
วิธีการของหนังทำเงิน ?
มันอาจจะ 80 หรือ 90 กระทั่ง 100 ล้านบาท แต่สิ่งหนึ่งที่น่าเอามาคิดต่อหลังจาก GTH จัดงานเลี้ยงฉลองรายได้ไปนั้น คล้ายๆ กับที่สหมงคลฟิล์มเอง ก็เคยเลี้ยงฉลอง สาระแนห้าวเป้ง ไปในตัวเลขสูสีกัน (แถมจะยังมีภาคสองตามมาเร็วๆ นี้ ตามเงื่อนไขของหนังภาคแรกทำเงิน)
ทุกวันนี้ เฮนรี่ ทราน ยังเคยบ่นว่า แค่หนังเทศจะทำเงิน 30 ล้านก็เหนื่อยแล้ว วิสูตร พูลวรลักษณ์ ก็เคยให้สัมภาษณ์กับผมไม่นานมานี้ว่า ยุคก่อนมีหนังทำเงินอยู่เรื่อยๆ ผมรู้สึกว่าตอนนี้หนังไทย 50 ล้าน เหนื่อยสูสีกับหนังเทศ 30 ล้านบาท
เพียงแต่เวลาภาพยนตร์สักเรื่องจะทำเงินนั้น มันก็อาจจะโครมครามรุนแรงไปถึงหลายสิบได้ง่ายๆ หากว่าหนังเรื่องนั้น สามารถที่จะมีวิธีคิดอย่างทันสมัย และโดดเด่น ไม่ออกแนวหลอกคนดู ย้อมแมวขาย หรือมาจากโลกยุคไดโนเสาร์ (อย่าล้อเล่นไป ยังเห็นหนังบางเรื่องสร้าง โดยใช้วิธีคิดแบบยุค 80 โดยที่ไม่ใช่หนัง retro อะไรด้วย)
เท่าที่ทำงานและติดตาม สังเกตวัฒนธรรมบันเทิงมา โอเค เราก็ทราบดีอยู่ว่า หลายอย่างถูกจัดสร้างให้เป็นเทรนด์และแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ ไปจนถึงการปฏิบัติธรรม (อันหลังนี่ ผมเชื่อมานานแล้ว แต่ไม่เหมาคลุมว่าทั้งหมด)
แหม มันก็เหมือนกระแสรักโลก แอนตี้โลกร้อนแหละท่าน ผมเขียนนานแล้วว่า มันคือเทรนด์ที่ไปบวกกับมาร์เก็ตติ้ง ซึ่งเราก็เห็นแล้วว่า 80 % เป็นการตลาด ทำแล้วจบๆ กันไป เพราะได้เงินแล้ว
แต่กรณีของหนังนั้น ถ้าจะทำในยุคนี้ และต้องการได้เงิน มันต้องมีอะไรสักอย่างแปลกออกไป คำว่าแปลกออกไป ไม่ใช่หนังแบบ cult movie แต่เป็นความหมายที่ว่า จะต้องมีแง่มุมสักอย่างที่โดดออกมา
สาระแนห้าวเป้ง ทำให้คนดูสนใจฟอร์มของหนัง รูปแบบของมัน โดยที่มันเองก้ถูกพูดถึงด้วยว่า อาจจะรู้กันและจัดสร้างไม่ใช่เรื่องธรรมชาติ แต่ความที่มันตอบโจทย์ได้ หนังก็ทำเงินเกินกว่าที่ใครๆ คิด
หนังแบบ สาระแนฯ นี่ ถ้าไม่ได้เงินเลย ก็จะเจ๊งแน่ๆ ไม่น่าจะออกมากลางๆ แต่ปรากฏว่า ได้เงินครับ
มาถึง 5 แพร่ง จริงๆ ผมควรจะพูดถึง 4 แพร่งมากกว่า เพราะ 4 แพร่งดีกว่า 5 แพร่งชัดเจน และได้รับผลมาจาก 4 แพร่ง อย่างไรก็ตาม แม้ 5 แพร่ง ไม่ได้ดีมาก แต่มันมีไม้ตายในสองตอนสุดท้าย ซึ่งขายการแสดงแบบ irony ของตัวมาช่า และเนื้อหาที่เล่นกับเงื่อนไขพื้นที่ที่คุณ นิโคล เทริโอ แสดง GTH ดูจะถนัดหนังผี หนังสยองขวัญ ไม่แพ้การถนัดทำหนังรักที่เจืออารมณ์ขำขันแบบสังคมไทย และมันแสดงออกหลายครั้ง ซ้ำด้วยในบางครั้ง กับโครงสร้างของหนังอย่าง เพื่อนสนิท และ season change มาจนถึงรถไฟฟ้ามาหานะเธอ
ในแง่ของโครงสร้างและวิธีการ ผมไม่เห็นความแตกต่างอะไรมากระหว่างหนัง 2-3 เรื่องนี้ เหตุผลหนึ่งก็คือ GTH รู้ว่า เขาจะเล่าเรื่องและเดินสารของตัวเองอย่างไร คือถึงมีกรอบ มีทางที่ใช้ได้ผลและโดนคนดูบ่นบ้าง
แต่นี่คือ ทางที่ GTH ถนัด ซึ่งวันหนึ่งก็คงใช้ไม่ได้อีก ต้องคอยปรับ mood และภาษาให้ร่วมสมัยไปเรื่อยๆ ไม่ได้พูดเกินเหตุ บางอย่างที่ไม่ชอบของ GTH ก็มีแน่ แต่ผมคิดว่า การที่ GTH ประสบความสำเร็จอยู่เป็นระยะๆ กับหนังรักและหนังสยองขวัญนั้น เป็นเพราะว่าเขามีคนรุ่นใหม่ที่ทำงานและคลุกคลีกับวัฒนธรรมร่วมสมัย
ร่วมสมัยแม้แต่ภาษาหรือคำฮาๆ ที่ใช้
การที่ new gen ของ GTH ดูหนังต่างประเทศแบบติดตาม ทำให้เข้าใจวิธีการทำให้หนังสยองขวัญอย่างทันสมัยด้วย และแน่นอนว่า พอจะ เป็นหนังรัก การบ้านข้อนี้ถูกคิดอย่างรัดกุมที่สุด ก่อนที่จะลงมือทำ
แต่ไม่ได้หมายความว่า GTH ไม่เคยพลาด
เพราะทุกค่ายในโลก ล้วนเคยพลาดและรับ(เงิน)เต็มๆ
แชมเปญเป็นพันขวดนั้น เมื่อเทลงสู่แก้ว มันต้องมีบ้างที่กระกระเส็นกระสายออกมา
หรือใครจะเถียง ?
"นันทขว้าง สิรสุนทร"
[email protected]



