
คิดสวนทาง - เสียใจ ได้ยินไหม
จากรายงานของ John Kennedy ประธานกรรมการบริหารของ IFPI (International Federation of Phonorights Industries) ที่กล่าวไว้ในรายงานสรุปประจำปีนี้ (2009) ทำให้มีกำลังใจ เนื่องจากธุรกิจดนตรีมีแนวโน้มว่าจะดีขึ้น แต่ก็ยังมีคำถามคาใจคำถามเดียวกับที่ผมมี และก็เคยบ่
เขากล่าวว่า ภาพรวมของธุรกิจดนตรีในปี 2009 โดยพื้นฐานแล้วแตกต่างไปจากที่เป็นมาเมื่อห้าปีก่อนอย่างสิ้นเชิง อุตสาหกรรมดนตรีเริ่มปฏิรูปตัวเองขนานใหญ่ (reinventing itself) ปรับตัวเอง ไปตามสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการนำเสนอและขบวนการจัดการ เพื่อตอบสนองพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป
การประสบกับปัญหาเศรษฐกิจถดถอยของโลกในปีนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับธุรกิจดนตรี เพราะได้ประสบมากันมาเป็นเวลาห้าปีแล้ว มีผลทำให้มีการปรับตัวและแก้ไขกันมาโดยตลอด ซึ่งในปัจจุบันเริ่มดีขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของธุรกิจดนตรีในรูปแบบดิจิทัล มีการเจริญเติบโตจนมีสัดส่วนรายได้ถึง 20% ของรายได้จากการจำหน่ายเพลงในรูปแบบต่างๆ ทั้งหมด
รูปแบบธุรกิจรูปแบบใหม่คือ การเข้าไปร่วมกับนวัตกรรมใหม่ๆ ที่มีการพัฒนาไปตามรูปแบบการดำเนินชีวิต (life style) ที่เปลี่ยนไป เช่น ร่วมมือกับบริษัทที่ผลิตโทรศัพท์มือถือทำแคมเปญใหม่ๆ ในการบริโภคดนตรีโดยรวมค่าลิขสิทธิ์ในงานดนตรีกรรมไปกับราคาของโทรศัพท์แล้วสามารถดาวน์โหลดเพลงได้ไม่จำกัด การเก็บค่าสมาชิกรายเดือนของเว็บที่ให้บริการทางอินเทอร์เน็ต (ISP) การอนุญาต (licensing) ให้นำเพลง (DRM digital right management) ไปใช้ประกอบกับสื่อต่างๆเช่น เกม ภาพยนต์โฆษณา หรือภาพเคลื่อนไหวใดๆ และในอีกหลายๆ ช่องทางในการทำธุรกิจกับนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ได้เกิดขึ้นมาอย่างรวดเร็วและมากมาย จึงทำให้ยอดรายได้ในส่วนนี้เพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ความคิดที่ว่าเมื่อมีระบบดิจิทัลแล้ว บริษัทแผ่นเสียง (recording company) ก็จะถึงกาลอวสานก็ไม่เป็นความจริง เพราะในส่วนของการสร้างสรรค์นั้น บริษัทยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือศิลปินในด้านต่างๆ เนื่องจากเป็นผู้มีประสบการณ์ มีบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญและทุนทรัพย์ที่จะช่วยให้ผลงานสร้างสรรค์เหล่านั้นถึงผู้บริโภคจำนวนล้านๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า
สรุปว่าบริษัทแผ่นเสียงก็ยังคงมีบทบาทอยู่และจะมีเพิ่มมากขึ้นด้วย จากตัวเลขที่ Dr.Stephen Marcone ผู้เขียนหนังสือเรื่อง Managing Your Band ได้ทำการศึกษามูลค่าตลาดเพลงของสหรัฐอเมริกาในปี 2004-2005 พบว่ามีการผลิตอัลบั้มใหม่ออกมาในปี 2005 รวมทั้งสิ้น 60,331 อัลบั้มเพิ่มขึ้นจากปี 2004 ถึง 35.6% ในจำนวนนี้เป็นอัลบั้มที่ผลิตโดยค่ายใหญ่ (Major) 11,070 อัลบั้ม จากค่ายอิสระ (Indie) 49,261 อัลบั้มซึ่งเท่ากับ 75% ของการผลิตอัลบั้มใหม่ทั้งหมดในปีนั้น ปรากฏว่าเมื่อพิจารณาจากยอดขายแล้ว กลุ่มค่ายใหญ่ขายได้ถึง 204.3 ล้านอัลบั้ม ส่วนค่ายอิสระ ขายได้เพียง 38.8 ล้านอัลบั้ม เฉลี่ยแล้วค่ายใหญ่ขายได้ 18,454 แผ่นต่อหนึ่งอัลบั้ม ส่วนค่ายอิสระขายได้เพียง 787 แผ่นต่อหนึ่งอัลบั้ม ทั้งนี้ก็คงจะมาจากผลของการบริหารจัดการของค่ายใหญ่ที่มีความเป็นมืออาชีพมากกว่า
เขากล่าวต่อไปว่า ถึงขนาดที่ธุรกิจของดิจิทัลดาวน์โหลดมีความเจริญก้าวหน้าอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น ก็ยังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการล่มสลาย เพราะยังมีการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์อยู่ถึง 95%
เนื่องจากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย เพราะรัฐบาลต่างๆ ยังไม่ได้เอาใจใส่กับเรื่องนี้อย่างจริงจัง และการอยู่เฉยๆ ก็ยิ่งจะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเลวร้ายมากยิ่งขึ้น.......
