บันเทิง

'ท็อป' หาเงิน 32 ล้านเพื่อโครงการนี้

'ท็อป' หาเงิน 32 ล้านเพื่อโครงการนี้

03 เม.ย. 2561

"ท็อป" ดารณี นำทีมเพื่อนดาราจัดกิจกรรม "ใครรักป่ายกมือขึ้น" ระดมทุนซื้อประกัน มอบให้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าจำนวน 16,319 คน

         จากคดีการล่าเสือดำ ทำให้สังคมตระหนักถึงเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติและตื่นตัวในเรื่องการอนุรักษ์ หลายกลุ่มหลายองค์กรให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น กลุ่ม “ทำด้วยใจ” นำโดย ท็อป ดารณีนุช ปสุตนาวิน และผองเพื่อนจึงร่วมกันทำโครงการดีๆ “ใครรักป่า ยกมือขึ้น” เพื่อระดมทุนซื้อประกันที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมชีวิต อุบัติเหตุ และสุขภาพ มอบให้เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าจำนวน 16,319 คน โดยมีผองเพื่อน อาทิ นกสินจัย เชอร์รี่ เข็มอัปสร ก้องปิยะ จอห์น นูโว ฟรอยด์ ณัฎฐพงษ์ อุ๋ย บุดดาเบสลส เชียร์ ฑิฆัมพร ฯลฯ มาร่วมงาน ณ โซนเอเทรียม สยามเซ็นเตอร์ ซึ่งท็อปได้กล่าวถึงการเริ่มทำโครงการนี้ว่า

'ท็อป' หาเงิน 32 ล้านเพื่อโครงการนี้

         "ประเด็นแรกมาจากเรื่องราวเหตุการณ์สังคม  ทำให้เราได้เห็นพลังใจของหนัวหน้าวิเชียร (วิเชียร ชิณวงษ์หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฯ)ว่าเขามีกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ที่จะต่อสู้ในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เรื่องการรักษาผืนป่าเอาไว้และชีวิตสัตว์ป่าและเรื่องราวของเขาทำให้เราได้ตื่นรู้และหันไปมองชีวิตผู้พิทักษ์ป่าว่าเขายังขาดอะไรอีกหลายๆ อย่าง คนที่แลกใจขนาดนี้ชีวิตไม่มีอะไรเลยหรือ สวัสดิการก็ไม่มี ไอ้โน่นไอ้นี่ก็ไม่มีมันดูแล้งแค้น เงินดือนก็ต่ำมาก และบวกกับตอนสมัยตอนที่เราเรียนมหาวิทยาลัยเคยทำโปรเจคจบเป็นสารคดีเรื่องราวเกี่ยวกับผู้พิทักษ์ป่า ตอนนั้นเราก็เห็นว่าชีวิตผู้พิทักษ์ป่าก็เป็นแบบนี้ แล้วสิ่งที่ทำให้เราเศร้าใจคือเหตุการณ์ผ่านไป 30 ปีแล้ว เรื่องเหล่านี้ก็ยังไม่เปลี่ยน และที่ยังน่าเสียใจก็คือเงินเดือนก็ยังน้อยนิด มันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่าตอนนั้นเราพูดแต่ไม่มีใครฟังเพราะเรายังเด็ก แต่ตอนนี้ถ้าเราพูดมีคนได้ยินเรามีคนฟังเรานะ ก็ถือเป็นโอกาสที่จะได้ช่วยเขา เพราะฉะนั้นก็เลยเอาตรงนี้มาเป็นแรงพลักดัน เพราะว่าเรารู้มากกว่าคนอื่นก็ช่วยเขาเถอะ ก็เลยกดปุ่มเข้าไปถามในไอจีว่าถ้าเราจะทำกองทุนเพื่อช่วยผู้พิทักษ์ป่าจะมีใครสนับสนุนบ้างประมาณ 7-8 ร้อยคอมเม้นท์บอกว่าสนับสนุน ทุกคนมีอารมณ์ร่วมเหมือนกันหมด แต่เรามองแล้วว่ามันไม่ใช่แค่อารมณ์ ตอนที่ตัดสินใจทำมันมากกว่าอารมณ์ร่วม ที่มีต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น คือเราต้องทำให้สำเร็จให้ได้  เราก็เลยดำเนิกการหาความรู้ที่แท้จริงๆ และหาข้อมูลที่แน่นอน ก็ไปพบคุณหวาน (พิมพ์พันธ์ ) คือเราไม่รู้เรื่องระบบการบริจาคเขาก็ช่วยเรามา และพาเราไปห้วยขาแข้ง ไปที่โน่นที่นี่ก็เก็บข้อมูลมาเรื่อยๆ จนได้มาเป็นวิธีช่วยคือเสริมสิ่งที่ขาด ต่อยอดสิ่งที่มี และการให้กรมธรรม์มันดีตรงที่ว่ามันยุติธรรม ทั่วถึงและเป็นการช่วยเหลือที่สามาารถตรวจสอบได้ เราก็เลยเลือกการให้กรมธรรม์"

'ท็อป' หาเงิน 32 ล้านเพื่อโครงการนี้

@ เสริมสิ่งที่ขาดคืออะไร 

              “คือเขาขาดสวัสดิการ เราเสริมให้เขา เราจะไม่มานั่งถามแล้วว่าทำไมเขาถึงขาด เราไม่มานั่งหาคำตอบแล้วเราเสริมไปเลย ก็เลยมานั่่งทำตรงนี้ และต่อยอดสิ่งที่มีคืออะไรที่ดีอยู่แล้วเราก็ช่วยเขาไป เราจะไม่มาถามว่ากรมอุทธยานไปทำอะไรตรงนั้นตรงนี้ มันไม่ใช่เวลาที่เราจะสงสัย มันคือเวลาที่เราควรลงมือกระทำ ก็เลยทำให้เกิดโครงการใครรักป่า ยกมือขึ้น ตอนแรกก็คิดว่าจะทำรูปแบบไหนดี คือตอนที่เราทราบตัวเลขรู้สึกตกใจว่าผู้พิทักษ์ป่ามี 4 หมื่นกว่าคนทั่วประเทศ มีประมาณ 200 กว่าอุทธยาน ถ้าเราทำเป็นกองทุน เราจะช่วยเขาอย่างไร ใครจะเป็นคนพิจารณาว่าใครควรจะได้ทุน แล้วเงินจะอยู่กับใครให้มาอยู่ที่เราก็ไม่เอา เพราะเราไม่เคยมีแนวคิดในการทำมูลนิธิหรือเอาเงินใครมาอยู่กับตัวเองเพราะเราไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองมีอะไรใหญ่พอที่จะทำเรื่องราวเหล่านี้ ก็อยากให้จบเป็นอีเว้นท์ไป ส่วนที่เ่ลือกเป็นกรมธรรม์ เพราะมันเหมือนเราทำประกันสุขภาพปกติแต่เราได้มาเป็นประกันกลุ่ม แทนที่จะซื้อเป็นหมื่นเราก็ซื้อแค่ 2 พัน ตรงนี้สามารถตรวจสอบได้ว่เมื่อผู้พิทักษ์ป่า ได้รับความเดือดร้อน กรมธรรม์นี้จะบอกว่าคุณได้รับความช่วยเหลืออะไร ใครจะไม่ช่วยเขาก็ไม่ได้ หน่วยงานไหนจะไม่ช่วยเขาก็ไม่ได้เพราะเขาถือกรมธรรม์อยู่ เป็นกรมธรรม์กลุ่มแต่ได้เฉพาะคน”

