยู่ในเยียร์แพลนของเอไทม์
“ใช่ ซึ่งทำไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว วางไว้กันล่วงหน้า แต่พอดีช่วงนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลง พอพี่มูฟออกมาทำบริษัทก็เลยมานั่งคุยกันว่าคอนเสิร์ตนี้จะทำยังไง เพื่อไม่ให้เสียแพลนเดิมที่วางไว้ ก็ทำไปตามเดิมแล้วกันร่วมกันทำ บทบาทของพี่คือดูแลเรื่องโปรดักชั่นทั้งหมด เอไทม์ดูแลเรื่องการโปรโมท”
ก่อนหน้านี้เอไทม์โชว์บิสทำโปรดักชั่นด้วย
“ใช่ แค่เฉพาะงานนี้ที่เช้นจ์ 2561 ทำโปรดักชั่นทั้งหมด ส่วนอนาคตถามว่าเช้นจ์จะเข้ามาทำโปรดักชั่นไหม คงไม่แล้ว ปีหน้าก็จะเป็นของใครของมัน เอไทม์โชว์บิสก็ทำงานของตัวเองไป เช้นจ์ก็อาจจะมีโชว์บิสเป็นของตัวเอง แยกออกมา แต่งานนี้เป็นงานเฉพาะกิจ เป็นเยียร์แพลนที่ติดค้างไว้”
ปีหน้าของ เช้นจ์2561 จะมีอะไรบ้าง?
“ตอนนี้ก็มีคุยๆ กันอยู่บ้าง อาจจะมีการทำโชว์บิสบ้างตามสมควร ทำเพราะสนุกกับทำเพราะศิลปินอยากให้ทำ ก็คล้ายๆ กับอารมณ์ของสาวสาวสาว คือก็ติดว่าถ้าจะทำคอนเสิร์ตก็อยากให้เราเป็นคนทำ แต่ก็ไม่ถึงกับว่าถ้าไม่ใช่พี่ฉอด ฉันไม่ทำหรอกนะ คงไม่ถึงขนาดนั้น แต่เพียงแค่มันอยู่ด้วยกันมานาน มีความผูกพันกัน แต่ถ้าจะบอกไปว่ามีกี่คนคือมันก็เยอะอยู่ แต่ก็ต้องดูว่ากำลังตัวเองไหวแค่ไหน และตั้งแต่เราออกมาเป็น เช้นจ์2561 คืองานมันเยอะมากจริงๆ ปีหน้าตอนนี้ต้องทำละครมากกว่าตอนอยู่ช่องซะอีก เพราะเราก็ไปทำกับช่องอื่นด้วย โชว์บิสก็ทำ รายการออนไลน์ ทางเราก็จะทำเพิ่มมากขึ้น และคลับฟรายเดย์เดอะซีรี่ย์ คลับฟรายเดย์โชว์ก็จะย้ายมาอยู่ที่ เช้นจ์2561 อาจจะดูเยอะไปหน่อยสำหรับบริษัทเล็กๆ ที่เพิ่งเปิดสำหรับพวกเรา”
เราทำทุกอย่างแบบนี้ เราไม่เสียดายความเป็นเอไทม์ ทั้งๆ ที่เราสร้างมาด้วยสองมือของเรา?
“ไม่ ตอนนี้เรากำลังสนุก เป็นความรู้สึกอีกแบบนึง เหมือนเราเคยอยู่ในที่ๆ หนึ่งมาโดยตลอด เราก็ต้องทำทุกอย่างเพราะมันคือที่ตรงนี้ ยกตัวอย่าง เมื่อก่อนเราจะคุยกับใครมันจะมีความค่าย จะมีความเป็นกรอบครอบเราอยู่ หรือเมื่อก่อนเป็นช่อง เราก็จะไม่มีโอกาสไปคุยกับช่องอื่นเลย เพราะด้วยความเป็นช่อง แต่พอเราเปลี่ยนเป็นคนสร้างคอนเทนส์แล้ว ทุกคนก็จะเดินมาหาเรา และเราได้คุยกับคนเยอะมาก ทุกวันนี้มีหลายคนมาคุยกับเรา อยากจับมือกับเรา อยากมาร่วมงานกับเรา ซึ่งบางทีเราก็ไม่เคยคาดคิดว่าเราจะจับมือกันได้เพราะเนื่องจากก่อนหน้านี้อาจจะติดอะไรบ้าง แต่พอรู้ว่าเราเป็นคนทำคอนเทนส์แล้ว ทุกคนก็เดินเข้ามา มาชวนเราคุย และก็มีคนเดินเจ้ามาบอกว่าอยากจะร่วมงานกับพี่ฉอดจังเลย ทำอะไรได้บ้าง เราก็ตอบไปว่าได้ค่ะ เพราะไม่ได้ติดในเรื่องสัญญาอะไรเลย พอมันไม่ติดอะไรเลย ตอนนี้เราทำคอนเทนส์อะไรก็ได้ มันสนุกมากเลย สนุกกับการได้คุยกับคนอื่น ได้มีการแลกเปลี่ยน”
แล้วจะได้เห็นพี่ฉอด ข้ามค่ายไปทำละครให้ที่อื่นแบบช่องใหญ่ๆ หรือเปล่า?