ผมเห็นด้วยกับกระทรวงพาณิชย์ที่ดำริร่างกฎหมายลิขสิทธิ์โดยแก้ให้มีบทลงโทษกับผู้ซื้อด้วย ซึ่งผมเห็นว่าอย่างน้อยก็มีการทำงานหรือมีมาตรการในการแก้ไขการละเมิดลิขสิทธิ์เพิ่มเติมขึ้นมา ปัญหาในการปฏิบัติก็ย่อมจะมีตามมา ซึ่งก็คงต้องไปตามล้างตามเช็ดกันต่อไป แต่ในส่วนที่เป็นหลักการนั้นผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ทำไมเรามีกฎหมายอาญาเรื่อง "ความผิดฐานรับของโจร" ได้ ถ้าโจรมันลักขโมยของของคนอื่นมาแล้ว เอาไปขายไม่ได้เพราะไม่มีใครกล้าซื้อ เนื่องจากว่าประชาชนทุกคนเกรงกลัวบทลงโทษ "ความผิดฐานรับของโจร" และมีสำนึกว่าการลักขโมยเป็นการก่ออาชญากรรม ก็ไม่มีใครกล้าซื้อหรือรับของผิดกฎหมายมาไว้ในครอบครอง ในที่สุดโจรมันจะขโมยโทรทัศน์ไปดูเอง ที่รังของมันได้สักกี่เครื่อง ถ้าไม่มีผู้ซื้อแล้วมันจะมีผู้ขายได้อย่างไร...
เมื่อสัปดาห์ก่อน ครม.มีมติไม่รับหลักการนี้ โดยมีความเห็นว่าจะเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ผู้บริโภคมากเกินไป เพราะอาจจะไม่ทราบว่าอันไหนของจริงอันไหนของปลอม เป็นการยากในการตรวจและพิสูจน์ อ่านแล้วรู้สึกตลกดีเพราะในทางปฏิบัติ บางทีคนซื้อเดินไปถามคนขายว่ามีของปลอมไหม คนขายก็จะเข้าไปหลังร้านหยิบของปลอมมาให้เหมือนกับเปี๊ยบแต่ถูกกว่าสิบเท่า คนซื้อแฮปปี้ที่ได้ของปลอมเพราะเหมือนของจริงทุกอย่างแต่ราคาถูกกว่าเป็นสิบเท่า
เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ชอบของฟรีชอบของถูกและอาจไม่ทราบว่ากำลังทำผิดกฎหมายอยู่ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องให้ความรู้เรื่องนี้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง บวกกับมาตรการป้องกัน และปราบปราม นอกจากว่ารัฐบาลไม่มีวิสัยทัศน์ว่าเรื่องลิขสิทธิ์เป็นเรื่องสำคัญระดับชาติและระดับโลก และไม่คิดว่าการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นการก่ออาชญากรรมอย่างหนึ่ง
ผมเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชมนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของเราท่านนี้ เพราะท่านเป็นคนดีมีความรู้ แต่หลังจากที่มีมติออกมาเช่นนี้ สมองที่เป็นนักดนตรีตัวเล็กๆ ของผมก็นึกถึงเพลงเพลงหนึ่งที่คุณใหม่ เจริญปุระ เป็นคนขับร้อง ประพันธ์คำร้องโดย "สีฟ้า" ทำนองโดยคุณสมชัย ขำเลิศกุล เพลงชื่อ “เสียใจ…ได้ยินไหม” ขึ้นมาทันที
"จิรพรรณ อังศวานนท์"



