บันเทิง

2012 วันสิ้นโลก(พาฝัน)
Disaster Film ที่อาจถูกเวลา

2012 วันสิ้นโลก(พาฝัน) Disaster Film ที่อาจถูกเวลา

09 ต.ค. 2552

หลังจาก The da vinci code สั่นสะเทือนศาสนจักร ผมไม่คิดว่าหนังแบบนั้นจะถูกนิยมและสร้างต่อ หลังจากหนัง harry potter บูมกระแสไปทั่วโลก ผมก็กลับคิดว่า ภาพยนตร์อะไรที่เกี่ยวกับเด็กพ่อมด จะมีเรื่องอื่นๆ มาสานต่อ

 แต่หลังจากหนัง 2012 ออกฉายในกลางเดือนพฤศจิกายนนั้น ผมกลับคิดต่างออกไปจากความรู้สึกเดิมๆ นั่นคือ นอกจากหนังมีโอกาสอย่างมากที่จะประสบความสำเร็จสูงแล้ว มันก็มีโอกาสไม่แพ้กันในการกระตุ้นให้สตูดิโออื่นๆ หันมาสนใจสร้าง “หนังสักเรื่อง” ของตัวเอง เกี่ยวกับการทำลายล้าง (disaster film) ในอนาคตอันใกล้

 แต่ละมีปี หนังก็จะเหมือนแฟชั่นแหละครับ มันจะถูกคิดออกมาจากฝ่ายการตลาดว่า ธีมหรือแง่มุมปีนี้ของหนังจะเป็นอะไร เช่น การเดินทางหรือความรัก, การค้นพบตัวเองหรือฮีโร่ และแน่นอนว่า ธีมการทำลายล้างและภัยพิบัติต่างๆ นั้น เป็นเหมือนแนวทางหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ได้
หรือจะว่าไป การทำลายล้างนั้น เปรียบได้กับตัวละครตัวหนึ่งในหนัง ที่มาในรูปของ ”ความชิบหายวายวอด”

 ผมยังไม่ได้ดูหนัง 2012 วันสิ้นโลกนะครับ แต่มีทัศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้หลังจากดูหนังตัวอย่างในโรง หนังแบบนี้ใครบางคนอาจจะมองว่า “ยี้“ แต่ความจริงมันมีนัยทางจิตวิทยาซ่อนไว้หลายอย่างทีเดียว

 การที่คนดูเห็นการทำลายล้างชิบหายวายวอดในหนัง เป็นจิตวิทยาที่มีความพึงพอใจแบบหนึ่ง ไม่ใช่ความสุขที่เห็นคนตาย แต่เป็นความพึงพอใจที่เห็นอะไรตอบสนองฉากตื่นเต้นแบบนั้น เพราะมันเป็นลักษณะของการพาฝัน(escape) แบบหนึ่ง

 นี่เป็นสาเหตุว่า ทำไมทุกๆ ปีจะต้องมีหนังเกี่ยวกับให้เห็นฉากการ “ทำลายล้าง” ออกมาให้เราดู นั่นก็เพราะว่า ความชิบหายวายวอด คืออารมณ์ส่วนลึกของคนเราอย่างหนึ่ง และมีการยืนยันกันทางทฤษฎีมานานแล้ว

 หนังอย่าง transformer ทั้งสองภาคที่ไปได้ไกลเรื่องรายได้ ก็เพราะมันแสดงภาพของการทำลายล้างด้วยในหลายส่วน หนังอย่าง ID-4 หรือ the days after tomorrow ที่ประสบความสำเร็จ ก็เพราะมันขายเรื่องแบบนี้ชัดเจน

 การมาถึงของ 2012 สันสิ้นโลกนั้น ไม่ได้เป็นของใหม่สำหรับหนังแนวทาง disaster film เพราะมันคือการเดินตาม ทำซ้ำกับ the days after tomorrow แต่สิ่งที่มันแปลกตาไปคือ มันใช้สูตรของหนังภาคต่อแบบมันโคตร มาขายคนดูอย่างถูกจังหวะ

 นั่นคือ ต้องแรงขึ้น เล่าเรื่องเร็วขึ้น และดีกรีทำลายล้างชิบหายวายวอด ต้องมากขึ้นไปอีก เรื่องหลังนี้รู้สึกได้แล้วตั้งแต่ดูหนังตัวอย่าง ซึ่งคนดูคงบอกตัวเองว่าถ้าเป็นเขา ก็คงไม่รู้จะหนีอย่างไร

 ใน 2012 นั้น เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชาวเผ่ามายันมีความเชื่อและคำทำนายไว้ว่า วันที่โลกจะดับสูญคือวันที่ 21 ธันวาคม 2012 ซึ่งตามวันและปี พ.ศ.นี้ได้ปรากฏอยู่เป็นวันสุดท้ายในปฏิทินของชาวเผ่ามายัน

 หนังเรื่องนี้กำกับโดย Roland Emmerich ที่ก็เคยทำ Independence Day และ The Day After Tomorrow โดยความหายนะครั้งใหญ่ในหนังนี้จะเริ่มต้นที่ทิเบต เมื่อคลื่นยักษ์เข้ากลืนกินเทือกเขาที่สูงที่สุดในโลก และในทุกๆ ประเทศทั่วโลก จนคนกว่า 6,000 ล้านคนต้องเจอกับชะตากรรมที่ธรรมชาติหยิบยื่นให้

 ที่บอกว่าหนังน่าจะได้เงินก็เพราะมันถูกจังหวะในเวลาที่คนทั้งโลกกำลังจะรู้สึกร่วมกันว่า เราอาจจะอยู่กันอีกไม่นาน แถมยังมี “รูปธรรมรายวัน” จากแผ่นดินไหวรายสัปดาห์ น้ำท่วมรายเดือน และการพังพินาศของโลก เกิดตามจุดต่างๆ ที่มีคนตายมากมาย

 2012 จึงขี่กระแสทันสมัยของโลก ที่คนกำลังวิตกกังวลกับวันจบสิ้นของโลกและของตัวเอง
 ใครๆ คงไม่ดีใจ แต่ลิเวอร์พูลคงแฮปปี้มาก และอยากให้โลกจบๆ ไป เหตุผล เพราะแพ้แล้ว 3 นัดหลังจากแข่งไปเดือนครึ่ง บางทีถ้าโลกจบสิ้นไป ราฟา อาจจับมือกับเจอราร์ด สร้างทีมใหม่ ชื่อ นกอีกา ยูไนเต็ด มีโลโก้เป็นกระดาษทิชชู (ไว้ซับน้ำตา) ฮิฮิ & ฮา

"นันทขว้าง สิรสุนทร"