
'โย' เล่าอาการ 'เอ' น้ำตารื้น
"โย" ยศวดี หัสดีวิจิตร รับถอดใจหลัง "เอ" อัญชลี บาดเจ็บ มั่นใจเอจะกลับมาทำในสิ่งที่รักได้อีกครั้ง เผยเป็นนักกีฬาทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป
เสียน้ำตามากมายหลังพี่สาว “เอ” อัญชลี ประสบอุบัติเหตุจักรยานล้มจนกระดูกเชิงกรานหัก ล่าสุดปล่อยคลิปไปเยี่ยมพี่สาวถึงโรงพยาบาล ได้สอบถามความคืบหน้าของอาการพี่สาวในกิจกรรม รวมหัวใจ ไปให้สุดที่แดนใต้ ที่หาดสมิหลาจังหวัดสงขลา ได้ความว่า
“เมื่อประมาณ 2 วันที่แล้ว ที่โยไปเยี่ยม ตอนแรกถอดสายยางปัสสาวะออก แต่ว่าก็ใส่เข้าไปใหม่เพราะว่าเขายังปัสสาวะเองไม่ได้ เขาทรมานนะ เพราะว่าเขาขยับไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ ต้อนรับคนมาเยี่ยมที่เตียงเหมือนคนอัมพาตแบบนั้นเลย เขาก็อึดอัดตัวเอง เพราะเขาเป็นคนทำอะไรคล่องแคล่ว เป็นนักกีฬาด้วย พอไปเห็นเขา เราก็สงสารน้ำตาไหล คือจริงๆ วันนี้ต้องมีเขาอยู่ข้างๆ แต่พอไม่มีเขาเรารู้สึกว่างานไม่สมบูรณ์เพราะขาดคนที่คิดริเริ่มโครงการนี้ เพราะคนที่จัดการทุกสิ่งทุกอย่างก็คือเขา (วันแรกที่เขาประสบอุบัติเหตุ เขาสาหัสขนาดไหน) ตอนแรกเราปั่นอยู่แล้วโยได้ยินเสียงโครม คือรู้สึกจักรยานสั่นก่อน มีคนชนโย แต่ว่าเราไม่รู้ว่าใคร ในใจสังหรณ์เพราะเราได้ยินเสียงผู้หญิงร้องสองคน คิดว่าหนึ่งในนั้นคือพี่สาวเราแน่ๆ แต่ว่าโยปั่นจักรยานในระดับค่อนข้างเร็ว จอดเลยไม่ได้ เราก็พยายามเอารถเข้าชิดซ้ายแต่ว่าเกือบจะคว่ำ พอหันไปเห็นพี่สาวนอนอยู่ที่พื้น ชั่วโมงนั้นนึกอะไรไม่ออก ใจหล่นไปอยู่ที่เท้า รู้ตัวอีกทีคือวิ่งเร็วมาก วิ่งไม่คิดชีวิต ทั้งที่รองเท้าตอนนั้นก็วิ่งไม่ถนัด พอเข้าไปดูเห็นพี่สาวเรานอนเป็นคนแรกถัดจากพี่สาวเป็นน้องดาร์ลิ่ง คนที่ชนโย พอไปถามก็รู้ว่าเขาหักหลบไม่ทันเพราะว่าดาร์ลิ่งชนโยเสร็จ ดาร์ลิ่งล้ม แล้วเอเขาต่อหลังดาร์ลิ่งอีกทีหนึ่ง เขาพยายามจะหักแล้วแต่ว่าไม่พ้นดาร์ลิ่ง พอเฉี่ยวรถเขาก็ลอย เลยล้ม โยก็บอกว่าไม่เป็นไรนะ อดทนๆ เดี๋ยวรถพยาบาลอยู่ตรงนี้ แต่ว่ารถพยาบาลต้องรับดาร์ลิ่งไปก่อน พี่สาวโยต้องรออีกประมาณ 20 นาที กว่ารถจะมา โยพยายามยกขาเขาขึ้น แต่ว่าเขาขยับตัวไม่ได้ เขาบอกว่าเจ็บตรงสะโพกมาก เราก็มองหน้ากันกับโค้ชรู้เลยว่าต้องมีกระดูกหัก แต่ว่าไม่รู้ว่าหักตรงไหน เราเลยไม่ให้เขาขยับตัวแล้วเอาของแข็งมารองตัวเขา แล้วพี่เขาก็ขึ้นเป็นรถกะบะ นั่งมองพี่สาวถูกบล็อคคอ วันนั้นโยเสียสติเหมือนกันเพราะนี่ไม่ใช่สิ่งคาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้น เอเป็นคนขี่จักรยานเก่งขี่รอบคอบและมีสมาธิตลอด แต่เหตุการณ์แบบนี้คือพอคนข้างหน้าล้ม มันทำอะไรไม่ได้ วันนั้นเรานั่งไปด้วยตลอด เรานั่งกับรถไป พอไปถึงโรงพยาบาลก็รออีก กว่าแพทย์จะเอาเข้าห้องเอ็กซเรย์ ทำทีซีสแกน เราก็นั่งในห้องประมาณครึ่งชั่วโมงก็นั่งแบบใจไม่ดี เพราะรู้ว่าปวดตรงสะโพกและช่วงเชิงกราน เราก็เป็นห่วงเพราะถ้ากระดูกไปทิ่มท้องน้อยจะเรื่องใหญ่ เราก็เลย อยากให้ผลเอ็กซเรย์ออกเร็วๆ ระหว่างนั้นเราก็โพสต์ในไอจีว่าขอให้ทุกคนอธิษฐานให้พี่เอด้วย แล้วก็มีคนมาให้กำลังใจเยอะมากเลย
สภาพจิตใจของพี่เอตอนที่เขารู้ว่ากระดูกหักเขาร้องไห้หนักมาก ประโยคแรกที่เขาพูดกับเราก็คือเอจะกลับไปปั่นจักรยานไม่ได้แล้วเหรอ เพราะพี่สาวโยซ้อมและฟิตร่างกายมาหนักมาก แต่ตัวโยเองไม่ได้ซ้อมอะไรเลย บอกเลยว่าตอนแรกกิจกรรมนี้โยไม่ได้อยากมา เพราะว่าโยเพิ่งแข่งไอรอนแมนเสร็จ แต่เอบอกกับเราว่ากิจกรรมนี้อยากให้เราไปปั่นด้วย เพราะเอไม่สามารถไปปั่นคนเดียวได้ถ้าไม่มีโย เอเขาก็จัดการหาโค้ชของโยมาร่วมทีมเพื่อทำให้เรามีกำลังใจในการปั่น ใจเราก็ครึ่งๆนะคือถ้าเอเขาอยากไปแล้วก็ไปด้วย คือเราก็ไม่ได้มีความเมตตาอยากจะช่วยเพราะทุกคนมีลิมิตของตัวเอง แล้วลิมิตร่างกายอยู่ตอนนั้นขึ้นเหนื่อยมาก เราก็เลยรู้สึกว่าถ้าเราจะไปช่วยคนแล้วร่างกายเราไม่เต็มร้อย เราก็กลัวตัวเองจะไปเป็นภาระคนอื่น แต่พี่สาวบอกว่าจะไปเราก็ต้องโอเคไปปั่นกับเขาด้วย แล้วพอวันนั้นที่ไม่มีเขาเราก็ถามความรู้สึกของตัวเองว่าแล้วเราเองจะปั่นไปต่อเพื่ออะไร ถ้าให้ปั่นต่อเพื่อเด็กๆ เราก็โอเคนะแต่ว่าตัวเราก็มีกำลังใจของเราซึ่งกำลังใจที่สำคัญที่สุดเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว