
'อเล็กซ์' ตัวแทนประเทศไทยขึ้นพูดเวที 'สหประชาชาติ'
"อเล็กซ์ เรนเดลล์" เผยความรู้สึกที่ได้รับเชิญร่วมเสวนาในงานของสหประชาชาติ ในฐานะตัวแทนของประเทศไทย
เรียกว่าเป็นนักแสดงหนุ่มที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของความสามารถในการแสดง แต่เท่านั้นยังไม่พอ เพราะว่า "อเล็กซ์ เรนเดลล์" ยังได้รับคำชมอย่างมากกับการทำหน้าที่นักอนุรักษ์ กับการเป็นผู้ก่อตั้ง EEC ศูนย์การเรียนรู้ทางธรรมชาติ และล่าสุด "อเล็กซ์” ได้รับเชิญให้ไปร่วมเสวนาในงาน The 2018 Asia Pacific Clean Air Partnership Join Forum ของสหประชาชาติ ที่ว่าด้วยเรื่องการลดมลพิษทางอากาศ ในฐานะตัวแทนของประเทศไทย งานนี้พอเจอตัวหนุ่มอเล็กซ์ในงานชมละครตอนแรกเรื่อง "คมแฝก" ที่นักแสดงหนุ่มร่วมแสดงเลยถามถึงเรื่องนี้
การได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปพูดที่สหประชาชาติ
"มันเป็นงานที่ ทางยูเอ็นเขาติดต่อเข้ามาว่าเราสนใจไหม สนใจที่จะไปพูดที่ยูเอ็นไหม เป็นหัวข้อเรื่องของมลพิษทางอากาศ เราก็ตอบตกลงไปเพราะมาถึงขนาดนี้แล้วไม่ไปก็ไม่ได้แล้ว เราเองก็อยากที่จะไปอยู่แล้ว เพราะเราเองก็ไม่เคยคิดว่าทางยูเอ็นจะชวนเราไป ก็รู้สึกดีใจ ตอนแรกก็ไม่รู้ว่าจะต้องไปเจออะไร เขาก็บอกว่าเขาจะให้เราได้ขึ้นไปพูดเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด เราก็ไม่เคยขึ้นเวทีนานาชาติในระดับนี้และพูดถึงเรื่องของสิ่งแวดล้อมในเวทีนานาชาติมาก่อนซึ่งก็เป็นเรื่องดี"
เรียกว่าเป็นตัวแทนประเทศไทย?
"เราก็ไม่รู้ว่าทางยูเอ็นหรือทางใครจะมองว่าเราเป็นตัวแทนของประเทศหรือเปล่า เราก็มองว่าเราได้ขึ้นไปพูดอย่างน้อยสิ่งที่เราทำลงไปทำให้เห็นว่าเมืองไทยเรามีแบบนี้อยู่นะเมืองไทยมีวิธีการแบบนี้อยู่ รู้สึกเป็นเกียรติมากๆที่เราได้ขึ้นไป และได้พูดถึงสิ่งที่เราทำอยู่ขั้นตอนในการทำของเราและเรื่องของการให้ความรู้แก่เยาวชน แล้วได้มีเวทีตรงนี้ผมดีใจมากครับ"
เหมือนช่วงหลังหลังอเล็ซ์ก็มาให้ความสำคัญในเรื่องตรงนี้ ?
"ใช่ครับ ก็ไม่รู้ตัวเราทำมันมาด้วยความอยากที่จะทำแล้วก็ทำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆๆๆ ได้ทำอะไรดีๆออกมามีคนชวนไปทำโปรเจคดีๆเยอะเรารู้สึกว่าเราโชคดีที่เราได้ขึ้นไปพูดได้ไปเป็นตัวแทนผมเชื่อว่าอย่างนักเรียนที่ผมถามอยู่ชีวิตเขาฝันอยากที่จะทำงานกับยูเอ็นรู้สึกว่า มันไม่ได้เป็นความฝันของเราตั้งแต่เด็กแต่เรากลับได้รับเกียรติ นี้มาเราโชคดีขนาดไหน"
การได้ขึ้นเป็นตัวแทนประเทศไทยไปพูดในครั้งนี้อเล็กซ์ได้อะไรกลับมาบ้าง ?
