
เปิดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม "ดนตรี" นำ "ไทย" สู่ศูนย์กลางภูมิภาค
เพราะเป็นองค์กรที่มุ่งเน้นพัฒนาศาสตร์บันเทิง โดยเฉพาะในแขนงดนตรีมาตลอด ด้วยเหตุนี้ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้เป็นโต้โผจัดการสัมมนา ภายใต้หัวข้อ การจัดทำยุทธศาสตร์และการพัฒนาดนตรีเพื่อความเป็นเลิศ ขึ้น
เพื่อจุดประกายอุตสาหกรรมบันเทิง-ดนตรีไทย มุ่งพัฒนากลยุทธ์ ดันไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค (HUB) โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาครั้งนี้ได้แก่ นักวิชาการ ตัวแทนองค์กรธุรกิจบันเทิง ตลอดจนบุคลากรในแวดวงบันเทิงแขนงต่างๆ
รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข ผู้อำนวยการวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมดนตรีและบันเทิงในเมืองไทยมีมูลค่ามหาศาลอาจจะถึงหลักแสนล้าน หากรวมทุกธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องเช่น ธุรกิจเพลง ธุรกิจหนัง ยอดขายเทป ซีดี การจัดแสดงคอนเสิร์ต การจัดแสดงโชว์ การจัดแสงสีเสียงบนเวที ธุรกิจเครื่องเสียง-เครื่องดนตรี โรงเรียนสอนดนตรี ฯลฯ ในขณะที่การสนับสนุนงบประมาณของภาครัฐในการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพมาป้อนตลาดในส่วนนี้มีเพียงประมาณปีละ 2,000 ล้านบาท ส่งผลให้ทั้งสถาบันการศึกษา ธุรกิจเอกชนต่างต้องดิ้นรนด้วยตนเองตามยถากรรมในการพัฒนางาน เพื่อให้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับทั้งตลาดในและต่างประเทศ
"ในส่วนของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล รับผิดชอบพัฒนาบุคลากรป้อนให้ภาคธุรกิจอยากจะนำเสนอให้ภาครัฐและภาคธุรกิจได้รับทราบว่า ประเทศไทยสามารถผลิตบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านดนตรีในระดับนานาชาติ บางคนได้รับการยอมรับในระดับโลก จึงอยากให้ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมดนตรี-บันเทิง เหมือนประเทศเกาหลี ที่ใช้ ภาพยนตร์กับดนตรีเป็นหัวหอกในการส่งออกทางวัฒนธรรม ส่งผลให้ประเทศเกาหลีเป็นที่รู้จัก ซึ่งหมายถึงรายได้จากการท่องเที่ยวที่ตามมาจำนวนมหาศาล
ในส่วนของภาคธุรกิจที่นำเข้าศิลปิน หรือบุคลากรทางด้านดนตรีจากต่างประเทศ ก็ควรหันมามองคนไทยที่มีความสามารถและสนับสนุนให้บุคคลเหล่านั้นมีโอกาสในการแสดงผลงาน และยังช่วยประหยัดงบประมาณการนำเข้าบุคลากรที่ไม่จำเป็นอีกด้วย ซึ่งหากได้รับการสนับสนุนทั้งจากภาครัฐและเอกชน การที่จะหนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ของอุตสาหกรรมดนตรีไทยในแถบเอเชียคงไม่ใช่เรื่องเกินความสามารถ"
สุรชัย เสนศรี กรรมการผู้จัดการบริษัท จีเอ็มเอ็ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในเครือบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หากจะทำให้ประเทศไทยพัฒนาอุตสาหกรรมดนตรีไทยให้ก้าวสู่ระดับโลก ตนเห็นว่าจะต้องมีการพัฒนาควบคู่กันไป 3 ทิศทาง คือ ผู้ประกอบการต้องพัฒนาศิลปินให้มีความเป็นสากล ขายได้ในตลาดโลก ภาครัฐต้องสนับสนุนสถาบันการศึกษาเพื่อสร้างบุคลากรมืออาชีพ นอกจากนี้ยังต้องเอาจริงเอาจังกับปัญหาภาษี ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ที่ทำให้ผู้ผลิตผลงานดนตรีถอดใจเลิกผลิตผลงงานกันเป็นจำนวนมาก
