บันเทิง

'วันเดอร์เฟรม' เปิดใจครั้งแรกหลังดราม่าสนั่นโซเชียล

'วันเดอร์เฟรม' เปิดใจครั้งแรกหลังดราม่าสนั่นโซเชียล

08 มิ.ย. 2561

"วันเดอร์เฟรม" หรือ "เฟรม" ศุภัคชญา สุขใบเย็น เผยความรู้สึกหลังเกิดดราม่าโพสต์คลิปจวกกลับนักเลงคีบอร์ด

 

    เป็นศิลปินสาวที่กำลังพูดถึงมากในโลกโซเชียล สำหรับ “วันเดอร์เฟรม” หรือ “เฟรม” ศุภัคชญา สุขใบเย็น เจ้าของเพลงฮิต “อยู่ดีๆ ก็...” ที่ยอดวิวทะลุ 76 ล้านวิวไปแล้ว แถมล่าสุดสาวเฟรมยังเจอดราม่าหนักจากรายการ “Show me the money Thailand” งานนี้ “บันเทิง คมชัดลึก” ได้มีโอกาสได้พูดคุยแบบหมดเปลือกกับสาวคนนี้

  

    @@ ทำไมเข้ามาอยู่ค่าย “วอเนอร์ มิวสิค” ได้
    “ตอนนั้นเขาเห็นเราลงคัฟเวอร์ในยูทูปแชนแนลของตัวเอง เขาก็เรียกเราเข้ามาคุย”
    @@ ตอนนั้นคือหมดสัญญากับค่ายเก่าแล้ว
    "หมดสัญญากับค่ายเก่ามานานหลายปี กับค่ายเก่าตอนนั้นเซ็นประมาณ 3 ปี แล้วเราขอเบรกสัญญาออกมาก่อน แต่ว่าขอดีๆ นะ ไม่ได้ทะเลาะ แค่หยุดสัญญาแล้วออกมาเรียน ช่วงนั่นเรียนค่อนข้างหนัก ก็มาคุยกันว่าวิธีทำงาน ซึ่งเราคุยแล้วก็สบายๆ จริงๆ ก่อนหน้านี้ก็มีเพลงที่เราทำกับเพื่อน อย่างเพลงอยู่ดีๆ ก็หาย ไลน์ไม่ตอบ เหมือนกับเราทำไว้ในระดับหนึ่งแล้ว แต่ที่ไม่ปล่อยออกมาก่อนหน้านี้เพราะยังไม่แน่ใจว่ามันดีไหม ประจวบกับว่าค่ายให้เอาเพลงมาเสนอด้วย ก็เลยได้มาทำกับค่าย
    @@ แปลว่าตอนนั้นเรามีเพลงที่ทำไว้แล้ว
    “มีๆ อยู่แล้ว แต่ยังไม่ปล่อยออกมากำลังคิดว่าจะปล่อยเองหรือจะรอค่ายไหม เพราะตอนแรกเรายังไม่ได้มีเงินเพื่อที่จะลงทุนทำเอง จะทำเอ็มวี มันก็มีความเสี่ยง ตอนนั้นก็คิดว่ายังไงดี เพราะเราใหม่มากสำหรับการปล่อยเพลงเอง มันต้องคิดเยอะนิดหนึ่ง”

 

 

'วันเดอร์เฟรม' เปิดใจครั้งแรกหลังดราม่าสนั่นโซเชียล

'วันเดอร์เฟรม' เปิดใจครั้งแรกหลังดราม่าสนั่นโซเชียล

 