"เขาก็บอกว่าเขาชอบเขาก็บอกว่าถ้าเกิดมีอะไรแบบว่า ถ้าชวนเรามาอีกเราจะมาไหมเราก็บอกเขากลับไปทันทีว่ามาอยู่แล้ว เขาก็บอกว่าประเด็นเรื่องของมลพิษทางอากาศอาจจะไม่ใช่ประเด็นที่ผมเชี่ยวชาญสักเท่าไหร่ แต่เราก็พูดในความสำคัญของการให้ความรู้ เขาก็บอกว่าถ้าให้มาพูดตรงหัวข้อที่ ตรงกับอเล็กซ์มากกว่าจะมาไหม ผมก็บอกเขาไปว่าถ้าให้ผมมาผมก็มาหมดนั่นแหละ ถ้าผมมาแล้วผมสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรได้ผมก็มาให้ผมมาเถอะผมมาได้"
เขาบอกเหตุผลไหมว่าทำไมเขาถึงเลือกอเล็กซ์?
"เขาบอกอย่างแรกเลยว่าเขาชอบชอบที่เราทำจริงๆและเราก็สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ ก็ประมาณนี้แหละครับเอาจริงๆช่วงนั้นผมงานยุ่งมากผมไม่รู้ว่าเราจะไปเจออะไรข้างหน้าเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราจะไปอยู่ในห้องยูเอ็นใหญ่ๆ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีป้ายชื่อเรา ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากแล้วเขาก็พาผมไป รู้จักกับคนประเทศนั้นประเทศนี้ แล้วเขาก็แนะนำว่าผมคือเล็กซ์จากไทยแลนด์ จริงๆวันนั้นผมก็จะดูนิ่งๆแต่ความจริงแล้วผมประทับใจอยู่ลึกๆ"
คิดว่าเราประสบความสำเร็จจากการทำตรงนี้แล้วหรือยัง?
"ก็ถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนึ่งครับ แต่ผมคิดว่าทั้งหมดทั้งมวลไม่ได้อยู่ที่ว่าเราไปพูดที่ไหนหรือเราไปขึ้นเวทีไหนแต่การอนุรักษ์มันต้องเริ่มจากคอมมิทเม้น เริ่มจากการทำจริงๆ อย่างถ้าเขาชวนผมไปผมก็ไป แต่ที่สำคัญมากกว่านั้นคือเรายังต้องทำต่อไป เรายังต้องสร้างคนสร้างอะไรต่อไปให้ได้มากที่สุดให้ต่อเนื่องหลายปี ให้ประชาชนในประเทศของเราเป็นนักอนุรักษ์มากกว่านี้ถ้าเขามองว่าเราทำได้ผมก็ต้องทำมันต่อ"
มองอนาคตต่อจากนี้ไว้ยังไงบ้าง
"ผมก็คงทำต่อไป eec ที่เราทำอยู่ ก็ยังทำอยู่แบ่งเวลาละครไปทำตรงนั้นด้วยทั้งเรื่องของการสอนเด็กให้เป็นนักอนุรักษ์เราก็ยังทำอยู่แล้วก็พยายามที่จะขยายให้มันมากขึ้นให้ไปสู่คนที่ไม่ได้มีโอกาสเข้าค่ายของเราที่เขาใหญ่ไปหาเด็กตามชุมชน และก็อยากจะชวนคนเข้ามาให้มีส่วนร่วม ในเรื่องของการอนุรักษ์หรือ หรือเป็นศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษาเวลาใครที่นึกถึงเรื่องของการศึกษาสิ่งแวดล้อมให้เขานึกถึง eec อยากให้เป็นพันธมิตรระหว่างประเทศ อยากจะทำงานกับพวกทูตหรือตัวแทนของประเทศอะไรแบบนี้ ผมมองว่าตัวองค์กรไปได้ แต่อาจจะต้องทำงานหนักอีกนิดนึงกว่าที่จะไปถึงจุดนั้นซึ่งผมเห็นแล้วว่ามันไปได้แต่มันอยู่ที่ว่าเราจะขยันแค่ไหนเท่านั้น"



