
'น้องโพธิ์" อ้อนจน 'คุณพ่อชาคริต' หลงหัวปักหัวปำ
"ชาคริต แย้มนาม" เผยเป็นคุณพ่อยุค 4G ทำงานไกลแค่ไหน ก็ยังเห็นหน้าลูก รับเห่อลูกชาย "น้องโพธิ์" หนักมาก เข้าใจคำพูดของพ่อกับแม่ที่ว่าไม่อยากให้ลูกโตเลยเป็นยังไง
เป็นคุณพ่อมือใหม่ แต่ก็จะเห็น "ชาคริต แย้มนาม" ทำงานหนักมาก ล่าสุดเปิดตัวรายการใหม่ "The Team Chef" ที่ร่วมกับสถานีโทรทัศน์ JTBC ประเทศเกาหลีใต้ ทำให้คุณพ่อชาคริตต้องไปบินเกาหลีและทำงานอยู่ที่นั่นอยู่บ่อยครั้ง งานนี้เลยแอบถามว่าคิดถึงลูกชาย "น้องโพธิ์" ที่เพิ่งคลอดออกมาบ้างไหม
ทำรายการ The Team Chef ร่วมกับสถานีโทรทัศน์ JTBC ประเทศเกาหลี
“ดีครับ เริ่มงานกันมาสักพักแล้ว ก็เริ่มติดต่อมาทางผมตั้งแต่กันยายนปีที่แล้ว คุยถึงความเป็นไปได้ พอเราเริ่มเห็นเป็นรูปธรรม ทำความรู้จักกันมากขึ้น เห็นฟอร์แมตของรายการต่างๆทั้งจุดประสงค์และความตั้งใจของเขาที่ต้องการจะทำ เรารู้สึกว่าอยากให้รายการนี้มาอยู่ที่ช่องวัน ก็เลยพาททีมโปรดิวเซอร์ของทางเกาหลีมาคุยกับทางพี่บอย (ถกลเกียรติ วีรวรรณ) หลังจากนั้นเราก็ติดต่อกันมาเรื่อยๆ บินไปบินมาระหว่างไทย เกาหลี ประชุมกันหลายอย่าง ผมเองก็ต้องแยกร่างเข้าประชุมด้วยหลายครั้ง พอลงตัวแล้วทุกอย่าง ฉายสองช่องพร้อมๆกัน ทั้ง JTBC และช่องวัน ในวันและเวลาเดียวกัน ทุกวันเสาร์ สี่โมงครึ่ง ของเขาเร็วกว่าเราสองชั่วโมง ของเขาก็เป็นหกโมงครึ่ง
ซึ่งในเรื่องการถ่ายทำ ที่เกาหลีจะถ่ายไปออกอากาศไป เขาอยากเห็นความสดและการถ่ายทำของเขาก็ไม่มีสคริปต์ จะมีกฎกติกาการแข่งขันที่จะบอก ที่เหลือก็ไหลกันไปตามที่เห็นมันถึงเกิดความสด ผมเลยเข้าใจว่าทำไมเราดูรายการเกาหลีมันถึงเรียลกึ่งเรียลลิตี้เลย มีกล้อง 60 ตัว เขาเก็บทุกภาพทุกโมเม้นต์และตัดต่อกันเร็วมาก อย่างใครที่เป็นแฟนซีรีส์เกาหลีจะดูเป็นภาษาเกาหลีและอ่านซับ พอมาเป็นรายการมาออนช่องเรามันทำแบบนั้นไม่ได้ เราก็ต้องพากษ์ไทยทับและตัดต่อใหม่ให้เข้ากับสไตล์ออนแอร์ของเรา ให้คนดูเข้าใจง่ายขึ้น แต่ฟอร์แมตเรื่องดีเทลต่างๆใกล้เคียงกัน มีความร่วมมือกันที่เป็นทีมเวิร์คระหว่างช่องวันกันทีมจากเกาหลี ก็ต้องขอบคุณช่องวันและ พี่บอย (ถกลเกียรติ) มากๆ มีงานรายละเอียดอีกเยอะเพราะงานค่อนข้างยากมีการจัดการเยอะมันใช้เวลาค่อนข้างเยอะ คนที่กระโดดมาลงเรือลำเดียวกันใช้ใจมาจริงๆ”
คุณพ่อยุค 4 จี เป็นอย่างไรบ้าง
“ตอนนี้ผมทำรายการ เดอะ ทีม เชฟ ต้องบินไปถ่ายทำที่เกาหลีเดือนละ 3 ครั้ง ยาวไปจนถึงเดือน ก.ย.ซึ่งเป็นช่วงที่น้องกำลังเล็กอยู่ จริงๆ เราเลี้ยงลูกแบบย้อนยุค แต่ถ้าเดินทางก็ต้องพึ่ง 4 จี เฟซไทม์หาภรรยา เช็คว่าลูกเป็นยังไง เขาจะคอยอัพเดท ส่งรูปลูกให้ดูตลอด เปิดกล้องให้คุยกับน้องบ้าง แต่ไม่ได้บ่อยเท่าไหร่ เพราะเราไม่อยากไปกวนเขามาก”
กังวลอะไรไหม
“ไม่นะ ไม่รู้สึกกังวลอะไร แต่เข้าใจความรู้สึกที่ว่าเราเป็นพ่อเป็นแม่คนแล้ว เราตายไม่ได้ ความรู้สึกนี้เริ่มมา เริ่มเข้าใจคำพูดของพ่อกับแม่ที่ว่าไม่อยากให้ลูกโตเลยเป็นยังไง เป็นความรู้สึกนี่แหละคือครอบครัว ผมโชคดีที่ลูกแข็งแรง เราคิดไปเองว่าเขาไม่รู้เรื่อง ทั้งที่ความจริงเขารู้เรื่องนะ คุยกับเขาเยอะ บอกให้ทำอะไรบ่อยๆ สักพักเขาทำตามจริงๆ สมองเขาเริ่มพัฒนา เขาตอบสนองเราตลอดเพียงแต่พูดไม่ได้ เขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่มหัศจรรย์มาก ผมรักเขามากๆเลย เขาทำให้ชีวิตเราเติมเต็มจริงๆ”
เวลาแต่ละครั้งใช้เวลาที่นั่นนานไหม
“ไม่เลยครับ ไปไฟล์ทวันศุกร์ ถ่ายวันเสาร์ กลับวันอาทิตย์ เช้าวันจันทร์ต้องทำงานต่อ”
งานหนักขนาดนี้ดูแลตัวเองอย่างไรบ้าง
“เริ่มกลับมาออกกำลังกายแล้วครับ ช่วงปลายปีที่แล้วหยุดพักละคร เพื่อไปเซ็ตระบบธุรกิจ ก็ปล่อยปะละเลยตัวเองจนเริ่มอ้วน น้ำหนักขึ้นเยอะ ก็เข้ายิมตอนนี้น้ำหนักลงมาหน่อยแล้ว คอยคุมน้ำหนัก คุมอาหาร”
ยังมีอะไรให้ต้องเป็นห่วงเกี่ยวกับลูกไหม
“ไม่ครับ เหมือนเขารู้ เวลาที่เราจะบินเขาจะร้องไห้ เบะปาก มีพฤติกรรมแปลกๆ ซึ่งจะเป็นแบบนั้นถัดไปอีก 1 วัน แต่พอเรากลับมา เขาได้ยินเสียงเราก็จะเบะปากรอว่าเมื่อไหร่จะมากอด มาอุ้มเขาสักที อ้อนมาก”
พัฒนาการน้องเป็นอย่างไรบ้าง
“พัฒนาการเร็วมาก เป็นเด็กแข็งแรงมาก ต้องขอบคุณคำแนะนำจากคุณหมอ เพื่อนๆ และผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์มาก่อนที่คอยให้คำแนะนำ ข้อดีของการมีลูกคือทำให้ญาติๆมีเวลามาเจอกันบ่อยขึ้น ได้รับความรู้สึกเป็นเด็กกลับมาอีกครั้ง มีบรรยากาศแฟมิลี่เดย์ที่อบอุ่น ขณะที่แม่ป่วยก็มีความรักในครอบครัวเข้ามาทดแทน ต้องขอบคุณลูกที่เข้ามาเติมเต็ม(ยิ้ม)”



