บันเทิง

มองนอกดูใน - ยิ่งมืด...ต้องยิ่งมอง

มองนอกดูใน - ยิ่งมืด...ต้องยิ่งมอง

14 ต.ค. 2552

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้รับเชิญจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ SEARO ให้ไปร่วมในการประชุมปฏิบัติการระดับภูมิภาคเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาวะทางจิต (Regional Workshop on Promotion of Mental Well-Being) ณ กรุงโคลัมโบ ประเ

  การประชุมในครั้งนี้ นับเป็นการเปิดมุมมองใหม่ให้แก่เรื่องสุขภาพ เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ SEARO เปิดโอกาสให้ผู้คนจากหลากหลายสาขาอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นนักดนตรี กลุ่มองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ผู้นำทางจิตวิญญาณ รวมถึงรัฐบาลมาพูดคุยกันในเรื่องของ ‘จิต’ ที่ส่งผลถึง ‘กาย’ อันหมายถึงการมีสุขภาพที่ดีหรือไม่ดีต่อไป ซึ่งแตกต่างจากก่อนหน้านี้ที่การประชุมพูดคุยเรื่องสุขภาพมักถูกจำกัดวงไว้เฉพาะกลุ่มแพทย์ ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องการรักษาเท่านั้น

 ในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณ ข้าพเจ้าและผู้นำทางจิตวิญญาณท่านอื่น อาทิ ซิสเตอร์ Jayanti Murli Kirpalani ผู้ก่อตั้ง Brahmakumaris International ประเทศอินเดีย และ H. H. Sri Sri Ravi Shankar ผู้ก่อตั้ง Art of Living International ประเทศอินเดีย เจ้าของวาทะ “Women are the backbone of any society...” ต่างก็ได้ขึ้นพูดถึงมิติทางจิตวิญญาณซึ่งสามารถเยียวยารักษาทั้ง ‘โรค’ และ ‘โลก’ ได้

 ข้าพเจ้าได้แบ่งปันให้ที่ประชุมฟังว่า
 “ในวิถีของพุทธนั้น เราใช้อานาปานสติภาวนา หรือลมหายใจแห่งสติเป็นเครื่องมือที่จะให้พลังกับชีวิต และเพราะเรามีลมหายใจแห่งสติ เราจึงมีชีวิตที่ตื่นจากการหลงอารมณ์ เมื่อสติอารักขาจิตให้เรารู้เท่าทันอารมณ์ เห็นอารมณ์เป็นสภาวธรรมที่เมื่อรู้ทัน อารมณ์นั้นก็คลายคืน จึงเป็นการรู้ในมิติของพลังด้านในที่ต้องอาศัยการตื่น เพราะเห็นถึงการคลายคืนของอารมณ์นั้นตามความเป็นจริงของธรรมชาติ จึงไม่หลงหรือจมอยู่กับอารมณ์นั้น เป็นความรู้ที่เอาตัวรอด เป็นความรู้ที่เป็นพลังของโลก ที่ควรจะให้ปัจเจกชนได้รับรู้เรื่องเหล่านี้ และเมื่อปัจเจกชนเริ่มที่จะมีความเข้าใจ อย่างมีปัญญาที่จะเห็นแล้วไม่เป็นในสิ่งที่มันแค่มาแล้วไป ธรรมชาติก็คือกระแสแห่งการเกิดการดับ การเปลี่ยนแปลงที่เป็นอนิจจัง การทนอยู่ได้ยาก ที่เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนเข้าไปรองรับ มันเป็นธรรมชาติล้วนๆ เราก็จะกลายเป็นคนที่แข็งแรง ปราศจากโรคภัยทางจิตวิญญาณ เพราะอวิชชาทำให้เราทุกข์ เมื่อเราได้ตื่นขึ้นจากการปรุงแต่งอย่างมีอวิชชา ทุกข์ก็จะไม่มี”

 จากนั้นข้าพเจ้าได้ตั้งคำถามง่าย ๆ กับที่ประชุม
 “เมื่อคุณตื่นขึ้นมาในตอนเช้า คุณได้ยิ้มให้ตัวเองที่ยังคงมีชีวิตอยู่ไหม...คุณเคยคิดว่าวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายของคุณหรือเปล่า...คุณคิดว่าลมหายใจนี้จะเป็นลมหายใจสุดท้ายของคุณไหม”

 ทั้งห้องเงียบ แทนคำตอบว่า...ไม่
 “คุณไม่เคยตั้งคำถามเหล่านั้นกับตัวเอง ก็เพราะคุณอาจจะหลงลืมไปว่า ชีวิตคือ here and now ที่นี่และเดี๋ยวนี้ อนาคตที่พวกคุณทุกคนตั้งใจว่าจะเยียวยาและแก้ไขอาจจะไม่มีก็ได้ ข้าพเจ้าจึงขอเชิญชวนให้คุณกลับมาใช้พลังของชีวิตที่จะหายใจอย่างมีสติปัญญาอยู่กับปัจจุบัน เพื่ออนาคตคุณจะได้ไม่ต้องแก้ตัว แต่เพราะการแก้ไขตัวเองให้ตื่นในปัจจุบันขณะจะทำให้เราไม่ต้องแก้ตัวในอนาคต...

 แล้วข้าพเจ้าก็ถามขึ้นอีกว่า
 “เวลาที่เข้าไปในที่มืด คุณรู้สึกอย่างไรบ้าง” คราวนี้ มีเสียงหนึ่งตอบกลับมาว่า “กลัว...กังวล” ข้าพเจ้าจึงได้ใช้คำตอบดังกล่าวแลกเปลี่ยนกับผู้ร่วมประชุมและดึงให้ทุกคนย้อนกลับมาดูที่ความคิดของตัวเองอีกครั้ง

 “เมื่อคุณไม่รู้ว่าในความมืดมีอะไร ทำไมคุณจึงกลัว ขอให้คุณสังเกตให้ดี คุณคิดว่าในความมืดมีอะไรหรือ แล้วคุณก็กลัวสิ่งที่คุณคิดใช่หรือไม่ WHO ต้องทำงานให้คนตื่นจากความคิดผิด อันเป็นเหตุแห่งความกลัว ยิ่งอยู่ในที่มืด ยิ่งต้องลืมตา การลืมตาก็คือการพัฒนาสติปัญญาของคุณนั่นเอง คุณจะต้องมองเข้าไปในความมืดอย่างไม่หวาดกลัว ไม่คิดไปก่อนว่าในความมืดมีอะไร แต่ใช้ดวงตาแห่งสติปัญญามองให้เห็นตามความเป็นจริง แล้วคุณจะเห็นว่า สิ่งที่ทำให้คุณหวั่นไหวคือความคิดปรุงแต่งเท่านั้น”

 แม้จะเป็นเพียงการเริ่มต้น แต่การที่องค์การซึ่งมีความสำคัญระดับโลกเริ่มมองเห็นและให้ความสำคัญกับสุขภาวะทางจิตและมิติทางจิตวิญญาณก็นับได้ว่าเป็นก้าวแรกที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

"ธรรมสวัสดี"

****
 งานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 14 วันที่ 15-25 ตุลาคม 2552 เวลา 10.00-21.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พบกับสื่อทางธรรมของ เสถียรธรรมสถาน ได้ที่ บูธ W 04 โซนเอเทรียม