
มองโลกแบบวิกรม - กินอยู่แบบวิกรม เพื่อนพ้องส่วนตัว (2)
ผมเลี้ยงสัตว์ป่าไว้หลายชนิดนับตั้งแต่บ้านซอยสุขุมวิท 20 ที่ตึกกรมดิษฐ์ และนิคมอมตะนคร ส่วนใหญ่เกิดจากเจ้าของที่เคยเลี้ยงไว้เบื่อหน่ายหรือพบว่ามีปัญหายุ่งยากมาก ไม่อยากเลี้ยงอีกต่อไป จึงส่งให้ผมช่วยดูแลต่อ ไม่ว่าจะเป็นช้าง สิงโต เสือ กวางป่า ละอง ละมั่ง ชะ
หลังจากที่ผมห่างหายจากการเลี้ยงหมาเป็นเพื่อนมานานหลายสิบปี ผมกลับมาเลี้ยงหมาอีกครั้งด้วยความบังเอิญหลังจากอ่านประกาศให้หมาไปเลี้ยงในหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ฉบับวันอาทิตย์ 17 กันยายน 2550 ผมพบหมาตัวหนึ่งหน้าตาเหมือนกับหมาชื่อเจ้าสิงโตที่ผมเคยเลี้ยงตอนเด็ก เป็นหมาไทยลายเสือ ผมจึงเอามันมาเลี้ยงแล้วตั้งชื่อเพื่อย้อนรำลึกความหลัง แต่เจ้า “สิงโต” ตัวนี้มันค่อนข้างกร่าง มีความเป็นอิสระ เกเรชอบขโมยกินไก่ (ตัวเล็ก) ที่เลี้ยงที่เขาใหญ่ไปหลายตัว ผมเลยส่งมันไปดัดนิสัยอยู่ในค่ายทหารแล้วต่อมาก็กลับมาเสียชีวิตที่บ้านเพราะกินของผิดสำแดงเข้าไปจึงยุติชีวิตสิงโตตัวที่สองอายุได้เกือบ 2 ขวบ
ระหว่างที่สิงโตไปอยู่ค่ายทหาร พระอาจารย์ติ๊กแห่งวัดป่าบ้านห้วยลาด อ.ภูเรือ จ.เลย คงเกรงว่าผมจะเหงา ท่านเลยจัดส่งหมาหน้าตาแสนดุ พันธุ์ผสมร็อตไวเลอร์กับลาบราดอร์เป็นหมาพี่น้องสองตัวมาอารักขาผม ชื่อดำกับแดงตามสีผิวของมัน ตอนที่ดำกับแดงมานั้นอายุได้เกือบขวบแล้ว ตัวโตและมีหน้าตาดุพอที่จะทำให้คนไม่รู้จักกลัวได้ทีเดียว ตอนแรกๆ ผมนึกครามครันว่าจะปฏิเสธ แต่ด้วยความเกรงใจพระอาจารย์ติ๊กที่ท่านอุตส่าห์นำหมาสองตัวนี้มาให้ผมเลยต้องรับไว้
ความสนิทสนมคุ้นเคยระหว่างผมกับดำและแดงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สองตัวนี้ย้ายเข้ามาอยู่กับผมในกุฎาคาร ผมจัดอาหารเม็ด ผ้าปูนอนเพื่อให้เจ้าสองตัวนี้อยู่ในบ้านอย่างอบอุ่น ไม่นานนักดำกับแดงจึงเป็นเหมือนตุ้ยนุ้ยเพื่อนสนิทของผม จะแตกต่างกันที่คราวนี้เป็นหมาหน้าดุอย่างเจ้าสองตัวนี้เท่านั้นเอง ผมเดินไปไหนเจ้าสองตัวนี้ตามติดแทบทุกฝีเก้าเลย
ดำมีรูปร่างใหญ่กว่าแดงเล็กน้อยด้วยน้ำหนัก 44 กก. ส่วนแดงนั้นผอมกว่ามีน้ำหนัก 40 กก. ทั้งสองตัวเวลาคำรามหรือข่มขู่ศัตรูคู่ต่อสู้ดูน่ากลัวยิ่งนัก เวลาคนเห็นนั้นก็อดกลัวและออกห่างไม่ได้ (กลัวโดนลูกหลงเพราะตัวมันใหญ่) แต่จริงๆ แล้วมันกลับเป็นหมาขี้เล่น จะว่าไปแล้วหน้าตาที่ดูดุของมันนั้นผมว่าหล่อเหลาเอาการทีเดียว แถมยังมีนิสัยเป็นหมาพีอาร์ ชอบรับแขก ชอบอยู่ใกล้ๆ กับคน เวลาผมมีแขกมามันจะมาเสนอหน้าช่วยต้อนรับทำให้ผู้คนอดตื่นเต้นไม่ได้ในตอนแรกและจะค่อยๆ ชอบที่จะถ่ายรูปกับมันซึ่งจะเดินวนเวียนโชว์ตัวอยู่ไม่ห่าง และข้อที่สำคัญมากคือมันทั้งสองไม่เคยกัดใครเลย เรียกว่ามันมีหน้าตากับเสียงเห่าไว้ขู่ผู้คนทั่วไปเท่านั้น