'ท็อป' หาเงิน 32 ล้านเพื่อโครงการนี้

@ ผู้พิทักษ์ป่าทั้ง 4 หมื่นคนได้ทุกคนเลยหรือเปล่า 

"4 หมื่นคน ตรงนี้เป็นเจ้าหน้าที่ที่มีสวัสดิการอยู่แล้วส่วนหนึ่ง ส่วนที่เราจะให้กรมธรรม์คือผู้พิทักษ์ป่าที่ไม่มีสวัสดิการ คือเป็นลูกจ้างชั่วคราวอยู่ 16,319 คน ซึ่งคนเหล่านี้ไม่มีสวัสดิการและอยู่ในกลุ่มเพราะเขาต้องออกลาดตระเวน ดับไฟป่าและเป็นกลุ่มวิจัย หลายคนอาจจะมองว่างานวิจัยง่ายๆ แต่ที่จริงแล้วงานวิจัยตามเสือตัวหนึ่งไม่ได้ง่าย เข้าป่าไปก็ใช่ว่าจะอยู่สบาย เคยมีเคสที่ป่วยในป่าแล้วเอาออกมารักษาไม่ทันแล้วเขาตาย เคยมีเคสเหนือความคาดหมาย ล่าสุดหน้าหนาวที่ประเทศไทยไม่เคยหนาวขนาดนี้ก็หนาวมาก ผู้พิทักษ์ป่าก็ไม่ได้มีเงินเยอะแกก็มีเสื้อกันหนาวตัวเก่าแกก็ใส่เข้าป่าไป ปรากฎว่าต้องไปล้อมจับผู้ลักลอบตัดไม้พยุง คือเขาต้องไปซุ่มจับจะจุดไฟเพื่อให้ความอบอุ่นก็ไม่ได้ไม่เช่นนั้นฝ่ายศัตรูจะเห็น แกก็นอนอยู่ในเปลปรากฎว่าเช้ามาแกแข็งตาย แกไม่มีสวัสดิการเพราะเป็นลูกจ้างชั่วคราว แกมีลูกชายคนเดียวและมีพ่อแม่แก่ที่อยู่ต่างจังหวัด พอเรารู้เราก็เรี่ยรายเงินในไอจีเพื่อไปช่วยเด็กคนนี้ แล้วก็เอาเงินให้ลูกเขาพราะเรารู้ว่าลูกเขาเรียนอยู่ม.3 จบม.3 ก็ต้องเรียนต่อจนจบม.6 ก็คิดเฉลี่ยว่าให้เขาเดือนละ 4 พันบาทคิดเป็นจำนวนเงิน 144,000 บาท โดยให้ไปทั้งก้อนให้เขาไปบริหารจัดการเอง และเหลือเงินบริจาคอยู่ 7 หมื่นก็คิดจะให้เงินเด็กคนนี้แต่เนื่องจากอายุเขายังไม่ถึงเราก็เลยพาไปซื้อฉลากออมสินเป็นชื่อของเขา 7 หมื่นบาท ฉลากออมสินมีอายุ 3 ปี เขาเรียนจบ ม.6 เขาก็จะได้มีเงินก้อนหนึ่งไว้สำหรับเผื่อเรียนต่อเราก็ทำแบบนี้ เราก็ทำเท่าที่เราทำได้ แต่ความช่วยเหลือแบบนี้เรารู้จักแค่ไม่กี่คน แล้วคนอื่นที่เราไม่รู้จักอีกละ คือเราก็อยากให้ให้ได้แบบนี้เผื่อแผ่ไปให้ทุกคน คนที่อยู่ในอุทธยานไกลๆ ที่ไม่เป็นที่รู้จักก็ยังได้รับความช่วยเหลือ ขอให้มีเกณฑ์เดียวกันคือ เป็นลูกจ้างชั่วคราว ไม่มีสวัสดิการ คือรายชื่อเหล่านี้เราติดต่อไปที่กรมอุทธยาน  กรมอุทธยานก็จะรีเสิร์ชให้เรา"

'ท็อป' หาเงิน 32 ล้านเพื่อโครงการนี้

@ มีคนติดต่อมาหาเราเยอะไหม

          “คือคนที่ติดต่อมาจะให้ช่วยไม่มีนะ ส่วนใหญ่เราจะได้ยินจากกลุ่มเพจต่างๆ ที่เกี่ยวกับป่า ตอนเราเอาไปให้เขาก็ขอบคุณ แต่เราไม่ได้สนใจว่าใครจะมาขอบคุณอะไรเพราะเราถือว่าเราไม่ได้ทำให้เขาทั้งหมด แต่เราทำให้ตัวเองด้วย เพราะว่าเขาดูแลป่าให้เรา เราก็ควรจะให้เขาเหมือนเรามีแม่บ้านเราก็ให้ทุกอย่างเหมือนที่เขาดูแลเรา คือเรารุ้สึกว่าเขาจะจำเราได้ไหมมันไม่ใช่ธุระของเรา ธุระของเราคือการที่ทำให้เขาได้ในสิ่งที่เขาควรจะได้เท่านั้น”