ตอนแรกว่าจะเลิกปั่นแล้วก็บอกกับพี่สาวว่าไม่ไปต่อแล้วนะเดี๋ยวกลับกรุงเทพพร้อมกันเลย เขาก็ยิ่งร้องไห้หนักมากแล้วบอกว่าไม่ได้นะถ้าโยมไม่ไปเท่ากับว่ากิจกรรมนี้เขาไม่ได้ร่วมทั้งหมดเลย ทั้งตัวและใจ เพราะฉะนั้นเขาก็อยากจะให้เราเอาใจของเขาไปให้ถึงเบตง วันนั้นก็เป็นวันที่สับสนกับตัวเองมากที่สุด ว่าเราจะต้องอยู่ต่อจริงๆ เหรอเนี่ย(หัวเราะ) อยู่ต่อเพื่อที่จะปั่นต่อไปคนเดียวเนี่ยนะมันจะเป็นไปได้ยังไง ”
ปั่นคนเดียวแล้วคิดถึงเขาขนาดไหน
“2 วันแรกเราปั่นไม่ได้เลยนะ ปั่นไปร้องไห้ไป ใส่แว่นคนมองไม่เห็น แต่ว่าเราร้องไห้หนักมาก ฉันคนเป็นห่วงว่าจะไหวไหม ทุกครั้งที่อยู่บนจักรยานเรามีสติสมาธิตลอด แต่ว่าพอลงจากจักรยานเราก็ไม่กินข้าวไม่ไปเจอใคร อยู่ในห้องร้องไห้อย่างเดียว เหมือนไม่มีกำลังใจ เราก็คุยไลน์กับพี่สาวทีมงานก็เอาน่าพี่สาวมาให้เราคุยไลน์กันทุกวัน ผ่านไป 3 4 วันเราก็เริ่มดีขึ้น จนวันที่ 5 เราก็ไปขอกับพี่เป๊กว่าเราไม่ไหวแล้ว ขอกลับกรุงเทพแป๊บนึง จองไว้รอบ18.00 น .แล้วจะบินกลับจากกรุงเทพรอบ06.00 น. พอไปถึงไม่มีใครรู้เลยนะว่าโยจะมาเราไม่ได้บอกใคร เพราะถ้าพี่สาวรู้เขาจะห้ามไม่ให้เราไป พอเขาเห็นเราเขาตกใจมาก เราก็บอกว่าเราอยากเจอเขาจะได้มีกำลังใจมากขึ้น วันที่เขาเจ็บตอนที่เขากำลังขึ้นรถกลับกรุงเทพ เขาก็บอกว่าพาใจเอไปให้ถึงเบตงนะ เราก็บอกว่าโอเค เรามาตรงนี้ได้ก็เพราะเขา (เสียงสั่น) ทุกวันนี้ถือว่าเราทำเต็มที่แล้วเหนื่อยมากนะ พยายามคิดว่าตอนนี้เขานอนอยู่ที่เตียงทำอะไรไม่ได้ในขณะที่เรา มีโอกาสได้ทำอะไรได้เห็นความสวยงามได้เจอผู้คนอยู่ตลอด มันคือความฝันของเขาเลยนะที่จะปั่นลงภาคใต้ เขาอยากเห็นเบตง แล้วท้ายที่สุดเขาก็ไปไม่ถึง สิ่งที่โยห่วงคือ ในบรรดานักปั่นจะรู้ว่าถ้ากระดูกเชิงกรานหักแล้วได้รับการรักษาที่ไม่ถูกวิธี ไม่ได้ผ่าตัดหรือว่ามีการผิดพลาดในการกลับมาปั่นจักรยานอาจจะกลับมาปั่นจักรยานยากมาก ต้องใช้เวลาเกือบ 1 ปี โยมั่นใจในการรักษาและมั่นใจว่าเอจะกลับมาทำในสิ่งที่เขารักอีกครั้ง ตอนนี้เขามาไม่ได้ เรามาปั่นแทนเขา แล้วเวลาไปถึงที่ไหนเราจะคิดถึงเขา เราไม่ได้อยากได้คำชม เพราะว่าเราไม่ได้อยากมาตั้งแต่แรก แต่อยากให้ทุกคนชมเชยในความตั้งใจของเอมากกว่า เรามีแค่ร่างกายที่ทำ แต่ว่าจิตใจเป็นจิตใจของเขา
