
คมเคียวคมปากกา - ค่ายปลดปล่อย
เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๒ ขึ้น ๒ ค่ำ เดือนสิบสอง (ต้องฝน ต้องหนาว)
มีค่ายทหาร ค่ายมวย ค่ายเพลง ค่ายอะไรสารพัด ยังคงมีสิ่งที่เรียกว่า “ค่ายวรรณกรรม”
ไม่รู้เป็นไรหมู่นี้มีเหตุให้ต้องร่วมเวรกรรมงานค่ายวรรณกรรมบ่อยๆ ค่ายใหญ่ค่ายน้อยเป็นสิบเป็นร้อยค่าย ค่ายเท่าที่นึกได้ ถ้าใช้ภาษาปากเขาก็เรียกกัน อาทิ ค่ายครูสลา ค่ายปูนซีเมนต์ไทย ค่ายเซเว่น ฯลฯ พูดกันสั้นๆ เป็นอันรู้กันว่า นี่คือค่ายวรรณกรรม ว่าด้วยหนังสือ หรือศิลปะ
บางหน่วยงาน แม้เป็นธุรกิจการค้าเอกชน แต่เขาก็มีโครงการสนับสนุนกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม ล่าสุด มีค่าย “กล้าวรรณกรรม” ที่เมืองกาญจนบุรี ระหว่างวันที่ ๑-๔ ตุลาคม โดย บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ สมาคมครูภาษาไทย สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย และ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ครับ เป็นค่ายใหญ่เลยทีเดียว ผมเองอาจต้องจากบ้านยาวนานกว่าใคร กว่าจะเดินทางไป กว่าจะเดินทางกลับ ต้องใช้เวลาร่วมสัปดาห์ นอกจากทำงานให้เขาไม่กี่วันแล้ว ถือว่าได้ไปพักผ่อน เขาเปิดโรงแรมหรูริมแม่น้ำแควไทรโยคให้พัก บริหารอาหารเช้าแบบฝรั่งทุกวัน จนหน้าจะกลายเป็นไข่ดาวหมูแฮม (๕๕๕) นอกจากนั้น ยังได้พบปะพุดคุยกับเพื่อนฝูงพี่น้อง ตลอดจนมีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคณะครูและนักเรียนจากจากจังหวัดต่างๆ ค่ายนี้คัดเลือกจากผลงานนักเรียน พบว่าหลายคนเก่งแบบ “มีของ” มาแล้ว ทั้งด้านการเขียนสารคดี เรื่องสั้น หรือบทกวี
ไม่มากก็น้อย แต่ละคนต่างมีต้นทุนของตัวเองมาบ้าง ทั้งจากพ่อแม่พี่น้องในครอบครัว จากครูในโรงเรียน หรือจากสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม พื้นเพ ท้องถิ่น กระทั่งความฝักใฝ่ส่วนตัว
ครูภาษาไทยบางคน เราเคยพบกันแล้วตามกิจกรรมในโรงเรียน อย่าง ครูแพรวพรรณ โรงเรียนนางรอง อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ก็พาลูกศิษย์ไปเข้าค่ายนี้ด้วย พูดถึงโรงเรียนนางรอง ก็ต้องคิดถึง ครูทิพยา ประพันธ์ ซึ่งเป็นครูนำพานักเรียนบุกเบิก ชุมนุมวรรณศิลป์นางรอง เมื่อหลายปีก่อน ก่อเกิดนักเขียน หรือคนที่มีความสามารถทางการประพันธ์จำนวนไม่น้อย สำหรับลูกศิษย์โรงเรียนนี้ คนที่กำลังมาแรงและเป็นที่ปลาบปลื้มกันก็คือ กฤตย์ดิศร กรเกศกมล ผู้ชนะเลิศจากบทกวีชุดเดียวกัน ทั้งจากรางวัลสายปูนซีเมนต์ และสายเซเว่น ได้เงินหลายแสน พร้อมคำนิยมยกย่องจากคณะกรรมการต่างกรรมต่างวาระ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ถึงกับว่า “ผมเขียนอย่างนี้ได้ แต่เขียนไม่ได้อย่างนี้”สำหรับกฤตย์ดิศร ผมเคยพบเขามาแล้วในค่ายปูนซีเมนต์ไทย
นั่นคือบางตัวอย่างของนักเรียนผู้รักการเป็นนักเขียน หลายครั้งที่ผมพบเด็ก “มีของ” คนเดียวกันในหลายค่ายโดยบังเอิญ เมื่อมีการส่งผลงานให้คัดเลือก เด็กแรงดีแรงเด่นมักติดอันดับ บางคนพบในค่ายใหญ่ ซึ่งมีสมาชิกค่ายร่วมร้อย ครั้นไปค่ายเล็กๆ แบบที่จัดโดย ชาติ กอบจิตติ เขารับไม่ถึงสิบคน ก็พบหน้ากันอีก ทั้งที่โดยกระบวนการตัดเลือกแล้ว ต่างกรรมการ ต่างรสนิยม
นั่นเอง โดยส่วนตัวผมจึงระวังตัวเสมอ เวลาไปค่ายอะไรเหล่านี้ จะพยายามไม่สั่งสอนใคร ทำหน้าที่แค่แลกเปลี่ยนแนะนำ หรือเล่าประสบการณ์ตรงของเราให้เขาฟัง
อย่างไรก็ตาม ขึ้นชื่อว่าเด็ก ต่อให้ “มีของ”มาอย่างไร เขาก็ต้องมีความอ่อนด้อยทางใดทางหนึ่งให้เราเห็น อย่างบางคนเก่งมาก แต่วุฒิภาวะที่จะเคารพนับถือผู้อื่นกลับมีปัญหา บางคน “มีของ” แล้วชอบ “ลองของ” ผู้ทำหน้าที่วิทยากร อันนี้ก็ต้องว่ากันไปตามวาสนา
ถ้าเป็น ชาติ กอบจิตติ เขาจะบอกเปรี้ยงๆ เลย แบบว่า “ไม่ว่ามึงจะแน่มาแค่ไหน ต้องวางของตัวนั้นไว้ก่อน ทำใจให้ว่าง ฟังพี่ๆ ที่กูเชิญมาเขาพูด เอาไม่เอาค่อยว่ากัน”
สำหรับค่ายเซเว่น งานนี้ไปแล้วก็เหมือนได้รวมญาตินักเขียน เจ้าภาพเขาระดมนักเขียนกันไปคล้ายกองทัพ ล้วนเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ หรือผู้มีชื่อเสียงทั้งนั้น อาทิ ประภัสสร เสวิกุล, อดุล จันทรศักดิ์, ว. วินิจฉัยกุล, สุวรรณา เกรียงไกรเพ็ชร์, ชมัยภร แสงกระจ่าง, นิเวศน์ กันไทยราษฎร์, กนกวลี พจนปกรณ์, วัฒน์ วรรลยางกูร, อรสม สุทธิสาคร, ยุทธ โตอดิเทพ, ขจรฤทธิ์ รักษา, พินิจ นิลรัตน์ รวมทั้ง เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, วีระศักดิ์ จันทร์ส่องแสง ซึ่งจะไปงานเดียวกันนี้ แต่ประสบอุบัติเหตุต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ตามที่เป็นข่าวอันน่าตกใจกันไปแล้ว
ครับ หวังว่าค่ายจะสามารถทำให้ผู้เข้าค่าย ได้รับสาระความรู้ หรือ “แรงบันดาลใจ” เป็นของตัวเองตามสมควร อย่างน้อย ผมชื่อว่าแต่ละค่ายเป็น “ค่ายปลดปล่อย” มิใช่ “ค่ายกักกัน”
"ไพวรินทร์ ขาวงาม"