“วันนี้ต้องขอบอกว่าตอนนี้ไม่ได้มีการข้ามค่ายเพราะไม่ใช่ค่ายเพลง คือตอนนี้ใครอยากคุยกับเรา เราก็คุยไปเรื่อยๆ อย่าง pptv ที่ได้เข้าไปคุยก็เพราะมีพี่ๆ ที่รู้จักกัน พี่เขาก็อยากให้เราทำละครให้ ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการสรุป ว่าเราจะทำไหวแค่ไหน และโดนปกติแล้วในขั้นตอนการเลือกนักแสดงแล้ว เจ้าของเงินเขามีสิทธิ์เลือก แต่ถ้าเราเดินเข้าไปที่ไหน เขามักจะเชื่อใจให้เราตัดสินใจ เพราะเขาก็เคยเห็นงานของเรามาบ้างแล้ว เขาถึงตัดสินใจชวนเรามาทำ และทุกคนที่ชวนเรามาทำ เพราะเขาชอบงานที่เราทำอยู่แล้ว เขาให้เราเลือกมาเลย เขามั่นใจว่าเราเลือกมาดีแล้ว”
ของพีพีทีวีจะได้เห็นเมื่อไร
“ทุกอย่างตอนนี้เป็นงานปีหน้าหมด ตอนนี้แค่คุย และเรื่องการเตรียมงาน ถามว่ากลัวสไตล์ละครมันจะซ้ำกับช่อง จีเอ็มเอ็ม 25 ไหม อยากบอกว่าแต่ล่ะช่องจะมีโจทย์คนละแบบ เท่าที่คุยกันนะ เมื่อโจทย์ต่างกันวิธีคิดก็ต่างกันไปด้วย แต่เรื่องรายมือมันคงไม่ได้ฉีกไปเยอะ บังเอิญว่าโชคดีตอนที่อยู่ช่องได้ทำละครครบรูปแบบ ล่าสุดก็ทำเรื่อง “คุณพ่อจอมซ่า” ก็ทำตลกเป็น บู๊ ก็ทำเป็น เราทำได้หลากหลาย เวลาเดินเข้าไปคุยกับหลายๆที่เขาก็จะมีแนวของเขา เราก็เอาแบบนั้นไปให้เขาแค่นั้น”
จะสับสนในเรื่องของงานไหม เพราะมีทั้ง ซีรีส์ ละคร และคอนเสิร์ต
“ยังไม่ได้แบ่งเลย ตอนนี้กำลังผังทั้งปี ดูว่ากำลังเราจะไหวสักแค่ไหน”
กับตำแหน่งรองประธานกรรมการบริหาร บริษัท จีเอ็มเอ็ม แชนแนล เทรดดิ้ง จำกัด กับบริษัท เช้นจ์2561 จำกัด ของตัวเอง แบ่งเวลาการบริหารอย่างไร?
“ทำงานปกติ เพราะว่าเมื่อก่อนงาน ร้อยหนึ่ง พี่ก็ทำงานร้อยห้าสิบอยู่แล้ว มากกว่าเดิมคงไม่ได้อีกแล้ว ตอนนี้ก็ยังนั่งอยู่ชั้น 38 เหมือนเดิม”
เราดูรีแลคมากขึ้น?
“ภาระของการที่ต้องแบกช่อง มันหนักมากจริงๆ เพราะว่ามันมีข้อจำกัดหลายอย่างมาก มันมีต้นทุนมหาศาลที่ต้องจ่ายอยู่แล้ว มีหลายอย่างมา แต่พอเราแยกตัวออกมา ปลดทุกอย่างตรงนั้นชีวิตทุกอย่างมันดูเบาขึ้น ดีขึ้น มันเป็นการเปิดโอกาสให้เรา เราคนทำครีเอท ทำโปรดักชั่น มันเป็นการเปิดโอกาสให้เราได้ทำงานที่เราอยากทำมากขึ้น”
ไม่เสียดายเอไทม์เหรอ เพราะสร้างมากับมือ
“พี่เดินออกจากตึกนี้ไป เอไทม์ก็ไม่ใช่ของพี่อยู่แล้ว (แต่เราปั้นมันมาด้วยสองมือเรานะ) มันมีอะไรอีกหลายอย่างที่เราทำด้วยสองมือทั้งนั้นเลย ถ้าเราไม่ปล่อยก็นั่งตาย เขาบอกว่าคนเราควรที่จะปล่อยมือ เพื่อเอามือเราไปหยิบสิ่งดีๆบ้าง กอบโกยมาไว้ที่เราหมดมันไม่ใช่ ตอนนี้ไม่ได่คิดอะไรเลย อยากทำงานอย่างเดียว”
แสดงว่าที่ผ่านทุกคนคิดแทนเรา
“ถูก ทุกคนก็จะเป็นห่วงเป็นใย ทุกคนมาให้กำลังใจ ก็ขอบคุณ บางคนเสียใจหนักกว่าเราอีก เจอน้องบางคนเข้ามากอดแล้วร้องไห้ เราก็ถามว่าเป็นอะไร เขาบอกสงสาร เราก็บอกว่าเราไม่ได้เป็นอะไรลูก เรากลับสงสารหนู (ยิ้ม) มีคนเป็นห่วงเยอะมาก ก็ขอบคุณมากๆ แล้วบางคน เราบอกว่าสบายดี ก็ไม่เชื่อ คิดว่าเราต้องเก็บไว้แน่เลย ก็บอกว่าเราเป็นคนไม่เก็บ เป็นคนที่ซ้อนอะไร คือทำไม่เป็น วันนี้แฮปปี้สนุกกับสิ่งที่ทำอยู่ มันมีโอกาสได้คิดได้ทำอะไรที่ไม่ต้องแบกอะไรที่หนักๆ (เรียกว่าดีกว่าเมื่อก่อน) จริงๆ มีคนบางคนมาเห็นการทำงานของเรา เขายังบอกว่าดีกว่าเมื่อก่อนตั้งเยอะ มันมีเวลาคิด มีเวลาได้ทำอะไรตั้งเยอะ”