ส่วนอาการของเอตอนนี้ก็ยังขยับไม่ได้นะ ต้องอยู่ในสภาพนั้นไปอีก 2 สัปดาห์ จนกว่าหมอจะทำทีซีสแกนอีกทีว่าสามารถลุกจากเตียงไปไหนมาไหนได้ไหม เพราะทุกวันนี้เขาปัสสาวะ ถ่ายหนักบนเตียงเหมือนเดิม ลุกไปไหนไม่ได้ ขยับตัวลุกขึ้นนั่งแบบคนธรรมดา ปกติยังไม่ได้เลย สิ่งที่เขาทรมานคือเขาทำอะไรไม่ได้ แล้วคนเคยทำงานหนักมาตลอด เขาเป็นห่วงลูกเขาใครจะรับส่งไปโรงเรียน เราก็บอกเขาว่าภายใน 1-2 สัปดาห์อาจได้รับข่าวดี จากหมอว่าเขาสามารถลุกขึ้นเดินโดยใช้ไม้เท้าได้ อีก 2 เดือนเขาน่าจะสามารถขยับเขยื้อนออกกำลังกายเบาๆ พยายามให้กำลังใจเขา บอกมันไม่นานไปกว่านี้แน่นอน เขาทำกายภาพทุกวันเพื่อไม่ให้มีแผลกดทับ ด้วยความที่คือเขาขยับไม่ได้กลัวว่าจะมีปัญหาแผลกดทับ เขาไม่ได้ผ่านะคะ หมอบอกว่าหักข้างเดียว สิ่งที่กังวลคือหมอไม่ผ่า แสดงว่าหมอต้องมั่นใจว่ามันน่าจะโอเค รอให้ประสานกันเอง หมอบอกว่าอีก2สัปดาห์จะดูว่าอาการกระดูกเป็นอย่างไร อาจจะต้องผ่าหลังจากนั้นหรือเปล่าเราไม่ทราบ ”
พอเขาไม่ได้ทำตามความฝันด้วยตัวเอง เขารู้สึกอย่างไรบ้าง
“เขาเสียใจ สำหรับเรากิจกรรมนี้มันเกิดขึ้นเพราะเขาส่วนหนึ่ง เขาเสียใจที่ว่าเขาอยากเข้าไปกอดเด็กๆ อยากไปถ่ายรูปไปเห็นเด็กๆ เขาชอบเรื่องแบบนี้ ได้เจอน้องๆได้ถ่ายรูป เขาก็บอกว่าอยากอยู่กับโยตรงนั้นจังเลย ถามว่ากดดันไหม กดดันตรงที่ว่าพอเราเหนื่อยเราก็อยากพัก ดาราคนอื่นไม่จำเป็นต้องปั่นทุกเซ็ตแบบเรา มีโยที่ยืนพื้นปั่นทุกเซ็ตจริงๆ สาเหตุที่ต้องยืนพื้นปั่นทุกเซต คือวันแรกที่โค้ชแพลน โค้ชบอกว่าดาราไม่จำเป็นต้องปั่นทุกเซทเพราะเขาไม่ใช่นักกีฬา แต่ไม่ใช่ยูนะเพราะยูเป็นนักกีฬา ใจหนึ่งเราก็ดีใจ อีกใจก็นึกว่าหรือเราจะไม่ได้พักเลย ที่ดีใจเพราะมีดาราเยอะแยะแต่เขาไม่มองเราเป็นดารา คือเขามองเราเป็นหนึ่งในนักกีฬาที่มาปั่นร่วมกัน คือทุกคนที่มาปั่นร่วมกันเป็นนักกีฬา มีทั้งทีมชาติ ทีทั้งนักกีฬาประจำจังหวัด ทุกคนเป็นนักกีฬาทั้งหมดและโค้ชที่เป็นคนที่นำทีมชาวต่างชาติเป็นโค้ชนักกีฬามาปีกว่า โค้ชบอกว่ายูพักไม่ได้ยูต้องปั่นทุกเซทไปทุกกิโล ก็รู้สึกว่านี่เป็นกำลังใจอย่างหนึ่งที่เราทำมาตลอดว่าอยากมีภาพอย่างอื่น และทำได้ดีกว่าเป็นนักแสดงอย่างเดียว พอเรามาเป็นนักกีฬา เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด ไปให้ถึงที่สุดเหมือนกัน นักปั่นทุกคนที่เขามารอรับโยเพราะเขาเชื่อมั่นโยในฐานะนักปั่นไม่ได้มาต้อนรับโยในฐานะที่เป็นดารานักแสดง”
ทำไมถึงอยากให้คนจำอีกภาพหนึ่ง
“พอเรามาเปลี่ยนมาแล้ว ก็เหมือนนักแสดงที่เปลี่ยนบทบาทก็อยากให้คนเชื่อว่าเขาสามารถทำให้คนดูเชื่อ สามารถทำให้คนทั้งประเทศเชื่อได้ การมาเป็นักกีฬา ถ้าโยไม่สามารถทำให้นักกีฬาด้วยกันเชื่อไม่ได้ว่าโยเป็นนักกีฬา นั่นคือโยยังไม่ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ทำ นั่นคือสิ่งที่โยพยายามทำมา 2 ปี แม้โยจะไม่ใช่นักกีฬาที่เก่งที่สุดแต่โยไม่เคนยอมแพ้ ทุกวันนี้โยสามารถไปในระดับไอรอนแมนโดยที่โยไม่มีประสบการณ์อะไร โจมีแต่ใจไปแข่ง ถึงแม้โยจะเลือกในสนามที่ยากที่สุดในโลกเพราะโยอยากท้าทายตัวเองโยเลือกสนามที่คัดออฟในช่วงเวลา 15 ชั่วโมง ในขณะที่คนอื่นคัดออฟในเวลา 17 ชั่วโมง แล้วเขาสามารถเรียกตัวเองว่าไอรอนแมนได้แม้เขาจะจบใน 16 ชั่วโมงกว่า แต่ตัวโยจบมาที่ 15ขั่วโมง 15 วินาที ในวันนี้โยยังไมาสามารถเรียกตัวเองว่าไอรอนแมนได้ โยจะกลับไปแก้มืออีกครั้งในเดือนธันวาคมที่ประเทศออสเตรเลีย (ฝึกซ้อมอย่างไร) ก็ฝึกแบบนี้ ปั่นวันละ130 140 150 กิโลทุกวัน จะมีวันพักแค่สัปดาห์ละ 1วัน และว่ายน้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 3 กิโล แลวิ่ง30-40 กิผโลทุกสัปดาห์"
ทำไปทำไม
"ถามว่าทำไปทำไม ทำแล้วได้เงินเหรอ หรือทำแล้วสนุกตรงไหน อย่างแรกเลยคือ ถ้าเราไม่ตั้งลิมิตของตัวเองไว้ว่า อย่างที่เราทำเรามีเป้าหมายเพื่ออะไร เราก็คงทำไปเรื่อยๆโดยที่เราไม้ได้รู้สึกอะไรกับมัน ไม่มีความรัก แต่สิ่งที่โยทำ โยมีความรักกับมันนะ โยมีความรู้สึกว่าชีวิตโยอินสแายให้กับใครหลายๆ คน ที่วันหนึ่งที่เขามองว่าเรามีแต่เดินแบบแต่งหน้า ใส่เสื้อผ้าสวยงามตลอด ก็คงไม่มีอะไรมากไปกว่าเฟรมที่มีอยู่ แต่วันนี้โยพิสูจน์ได้ว่าการมาเป็นนักกีฬา ความสวยงามภายนอกของโยไม่ได้ทำให้โยเก่งกาจ ไม่ทำให้โยเอาชนะใครได่ ทุกอย่างอยู่ที่มือ ที่ขา ที่กำลังใจโยทั้งหม โยถึงบอกว่าคนที่มีกำลังใจอยากเปลี่ยนแปลงตังเอง ทุกคนทำได้"
มีใครมาพูดบ้างไหมว่าพี่โยทำใหัหนูเปลี่ยนไป
"ตลอดนะ เคยมีคนที่ไม่เคยปั่นจักรยาน มีน้องที่ใต้มาบอกเราว่าทุกวันนี้ที่ลุกขึ้นมาวิ่ง ลุกขึ้นมาปั่นเพราดูไอจีพี่ ดูเฟสบุ๊คพี่แล้วรู้สึกมีกำลังใจ วันไหนที่ท้อไม่อยากตื่นมาตี5 ก็จะมาดูไอจีพี่ จะเห็ว่าตี4 พี่ตื่นแล้ว ตี 5 พี่ตื่นแล้วพี่ปันเสร็จ11 โมง พี่ไปทำงานต่อ แล้วทำไมทุกคนที่มีเวลามากกว่าเราจะทำไม่ได้ โยเดินแบบมา 23 ปี นานมาก จะมีใครทำได้นานเท่าโยบ้าง คือโยทำมาตั้งแต่อายุ10 กว่า โยรับใช้ส้นสูงรับใช้แคทวอร์คมาเพียงพอละ โยอยากทำสิ่งอื่นบ้างเพื่อเติมไฟให้ตัวเอง ตอนที่โยทำงานนางแบบ 2 ปีสุดท้ายโยรู้สึกว่าโยไม่มีไฟแล้ว โยลุกไปทำงานเหมือนตัวเองเป็นโรบอท ว่าเป็นหน้าที่ที่ตัวเองต้องทำแต่ไม่ได้มีใจ ไม่ได้มีความรักเหมือนสมัยแรกๆที่โยทำ จะด้วยอะไรรอบๆตัวที่ทำให้โยไม่สนุกโนรู้สึกว่าอยากทำอะไรที่ตื่นเต้นและเติมไฟให้ตัวเองอีกครั้งเลยเลือกมาวิ่ง พอวิ่งผ่านมารธอนเสร็จก็เลือกไตรกีฬา และมาเป็นนักจักรยาน ก็ทำทั้ง3 อย่างสำเร็จในระยะเวลาแค่ 2 ปีกว่า"
เปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง
"เปลี่ยนแปลงหลายอย่างทุกวันนี้ใช้ชีวิตติดดินมากขึ้น ใช้เงินอย่างประกยัดและมีความหมายมากขึ้น ไม่เคยซื้อของแบรนเนมที่มันเปล่าประโยชน์ พยายามคิดว่าข้างในมันมีความหมาย พยายามกินดีอยู่ดี มีความสุขแบบชีวิตคนปกติ นอนหลับสนิท นอนเร็วตื่นเช้า มีเวลาให้ครอบครัว วันหยุดคือวันหยุดไม่ต้องทำงานวันอาทิตยผ์อยากไปแข่งก็แข่งไม่มีใครบังคับเราว่าเราต้องทำ เพราะมันเป็นสิ่งที่เราอยากทำแล้วต้องทำให้ดีการมีสปอนเซอร์ก็เหมือนเป็นการสนับสนุนสิ่งที่เราทำว่าเราทำงานให้เขาตอบแทนน้ำใจเรา เหมือนเวลาเดินแบบแล้วได้เงิน มีสปอนเซอร์ก็เหมือนเราได้โฆษณารายปี สปอนเซอร์ที่โยใส่ในร่างกายถามว่ามีมูลค่าไหม มีมูลค่าแต่โยไม่อยากให้นึกว่าพอมาเป็นดาราก็ทำเพื่อเงิน เราทำแล้วเขาตอบแทน เรไม่รับเพื่ออะไร"