    @@ แต่ตอนนั้นก็คือทำเพลงกับเพื่อนอยู่
    "ใช่ ซึ่งเพื่อนก็เป็นโปรดิวเซอร์เพลงอยู่ดีๆก็... ชื่อ ธันวา เกตุสุวรรณ ตอนแรกที่มานำเสนอเพลง มีเนื้อ มีดนตรีแล้ว แค่ยังไม่ได้อัด ซึ่งค่ายยังไม่รู้หรอกว่าเนื้อเพลงเป็นยังไง เพลงอยู่ดีๆก็ หายไลน์ไม่ตอบ แต่ทางค่ายมีดนตรีไว้ โปรดิวเซอร์ที่เป็นเพื่อก็รู้จักกับพี่โน่ (ดนัย ธงสินธุศักดิ์) ที่เป็นเจ้าของค่ายเวเฟอร์ เรคคอร์ด เขาก็ส่งเพลงให้พี่โน่ฟัง เขาก็บอกดีนะ แต่ว่ายังไม่รู้ว่าเนื้อหาเป็นยังไง ซึ่งพอโทรมาคุยกับค่ายแปบหนึ่ง เลยไปอัดเสียงส่งให้ฟัง
    @@ ถือว่าเป็นการหย่นระยะเวลาการทำงานกับค่ายไปได้เยอะ
    “ก็หย่นเวลา เป็นคนช่วยเรา เอ็มวี ตัดภาระค่าใช้จ่าย แล้วก็มีคนช่วยตัดสินใจว่ามันดีหรือเปล่า มันไปในทิศทางไหน แล้วก็การโปรโมท ตอนแรกที่ยังไม่ออกเอง เพราะเราไม่รู้จะเอาเพลงไปเข้าจุ๊กยังไง แล้วรายได้มาจากไหน คือเราไม่รู้เรื่องเลยตอนแรก”
    @@ แปลว่าเราก็มั่นใจกับเพลงนี้
    "ก่อนหน้านี้เราแต่งเล่นๆไว้เยอะ แต่ก็รู้สึกว่ามันไม่โอเค แต่เพลงนี้เรารู้สึกว่าเราชอบ ไม่รู้คนอื่นชอบไหม แต่เราชอบ เป็นเพลงที่เราชอบที่สุด จริงๆ เพลงนี้ก่อนที่จะมาอยู่กับค่ายมายังไง มาอยู่กับค่ายก็เป็นยังงั้นเลย ปรับแค่มีโอม (รัธพงศ์ ภูรีสิทธิ์) เพิ่มเข้ามา จากตอนแรกเราร้องคนเดียว ซึ่งเราคิดว่าเพลงนี้น่าจะติดหูในระดับหนึ่ง เป้าหมายสูงสุดที่เราคิดไว้ ก็คือ 30 ล้านวิว ซึ่งก็เยอะแล้วนะ สำหรับตอนนั้น เรายังเป็นศูนย์ แต่เราเป็นคนเชื่อในเซ้นส์ตัวเอง แต่ตอนนี้ก็เกินคาด (ปัจจุบัน เกิน 76 ล้านวิวไปแล้ว) 
    @@  คิดไว้ไหมว่าเพลงนี้มันจะแรงขนาดนี้
    "ตกใจ จริงๆ แล้วเราปล่อยเพลงนี้มา 5 เดือนแล้ว จะครึ่งปีแล้ว มันเพิ่งมาพีค ที่ผ่านมาก็คือมาแบบเรื่อยๆ แต่มันเพิ่งมาพีคช่วงนี้ มาพีคช่วงที่เราปล่อยเพลงที่สอง ตลกมาก เพราะเพลงที่สองไม่ค่อยได้โปรโมทเลย (หัวเราะ) วิธีของคนฟังเขาอาจะเป็นแบบนี้ เราอาจะต้องเรียนรู้ใหม่ ด้วยความที่เราเป็นคนใจร้อน ปล่อยไป ทำไมวันแรกมันไม่ค่อยดังเลย เหมือนช่วงเดือนแรกก็ยังไม่ค่อยมาก มันไม่ค่อยทันใจ จริงๆ ทุกอย่างต้องรอต้องใช้เวลา
    @@ มาพูดถึงเพลง “555 (ห้าห้าห้า)” บ้าง
    "เพลงนี้เกิดจากที่เราเห็นแฮชแทก "555 มีน้ำตาซ่อนอยู่" วันนั้นเรานั่งรถไปต่างจังหวัดเป็นสิบชั่วโมงเลย เลยอัดส่งให้โปรดิวเซอร์ แค่ประโยคเดียว มันฟลุค ได้แต่พิม ห้าห้ามีน้ำตาซ่อนอยู่ ไม่รู้ว่าต้องพิมพ์อะไร ก็เลยส่งให้โปรดิวเซอร์แกะคอร์ด แล้วก็มานั่งคุยกันอยากได้ไปในทิศทางไหน
    @@ ความที่เพลงแรกพีคมาก กลัวไหมว่าเพลงที่ 2 จะไม่เท่าเพลงแรก
    “ก็กังวลนะ ว่าทำออกมาแล้วคนดูคาดหวังขนาดไหน เราไม่อยากให้มันต่ำกว่าเพลงแรก อย่างน้อยเท่ากันก็ดี ถามว่าให้มันดังเท่าเพลงแรก มันก็อยากให้เป็นแบบนั่นนะ แต่ว่ามันก็เป็นไปได้ยาก”

 

 

'วันเดอร์เฟรม' เปิดใจครั้งแรกหลังดราม่าสนั่นโซเชียล

 


 