ด้าน วินิจ เลิศรัตนชัย กรรมการผู้จัดการอาร์เอส เฟรชแอร์ จำกัด บริษัทผู้จัดคอนเสิร์ตรายใหญ่ กล่าวว่า ปัจจุบันคุณภาพบุคลากรทางด้านดนตรีของไทยมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับในระดับหนึ่ง แต่ยังขาดผู้เชี่ยวชาญในบางสาขา ซึ่งหากภาครัฐให้การสนับสนุนเรื่องนี้อย่างเป็นระบบโดยมีหน่วยงานกลางขึ้นมารับฟังปัญหาร่วมกับภาคเอกชนก็จะทำให้อุตสาหกรรมนี้มีอนาคต เนื่องจากธุรกิจดนตรี-บันเทิง ค่อนข้างเป็นธุรกิจเฉพาะ ภาครัฐต้องมีความเข้าใจในกระบวนการผลิตงาน การบริหารจัดการหลังการผลิตที่ต้องมีทั้งการจัดโชว์ การแสดงคอนเสิร์ต ตลอดจนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอีกมากมาย ฯลฯ ถ้ามีหน่วยงานกลางขึ้นมารับผิดชอบ ก็จะเป็นการเพิ่มศักยภาพธุรกิจไทยทั้งในด้านบุคลากรและสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ๆ
มาโนช พุฒตาล ในฐานะนักจัดรายการวิทยุ นักดนตรี และคอลัมนิสต์ กล่าวแนะนำว่า ควรจัดให้มีการรวมกลุ่มกันของคนในภาคอุตสาหกรรมนี้ และอยากให้สร้างความเท่าเทียมของคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนต่างๆ เพราะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อเรื่องอื่นๆ
วินัย พันธุรักษ์ นายกสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทย และครูสอนดนตรี กล่าวว่า ปัญหาที่มองเห็น คือภาพรวมของอุตสาหกรรมที่ชิ้นงานมีคุณภาพงานดนตรีลดลง มีแต่งานชิ้นฉาบฉวย ไม่ลึกซึ้ง และที่สำคัญคนขาดพื้นฐานด้านดนตรี ส่วนระบบการศึกษาก็ผลิตแต่นักศึกษาออกสู่สังคม แต่ไม่มีงานรองรับจึงขาดความมั่นคงในสายงาน และปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ก็เป็นปัญหาใหญ่ที่ยังแก้ไขไม่ได้ จึงเป็นอุปสรรคที่ทำให้ไม่สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้เติบโตได้ ฉะนั้นจำต้องปลูกฝังการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาล
โยซูเกะ ฮาริมะ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด ซึ่งนำเข้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดนตรีของยามาฮ่า กล่าวถึงความแตกต่างระหว่างประเทศไทย และญี่ปุ่นที่มีต่ออุตสาหกรรมนี้ว่าความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ ที่ญี่ปุ่น ภาครัฐและเอกชนสนับสนุนดนตรีคลาสสิก ซึ่งอาจจะมาจากนโยบายของระบบการศึกษาของญี่ปุ่นที่ปลูกฝังเรื่องนี้มาตั้งแต่ระดับอนุบาล ผลก็คือ ญี่ปุ่นมีบุคลากรด้านดนตรีเป็นจำนวนมาก
"เปรียบเทียบง่ายๆ นักดนตรีออเคสตรามืออาชีพ ในไทยอาจจะมี 2 คน ญี่ปุ่น 31 คน มหาวิทยาลัยทางด้านดนตรี ไทยมี 3 แห่ง ญี่ปุ่น 39 แห่ง คนที่เล่นเครื่องดนตรีคลาสสิกเป็นประจำ เช่น เปียโน กีตาร์คลาสสิก ไทยมี 30,000 ญี่ปุ่นมี 6 ล้านคน จากจำนวนที่แตกต่างกันมากไม่ใช่ว่าเพราะญี่ปุ่นมีเงิน แต่เป็นเพราะการปลูกฝังเรื่องการศึกษาที่ทำให้คนญี่ปุ่นรักเพลงคลาสสิก ซึ่งสิ่งที่จะทำให้มีการพัฒนา คือต้องดำเนิน นโยบายทางด้านการศึกษา โดยกำหนดให้วิชาดนตรีเป็นการเรียนการสอนในภาคบังคับของระดับประถมศึกษาขึ้นไปของทุกโรงเรียน จะช่วยปลูกฝังให้เด็กมีพัฒนาการ จินตนาการที่ดี"
จะเห็นได้ว่าการที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมบันเทิงของภูมิภาคนี้ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม หากแต่ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องหันหน้าเข้าหากันร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะภาคเอกชนเองที่ต้องทลายกำแพงการแก่งแย่งระหว่างบริษัทออกมาด้วยใจจริงให้ได้เสียก่อน