พูดถึงตัวเงินเดินแบบได้เยอะกว่า
"ไม่นะ เวลาเดินแบบเราได้เงิน 1 ครั้ง แต่พอเรามีสปอนเซอร์เราได้เงินก้อนเราก็เช็คว่าใน1 ปีเราจะทำอะไรได้บ้าง เดินแบบเรารับมาชิ้นน้อยๆ แต่เราทำบ่อยๆ แต่เล่นกีฬาโยรับครั้งเดียว 1 ปีมีสัก10 สปอนเซอร์โยพอละแล้วโยก็ใช้ชีวิตของโยไป แข่งไปอะไรไปโดยที่เราใช้อย่างประหยัดไม่ฟุ่มเฟือยอะไรมาก เวลาโยเดินทางไปแข่งต่างประเทศก็เหมือนโยเดินไปเที่ยว เหมือนมีคนสนับสนุนให้โยได้เดินทางตลอดเวลา"
เราลดความฟุ้งเฟ้อมากแค่ไหน
"ไม่เคยซื้อของแบรนด์เนม ไม่เคยดื่มเหล้ามาหลายปีมากๆ และเสื้อผ้าสวยๆ ก็เก็บใส่กล่องอย่างดี รองเท้าดีๆ ก็ให้เขาไปบ้าง เก็ใส่กล่องบ้าง กระเป๋าแบรนเนมก็ไม่เคยใช้ แต่มีคนบอกว่าบ้าทำไมไม่ขาย หรือให้คนอื่นยืมใช้ คือมันเป็นของที่เรารักนะ เราไม่ใช้ก็อยากเก็บไว้ การเป็นนางแบบหรือนักแสดงมันก็เป็นตัวเรา มันทำให้คนรู้จักคำว่าโย ยศวดี วันนี้ถามว่าชีวิตมีความสุขไหมก็มีความสุขกับการที่ตื่นมาแล้วคือตัวเรา เราไม่ได้ทำเพื่อใครเราทำด้วยตัวเอง นี่คือโยยศวดีจากสิ่งที่คนเห็นจริงๆ อยู่วงการมา20 กว่าปี วันนี้เป็นตัวเองมากที่สุดแล้ว เรียกว่าสบายตัวมีความสุขสุขภาพดีขึ้น ทั้งสุขภาพใจและกาย"
ไม่จำเป็นต้องมีคนรัก
"ความรักของโยค่อนข้างเรียบๆ คือโยคบกันก่อนจะประกาศเลิกเดินแบบ เราคบกันมา7 ปีแล้ว ก็เรียบง่าย เราเคยถามเขาว่าถ้าเราไม่ได้เดินแบบแล้วเขาจะรักเราไหม เขาขอกว่าเขาไม่เคยคิดว่าโยเป็นนางแบบตอนรู้จักเธอก็เป็นเธอเป็นผู้หญิงที่ปรี๊ดไปปรี๊ดมาเดี๋ยวก็อารมณ์ดีเดี๋ยวก็อารมณ์เหวี่ยง ก็เป็นตัวเธอเราคิดว่าถ้าคนที่รู้จักเราจริงๆน่าจะโอเค บางครั้งก็รู้สึกว่าตัวเองเหวี่ยงๆ และด้วยความที่เราโดนสปอยมา จากสิ่งแวดล้อมที่เราเป็น เพราะหันไปทางไหนก็มีแต่คนเอาใจอาชีที่เราทำไม่ได้เหน็ดเหนื่อย เราตื่นเช้ามาเราก็ขับรถเข้าโรงแรมเข้าห้างสวยๆ และก็ทำงาน แล้วมันจะไม่หุ้งเฟ้อได้อย่างไร วันหนึ่งเราก็กลับมาค้นพบตัวเองว่าเราคงไม่สามารถกลับมาทำแบบนี้จนเราอายุ40-50 สิ่งที่จะทำให้เราอยู่ได้คือความเป็นตัวเรานี่แหละ"