@ เรียกว่าเป็นครั้งแรกไหม กับการช่วยเหลือในรูปแบบนี้

         “กับอุทธยานเป็นครั้งแรก แต่การให้ความช่วยเหลือสังคมเราก็ทำอยู่เรื่อยๆ ช่วยตามที่กำลังใจของเรา คือเราคิดว่ากำลังใจมันสำคัญ ถ้าใจบอกว่าเราต้องช่วยก็คือต้องช่วยเต็มที่”

'ท็อป' หาเงิน 32 ล้านเพื่อโครงการนี้

@ คือตอนนี้คนกำลังตื่นตัวกับเหตุการณ์เกี่ยวกับป่า ถ้าต่อไปเหตุการณ์มันซาลง โครงการนี้อาจจะไม่ได้ไปต่อ 

         “คนไทยชอบกระแส แต่กระแสมันจะมาแค่วูบเดียวแต่ที่สังเกตุจะเห็นได้ว่าการอนุรักษ์ครั้งนี้ มันทำให้ทุกคนตื่นรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในสังคม และใครกันแน่ที่เป็นผู้ถูกกระทำ ใครกันแน่ที่สมควรได้รับความช่วยเหลือเมือ่เรารู้แล้ว เชื่อว่าคนไทยน่าจะเข้าใจและหาแนวทางที่จะไปต่อได้ ที่ผ่านมาก็มีหลายเรื่องที่เราช่วยกันต่อได้ คนไทยน่าจะช่วยกันได้ ถ้าใครคิดว่าทำไมเราต้องบริจาคช่วยกันเองทำไมภาคเอกชนต้องลงมา คือมันก็มีหลายเรื่องที่ต้องปลดล็อกการที่จะเอาเงินตรงนี้มาใช้มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดได้ง่ายๆ เพราะเสถียรภาพด้านการเมืองของบ้านเราก็ยังไม่นิ่ง เราก็เลยบอกว่าอย่าไปสงสัยเลย เราก็ทำไปเลย และทำให้ถึงที่สุด คิดว่ามันเป็นเรื่องการทำเพื่อกระแสไหม มันไม่ใช่กระแสขอทำด้วยความตั้งใจ ถ้าเราตั้งใจจะทำก็ขอทำให้สุด  พี่ดุ๊กถามพี่ว่าบ้านมึงราคาเท่าไหร่คือก็คิดอยู่เหมือนกันว่าถ้า 3 เดือนยังหาเงินไม่ได้ คงต้องเอาบ้านไปจำนองเพื่อเอาเงินไปซื้อกรมธรรม์ตรงนี้ก่อน (พูดเล่นหรือพูดจริง) เราก็ต้องถามก่อนว่าบ้านเราจะมีราคาถึงไหมก็ต้องขอดูตัวเลขก่อน แต่คิดว่าอย่างไรเราก็ต้องดิ้นรนเต็มที่ เพื่อจะทำให้สำเร็จ คือเราก็จะเป็นหลักให้เพราะเราเหมือนขึ้นหลังเสือแล้ว ถามว่าเรากลัวไหมไม่กลัว เราไม่รังเกียจ คือถ้าจะโดนเสือกัดก็ให้เสือกัดไป คือถ้าเราคิดจะทำแล้วอย่าไปกลัว ถ้ากลัวก็อย่าไปทำ มันจะมีกระแสอะไรกลับมาก็ตามก็อย่าไปฟังเพราะว่าเจตนาที่เราทำมันดี เราก็อย่าไปหวั่นไหว เราก็ทำให้เต็มที่”