    @@ ถามถึงที่ไปแข่งในรายการ “Show me the money Thailand” อยากไปเองหรือค่ายส่งไป
    “มีคนถามว่าเขาจ้างไปหรอ บอกตรงนี้เลยว่าเราไปเอง เหตุผลจริงๆ ที่ไป เพราะอยากพัฒนาตัวเอง เราเคยแข่งประกวดร้องเพลงมาแล้ว แต่เรื่องแร็พเรายังขาดอยู่ แต่อะไรที่มันทำให้เราพัฒนาตัวเองได้เร็วที่สุด ก็คือการแข่งขัน มันก็สนุกนะ ถามว่ามีพื้นฐานแร็พเหรอ ชอบฟังมากกว่า เราไม่รู้ว่าสัดส่วนมันต้องเป็นแบบนี้ต้องเรียกว่าอะไร ใช้ความเคยชินในการฟังมากกว่า แต่พอเราเข้าไป เราได้ไปเจอพีดี คือในชีวิตจริงจะเดินไปคุยกับเขา คงไม่ได้คุยถึงรายละเอียดขนาดนี้ อีกอย่างเราได้เพื่อนที่แข่งขันด้วยกันสอน ไม่เหมือนไปแข่ง ไปฝึกตัวเองมากกว่า ไม่ได้คิดถึงเงินรางวัล แต่ละสัปดาห์พัฒนาขึ้นได้มากแค่ไหน”
    @@ พอไปในรายการจริงๆ พัฒนาตัวเองไปขนาดไหน
    “ไม่รู้เหมือนกัน แต่เราว่าเราเข้าใจมันมากขึ้น เข้าใจวิธีฟัง เมื่อก่อนเราไม่รู้ว่าอย่างนี้แร็พดีหรือไม่ดี มันไม่เหมือนร้องเพลงเพราะ คนนี้ร้องเพราะคนนี้ร้องไม่เพราะ จริงๆ ทุกอย่างมันไม่มีอะไรถูกอะไรผิด มันขึ้นอยู่ที่ความเหมาะสม ความชอบของเรามากกว่า มารายการนี้สอนเราเยอะมาก หลักๆ เลยเราได้เพื่อน เราได้รู้จักพีดี รู้จักพี่เดย์ ไทเทเนี่ยม พี่ป็อก มายด์เซ็ท เขาเป็นศาสดาจารย์ในด้านนี้เลย ซึ่งยากที่เราจะได้คุยกับเขา และที่สำคัญเราได้เรียนรู้ทัศนคติ วิธีการมองโลก วิธีการทำเพลง คือวิธีคิดของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เขาคิดยังไงถึงอยู่มาได้นานขนาดนี้ เราไม่เคยบอกว่าเราเก่ง เพราะเราไม่เก่งเราเลยต้องไปพัฒนาตัวเอง ถึงเราไม่ได้มุ่งแร็พ เราก็ยังทำเพลงอยู่ แต่อย่างน้อยสกิลการแร็พที่ได้มา ทำให้เพลงเราทำเพลงออกมาดีขึ้น”

 

 

 
'วันเดอร์เฟรม' เปิดใจครั้งแรกหลังดราม่าสนั่นโซเชียล

 