ชีวิตตอนนี้สงบขนาดไหน
"มันก็ดี พอเป็นนักกีฬาเราก็มีแสงสีในอีกมุมหนึ่ง คือถ้าคนที่ไม่ไดเป็นนักกีฬาคงไม่เข้าใจ เพราะวันนี้เรามีกลุ่มแฟนคลับอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มแฟนคลับที่คลั่งไคล้เราทากกว่าตอนเราเป็นนักแสดงทุกคนรักและชื่นชอบเราที่เป็นเรา ขี่จักรยานผ่านมาตะโกนเรียกชื่อเรา ซึ่งเรารู้สึกว่าอันนี้เขาเรียกชื่อเราจริงๆ เขาไม่ได้เรียกจากภาพที่เห็นเราจากทีวี เขารู้จักตัวตนของเราจริงๆแล้ว คนที่มาขอถ่ายรูป คนที่แบกเงินมาเป็นแสนยืนรอมา 2 ชั่วโมงข้างทาง เพราะเราปั่นจักรยานมาเวลามันไม่สามารถกำหนดได้ เราถามเขายืนรอนานแค่ไหนเขาบอก 2 ชั่วโมง พอมาถึงก็มอบให้เราแสนนึงบอกว่าตั้งใจมามอบให้คุณโย เรารู้สึกว่าเขาเห็นสิ่งที่เราทำมันมีคุณค่า เราก็เลยคิดว่าวงการนี้มันก็มีเรื่องดีนะ ไม่ใช่มีแต่เรื่องไร้สาระ เรียกว่าเป็นวงการที่มีสาระมากที่สุดเท่าที่โยเคยอยู่"
ต้องการอะไรอีก
"ไม่ต้องการอะไรเลย ต้องการให้มีสุขภาพที่ดี มีเงินใช้นิดหน่อยและอยู่แบบนี้มีความสุข ก็อยากมีสุขภาพที่ดี เพื่อที่จะไดทำแบบนี้อีกยาวนาน และอยากให้คนไทยมีสุขภาพที่แข็งแรง เสียดวยคนที่ไม่ออกกำลังกายเพราทุกครั้งที่มองเห็นคนไม่ครบ32 มาออกกำลังกาย ใช้ไม้เท้าออกเดินเราต้องรู้สึกละอายใจเพราะเงินมันซื้อไม่ได้ ถ้าวันนี้ไม่ออกกำลังกายเท่ากับคุณไม่รักตัวเอง (เป้าหมายชีวิตต้องการอะไร) อยากไปให้สุดของคำว่านักกีฬา ถามว่าอยากเป็นนักกีฬาอาชีพไหม อยาก อยากเป็นทีมชาติก็อยากในอนาคต"
ตอนนี้ทิ้งวงการบันเทิงไปเลยไหม
"เดินแบบยังกลับไปเดินบ้าง วันที่ 21 พอปั่นจักรยานเสร็จก็ต้องขึ้นเครื่องไปโอเรียนเต็ลทันทีเพราะมีเดินแบบที่นั่นนานๆจะรับที ส่วนงานแสดงมีบ้างก็เป็นละครสั้นๆเพราะตอนนี้เสียงกลับมาแล้ว คือก่อนหน้านั้นมีคนติดต่อแต่เราขอพักเพราะไม่มีเสียง สงสารคนฟังมากเพราะเป็นคนไทยคนเดียวที่มีซับไตเติ้ลขึ้นคนดูต้องอ่านทุกประโยค"