'ท็อป' หาเงิน 32 ล้านเพื่อโครงการนี้

@ กระแสที่มาบั่นทอนมีอะไรบ้าง 

          “ตอนนี้ยังไม่มีนะ แต่เรากลัวกระแสที่คนจะไปตำหนิภาครัฐกันมากกว่า เดี๋ยวมันจะมีคำถามจากสังคม ซึ่งเรารู้สึกว่ามันไม่แฟร์หรอกถ้าเราฟังความจากมุมการคาดเดาว่ามันน่าจะ แต่ถ้าเรารู้ลึกลงไปในเบื้องลึกแล้วเราจะรู้ว่ามันทำไม่ได้จริงๆ ไม่ใช่เขาไม่ทำ สังคมไทยเป็นสังคมที่ตำหนิ สังคมฟ้องผิด ถ้าเราเปลี่ยนตรงนี้ จากการที่ตำหนิกัน ฟ้องผิดหันมาเสริมสร้างให้คนดีมีกำลังดีกว่า เราก็ยึดคำของพระบาทเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ว่าสังคมมันจะเลวถ้าคนดีท้อถอย เราไม่ได้บอกว่าเราเป็นคนดีนะ แต่เรายินดีที่จะสนับสนุนคนดี เราก็มองว่าทุกคนในสังคมไม่มีใครดีพร้อม อยากสนับสนุนคนดีอยุ่แล้ว เราเพียงมองหาว่าใครที่จะเหมาะแก่การสนับสนุนซึ่งเราก็เห็นว่าเป็นพวกเขา”

'ท็อป' หาเงิน 32 ล้านเพื่อโครงการนี้

@ มันต้องเหนื่อยต้องเสียสละหลายอย่าง เราพร้อมไหม 

          "พร้อม งานที่จัดครั้งนี้จะเห็นได้ว่าไม่มีโลโก้ของบริษัทอะไรทั้งนั้น สปอนเซอร์ของเราคือหัวใจของเพื่อน ฉากวันนี้พี่ก้อง (ปิยะ) เอาของเก่ามาทำให้ สถานที่พี่ก้องก็ติดต่อจัดงานให้ วีดีโอต่างๆ เพื่อนอีกคนก็ทำให้ เสื้อพี่ดุ๊ก (ภาณุเดช) ก็ทำให้ ช่อง3 ให้ห้องอัดอัดเสียงศิลปิน ดารา 4 วัน ให้ใช้ห้องอัดอัดเพลงแบบฟรีๆ ทุกอย่างฟรีหมด เพลงพี่แอ๊ดก็ให้ใช้ฟรี นักร้องที่เป็นดาราเกือบ 30 ชีวิตก็มาร้องเพลงให้แบบฟรีๆ ทุกคนน่ารักมาก เขามด้วยใจแบบเต็มร้อย ส่วนค่าใช้จ่ายยิบย่อยเราเป็นคนออกเอง เพราะเรารู้สึกว่าถ้าเราจะทำก็ต้องทำ ถามว่าเราฟุ่มเฟืออะไรในชีวิต อยากบอกว่าเรื่องพวกนี้คือสิ่งฟุ่มเฟือยในชีวิตเรา ลูกก็รู้ว่าเราเป็นคนแบบไหน อย่างเสือตัวนี้เราก็ใช้มาเป็นสิบปี รองเท้าที่ใส่วันนี้ก็น้องหมิว (ลลิตา) ให้ คือเราไม่ได้ใช้ของราคา มาฟุ่มเฟือยกับเรื่องแบบนี้เรารู้สึกว่ามันมีประโยชน์"

'ท็อป' หาเงิน 32 ล้านเพื่อโครงการนี้

@ คาดหวังกับกิจกรรมครั้งนี้อย่างไรบ้าง

          “ก็คาดหวังให้มันสำเร็จ ได้กรมธรรม์แบบรายปีครบ 16,319 เล่ม รวมเป็นจำนวนเงิน 32,638,000 บาท โดยมีระยะอีก 3 เราถึงจะเริ่มซื้อกรมธรรม์พร้อมกัน เราก็เลยต้องให้ได้เงินภายใน 3 เดือน เราไม่ได้มีสปอนเซอร์ที่ไหนมาช่วย คือถ้ามีบริษัทห้างร้านที่ไหนที่อยากจะเข้ามาช่วย เงินทุกบาททุกสตางค์ที่คุณจ่ายไป สามารถเอาใบเสร็จไปหักภาษีได้ เพราะฉะนั้นมันก็ไม่ได้เสียเปล่า”