จนผมไม่แน่ใจว่าที่พระอาจารย์ติ๊กส่งสองตัวนี้มาเฝ้าไร่นี้ท่านส่งมาผิดตัวหรือเปล่า
ผมมักใช้เวลาทั้งวันอยู่ในกุฎาคารหลังจากอยู่กับผมมาเกือบครึ่งปี ดำกับแดงก็ไม่ไปไหนเลย ไม่ว่าผมจะขยับตัวไปไหน หรือนั่งตรงไหน มันก็จะเดินตามแล้วมาล้มตัวลงนอนใกล้ๆ ผมเสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นที่โต๊ะทำงาน โต๊ะกินข้าว ที่ระเบียง ฯลฯ เรียกได้ว่ามันไม่เคยห่างผมเลย ดูท่าทางเหมือนว่าเป็นหมาบอดี้การ์ดโดยเฉพาะตอนเย็น หากผมไปเดินออกกำลังกายในไร่ เจ้าสองตัวนี้จะไม่เคยคลาดจากผมทุกฝีก้าว ไม่รู้เหมือนกันว่าเวลามีปัญหาเจ้าสองตัวนี้จะวิ่งหนีหรือเปล่า และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมรู้สึกใกล้ชิดกับหมามากขนาดนี้ หลังจากหยุดเลี้ยงมากว่า 40 ปี
หากผมต้องกลับไปทำธุระที่กรุงเทพฯ ช่วงสองวันแรก แม่บ้านมักบอกว่ามันจะมีอาการซึมๆ ไม่ค่อยกิน ดูเหงามาก จึงเดาว่าเจ้าสองตัวนี้คิดถึงผมมาก แล้วหากวันที่แม่บ้านเข้ามาเตรียมทำความสะอาดบ้าน มันก็จะรู้ได้ทันทีว่าผมใกล้จะกลับมาแล้ว มันจะแสดงอาการคึกคักมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที
ผมไม่แปลกใจเลยว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนกับหมาที่พัฒนาต่อเนื่องมานานนับหมื่นปีนั้นเป็นสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและคำกล่าวที่ว่ามีหมาเป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์นั้นเป็นความจริง เป็นความรักระหว่างหมากับคนที่ไม่มีเงื่อนไขใดๆ
ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับดำและแดงจึงไม่ค่อยแตกต่างไปจากความเป็นเพื่อนสนิทที่อยู่ด้วยกันทั้งคืนทั้งวัน เรียกว่ามันไม่เคยเบื่อที่จะอยู่กับผมเลย
ยามกลางคืนตอนดึกเมื่อผมตื่นขึ้นมาเขียนหนังสือ ดำกับแดงจะเข้ามานอนใกล้ๆ เอาตัวมาอยู่ใต้เท้าของผม ผมสามารถสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากตัวของดำกับแดง บางครั้งดำเข้ามาก่อน แดงก็จะมองด้วยความอิจฉา สักพักแดงก็จะคลานเข้ามาอยู่ใกล้ๆ ด้วยกันทำให้ผมตอนนี้รู้สึกได้ว่าผมมีเพื่อนเป็นหมาจริงๆ ดังคำกล่าวที่ว่า “มีหมาเป็นเพื่อนดีกว่ามีเพื่อนหมาๆ”
ด้วยเหตุนี้ดำกับแดงจึงเป็นเพื่อนสนิทและกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมยามอยู่เขาใหญ่ไปเสียแล้ว