    @@ นอกจากการพัฒนาตัวเองเรื่องแร็พแล้ว รายการยังสอนอะไรอีก
    “ให้ใจเย็นขึ้นเยอะมาก ตอนที่แข่ง เดอะ สตาร์ เราไม่มีโทรศัพท์ไม่ได้รับรู้อะไรเลย เราก็ทำงานของเรา แต่ตอนนี้เราเช็คได้ทุกอย่าง ชอบอ่านคอมเม้นท์ในยูทูป เป็นพันๆ คอมเม้นท์ก็นั่งอ่าน แต่ว่าเราไปเจออย่างบางคอมเม้น ที่เขาบอกให้เลิกทำ เราในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีอารมณ์ ทำไมเราต้องเลิกทำในสิ่งที่เรากำลังพัฒนาตัวเองอยู่ มันก็เกิดเป็นอารมณ์ขึ้นมา”
    @@ งั้นขอถามเรื่องนี้เลยแล้วกัน เรื่องที่อัดคลิปซัดกลับคนที่เข้ามาต่อว่าเรา
    "ต้องบอกอย่างนี้ก่อนว่า หลายคนถามว่าทำไมใจร้อนแล้วยังมีเวลาอัดคลิป อัดเสียง เอาจริงๆ เราไม่โทษใครเลย เราโทษตัวเองที่คิดน้อยไป จริงๆก็ไปเจอข้อความไม่เยอะนะ เจอแค่เลิกเถอะ หรือเป็นข้อความที่มันไม่ใช่การวิจารณ์ที่แบบว่าติเพื่อต่อ เราไปเจอในแง่ลบมากกว่า บางทีก็ด่าไปเยอะนะ มันนอกเรื่องไปแล้ว มันหยาบคาย ก็เลยโมโห แล้วตอนนั้นเราไม่รู้ว่าคนรู้จักเราเยอะแค่ไหน เราไม่รู้หรอกว่าคนสาธารณะเป็นยังไง ไม่คิดว่าคนจะสนใจ เราไม่สามารถตอบโต้อะไรได้เลย แต่ว่าที่ลงไปก็ยอมรับว่าเราพลาด เราเลยตอบไปว่าเราก็แร็พได้นะ แต่เราก็ไม่ได้บอกว่าเราเก่งที่หนึ่ง
    @@ ทันทีที่โพสต์คลิปนั้นไป ตกใจไหมที่กระแสซัดกลับเรามาเยอะมาก
    "ตกใจ ตื่นเช้ามา แสนห้ากว่าทวิต ขึ้นอันดับหนึ่ง แต่คงไม่มีใครอยากติดอันดับหนึ่งในเรื่องแย่ๆ ตอนแรกเราไม่ได้เช็คเลยเพราะเราต้องไปทำงาน ทำไมคอมเม้นเยอะขนาดนี้ เราก็เลยต้องขอโทษ ซึ่งเราก็รู้สึกผิดจริงๆ ไม่น่าลงเลย เราก็กลับไปมองตัวเองมากกว่าคอมเม้น ที่มันโมโหจริงๆ คือมันนอกเรื่องไปจนจะถึงครอบครัวแล้ว ซึ่งพอมองย้อนกลับมา มันก็สอนเราหลายๆ อย่าง มีคนให้ความสนใจเราเยอะมาก จะทำอะไรก็ต้องคิด ทุกวันนี้จะลงรูปก็ยังต้องคิด แล้วเราก็ไปมองในมุมคนที่เขาติดตามเรา ที่เขารักเรา เราต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้เขา ซึ่งแฟนคลับเราเป็นเด็กๆ เยอะ สิ่งที่เราทำมันเป็นผลกระทบหลายๆ อย่าง ทั้งตัวเราเอง และคนรอบข้าง ทุกวันนี้ความคิดยังเปลี่ยนทุกวัน มีอะไรให้เรียนรู้ใหม่ๆ เราโชคดีที่มีคนรอบตัว มีค่ายคอยเช็คให้ด้วย หลักๆ ก็คือครอบครัว ที่คอยช่วยเหลือเรา
    ตอนที่มีเรื่องเราร้องไห้ทุกวัน รู้สึกว่าเราไม่ได้ฆ่าใคร แล้วตัวเราขอโทษเพราะเรารู้สึกผิดจริงๆ แต่ทำไมหลังจากนั้นมันโดนไม่หยุดซักที ตอนนั้นยอมรับเลยว่าอยากที่จะหายไปเลย ทุกวันนี้ก็ยังมีบ้าง แต่ก็โทษตัวเองดีกว่าโทษคนอื่น แล้วเราก็มาปรับปรุงตัวเองดีกว่า"

 

 

 

 

'วันเดอร์เฟรม' เปิดใจครั้งแรกหลังดราม่าสนั่นโซเชียล


    @@ ยังอ่านคอมเม้นอยู่ไหม
    “ไม่ได้อ่านเลย แต่ก็อ่านบ้าง แล้วก็จะเจออะไรที่มันให้กำลังใจ สมมุติว่าคนด่าพันหคน แต่มีคนให้กำลังใจยี่สิบคน มันก็ดีแล้ว เข้าใจว่ามีคนรักก็ต้องมีคนเกลียด”
    @@ เหตุการณ์นี้สอนอะไรเราบ้าง
    “สอนนะ ประมาณสองสามเดือน เราก็ได้เรียนรู้กับอะไรหลายๆ ปีที่เราอยู่มา เอาจริงๆ เราได้คุยกับตัวเองชัดมาก แต่ถามว่าท้อไหม ก็ท้อนะ ก่อนจะขึ้นคอนเสิร์ตก็ร้องไห้ หลังเวทีก็นั่งร้องไห้ แต่ขึ้นไปเราปกติทุกอย่าง ตอนลงมาก็นั่งร้องไห้ มันหนักมากสำหรับผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ที่ต้องมารับอะไรแบบนี้ แต่เราก็อยู่ในจุดที่เริ่มรับได้แล้ว เคยมีความคิดว่าไม่อยากอยู่แล้ว มันรุนแรงมากเลย ตัวเราไม่เคยเจอ เราไม่ได้อยู่เพราะความดื้อแต่จะอยู่เพื่อการทำงาน อยากให้ไปดูกันที่งานมากกว่า เราอยากฝากขอโทษอีกครั้งในสิ่งที่เราได้ทำไป เราคิดน้อยไป แล้วเราก็ได้เรียนรู้แล้วว่าในสิ่งที่เราทำมันผิด แล้วก็ต้องเรียนรู้การอยู่ในวงการ การพัฒนาตัวเอง”

 

'วันเดอร์เฟรม' เปิดใจครั้งแรกหลังดราม่าสนั่นโซเชียล

'วันเดอร์เฟรม' เปิดใจครั้งแรกหลังดราม่าสนั่นโซเชียล