@ 3 เดือน หาเงิน 32 ล้านมันไม่ใช่เรื่องง่ายมองแผนสำรองไว้หรือยัง 

         "พี่ก้องก็แนะนำว่าอาจจะต้องทำอีเว้นท์คือเราเป็นคนชอบขี่จักรยานชอบวิ่ง เราก็มองๆ ไว้ว่าน่าจะทำเพราะเป็นการต่อยอดให้โครงการนี้เป็นที่รู้จักไปเรื่อยๆ คือตอนนี้เราก็ขอดูฟีดแบ็คคนก่อน สิ่งที่เราอยากให้คนรู้คือ เราอยากให้คนไทยช่วยกันอุปถัมภ์ 1 กรมธรรม์มูลค่า 2 พันบาท ถ้าวันหนึ่งเราใช้เงิน 2000 บาทหมดไปกับเรื่องอะไรก็ไม่รู้ ก็อยากให้หยุดใช้สัก 1 วันเพื่อนำเงินส่วนนี้่มาซื้อกรมธรรม์เพื่อดูแลชีิวิตเขา 1 คนใน 1 ปี ให้คนดีๆ พวกนี้อุ่นใจ เพราะเขาดูแลป่าให้เรา (ถ้าพ้น 1 ปีไปแล้วจะอย่างไรต่อ) ถ้าต่อไปโครงการนี้เป็นที่รู้จักเราเชื่อว่าจะมีผู้สนับสนุน ส่วนคนที่เข้ามาบริจาคผ่านเว็บไซต์ก็สามารถระบุได้ว่าจะบริจาคกรมธรรม์กี่ปี และถ้าคนที่เจ็บป่วยมีไม่เยอะ เราก็สามารถเข้าไปพูดคุยเพื่อขอลดราคากรมธรรม์ให้ราคาน้อยกว่านี้ 

'ท็อป' หาเงิน 32 ล้านเพื่อโครงการนี้

@ นับเป็นปรากฎการณ์อีกครั้งของคนบันเทิงเรามองเรื่องนี้ไว้อย่างไร 

         "อยากบอกว่าเราเป็นแค่คนเปิดจุกก๊อก น้ำใจจากทุกคนมันไหลออกมาเอง น้ำใจจากทุกคนมันรอไหลเพื่อสิ่งนี้แหละ หลายคนอาจจะบอกว่ามีหลายทางที่ช่วยไปแล้วเสียความรู้สึก แต่โครงการนี้่เราทำขึ้นมาให้เห็นกับตาว่ามันคืออะไร เราอยากให้เห็นว่าการรักป่ามันไม่ใช่แค่เรื่องอุดมการณ์หรืออุดมคติ ป่ามันอยู่ไกลเหลือกิน คือมันอยู่ใกล้เรามาก  อย่างนี้คุณให้เขาคุณเห็นเลย อย่านึกว่าเราอยู่ในเมืองมันเป็นรื่องไกลตัว ก็อยากนำพระราชดำรัชของรัชกาลที่ 9 ที่กล่าวว่า “น้ำคือชีวิต ถ้ามีน้ำคนอยู่ได้ถ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีน้ำคนอยู่ไม่ได้...” มันคือเรื่องจริง แล้วน้ำมาจากไหน น้ำมาจากป่าไม่ได้มาจากที่อื่น ถ้าคุณบอกว่าคุณไม่ใช้มันเป็นไปไม่ได้เรากินดื่มอาบอยู่ทุกวัน กรุงเทพฯ ครึ่งหนึ่งน้ำได้มาจากทุ่งใหญ่นเรศวร เข้าเขือนศรีนครินทร์ออกมาเป็นน้ำดิบให้เราได้ใช้กัน"

'ท็อป' หาเงิน 32 ล้านเพื่อโครงการนี้

'ท็อป' หาเงิน 32 ล้านเพื่อโครงการนี้

'ท็อป' หาเงิน 32 ล้านเพื่อโครงการนี้

'ท็อป' หาเงิน 32 ล้านเพื่อโครงการนี้