บันเทิง

มองนอกดูใน - พระผู้เจริญพร้อม

มองนอกดูใน - พระผู้เจริญพร้อม

07 ต.ค. 2552

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ที่ผ่านมา นับเป็นโอกาสดีที่ข้าพเจ้าได้ไปร่วมในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งที่เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆ ปริณายก ทรงเจริญพระชันษา 96 ปี

 เพราะนอกจากจะได้ไปรับประทานพรจากสมเด็จพระสังฆราช ผ่านเทคโนโลยีโฮโลแกรม ซึ่งทำให้รู้สึกเหมือนได้เข้าเฝ้ารับพรจากพระองค์เองแล้ว ข้าพเจ้าก็ยังได้เห็นและเรียนรู้ถึงชีวิตและพระอัจฉริยภาพของพระองค์ผ่านงานนิทรรศการซึ่งจัดแสดงอยู่ ณ อาคารมนุษยนาควิทยาทาน วัดบวรนิเวศวิหาร ด้วย

 งานนิทรรศการเทิดพระเกียรติฉลองพระชันษา 96 ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้บอกเล่าเรื่องราวชีวิตและคุณธรรมที่มีอยู่ประจำพระองค์ อันได้แก่ความอดทน ความใฝ่รู้ ความกตัญญู ความถ่อมตน และคารวะธรรม ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคุณธรรมประจำชีวิตที่บุคคลทั่วไปควรนำมาสอนใจให้ปฏิบัติตาม…

 เราได้เรียนรู้จากชีวิตของพระองค์ท่านว่า แม้ชีวิตของพระองค์ท่านจะไม่ได้เริ่มต้นแตกต่างไปจากชีวิตของคนทั่วไป คือมีทั้งผิดหวัง-สมหวัง ล้มเหลว-สำเร็จ แต่เพราะพระองค์ทรงมีคุณธรรมเป็นแก่นแห่งชีวิต พระองค์จึงสามารถเปลี่ยนแปลงพระองค์และนำพระองค์เองออกจากสิ่งคู่เหล่านั้นได้

 นอกจากนี้ การได้ไปร่วมเสวนา ‘ชีวิตงาน ชีวิตธรรมสมเด็จพระสังฆราช’ ในช่วงบ่าย ก็ยิ่งทำให้ข้าพเจ้าประจักษ์ถึงคุณธรรมในข้อ ความกตัญญู ซึ่งในหนังสือ ‘พระผู้เจริญพร้อม’ ที่จัดพิมพ์เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระสังฆราชในโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งนี้ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า...  

 “พระองค์ก็ได้ทรงตอบแทนพระคุณของผู้มีอุปการคุณเป็นอย่างดี โดยทรงพาพระชนนีมาพักอยู่ในวัดด้วยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2496 โดยให้อยู่ในบริเวณ ‘เรือนขาว’ คือเรือนหลังน้อยที่ปลูกไว้ใกล้ตำหนักคอยท่า ปราโมช ที่ประทับของพระองค์...เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงรักและเคารพพระชนนีมาก ผ้าอาสนะที่พระชนนีเย็บถวายตั้งแต่ตอนยังเป็นพระเปรียญ ก็ทรงใช้มาตลอด ถึงจะเก่า แต่ยังทรงวางไว้ใต้อาสนะผืนใหม่ที่ใช้อยู่ แม้เมื่อทรงได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชแล้ว ยังโปรดวางอาสนะผืนนั้นไว้ใต้ที่บรรทม ผู้ที่ไม่ทราบที่มาของผ้าผืนนี้อาจเห็นว่าเป็นผ้าเก่ามากแล้วจึงจะนำไปทิ้งด้วยความหวังดี แต่พระองค์ทรงรับสั่งว่า ‘นั่นของโยมแม่ เอาไว้ที่เดิม’”

 ในระหว่างการเสวนา เมื่อข้าพเจ้าได้รับคำถามว่า ‘สมเด็จพระสังฆราชทรงเมตตาเสถียรธรรมสถานอย่างไรบ้าง’ คำถามก็ทำให้ข้าพเจ้านึกย้อนไปถึงเมื่อครั้งที่ข้าพเจ้านำคณะแม่ชีศีล 10 ของเสถียรธรรมสถาน ซึ่งบวชเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสฉลองปีกาญจนาภิเษก ครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี เข้าเฝ้าฯ เป็นการส่วนพระองค์...ครั้งนั้น ทรงมีพระสังฆราโชวาทต่อพวกเราดังนี้

 “สตรีภาพนั้น แม้ว่าจะมิได้บวชเป็นภิกษุสามเณรในพระพุทธศาสนา แต่ก็สามารถบวชเป็นแม่ชีและปฏิบัติพระธรรมวินัยได้ดังที่คณะแม่ชีได้มีอยู่ในประเทศไทยและในประเทศอื่นๆ อีกเป็นอันมาก โดยเฉพาะในบัดนี้ แม่ชีทั้งหลายที่มานี้ ก็ได้เข้ามาบวชเป็นแม่ชีและปฏิบัติพระธรรมวินัยตามฐานะของแม่ชีตามที่ได้แถลงแล้วนั้น มีการถือศีล 10 ประการ เป็นต้น เพราะฉะนั้นจึงขออนุโมทนาอำนวยพร...

 “การบวชในพุทธศาสนานั้น เป็นการบวชที่ประณีตยิ่งขึ้นกว่าพวกที่ไม่ได้ถือบวชอีกขั้นหนึ่ง แม้ว่าจะมิได้บวชเป็นภิกษุสามเณร แต่ก็สามารถบวชเป็นแม่ชีและปฏิบัติได้เช่นเดียวกับภิกษุสามเณรทั้งหลาย จึงไม่ควนน้อยเนื้อต่ำใจเพราะเหตุดังกล่าวนั้น เมื่อบวชเป็นแม่ชีแล้วก็ตั้งใจปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ศึกษาพุทธศาสนา ทางการศึกษานั้นก็ประกอบด้วยการเล่าเรียนและการปฏิบัติ การเล่าเรียนต้องมาก่อน ก็จะต้องมีความรู้ว่าจะละอะไร จะทำอะไร ตามที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน และน้อมนำมาประพฤติดังนี้แล้ว ก็สามารถจะบรรลุผลของการปฏิบัติทั้งในเบื้องต้นจนถึงอย่างสูงเป็นมรรคผลนิพพานดังกล่าวนี้ได้เสมอกัน จึงขอให้ตั้งใจปฏิบัติ ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน และตั้งใจปฏิบัติตามคำสั่ง แม้เพียงชั่วคราวก็จะบังเกิดผล”  

 นับเป็นมงคลแห่งชีวิตที่เรามีโอกาสที่จะทำงานรับใช้ต่อเจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช  สกลมหาสังฆ ปริณายก ที่ทรงมีกรุณาแห่งหัวใจ คือมีหัวใจแห่งความเป็นแม่ ต่อสาวิกาสิกขาลัย มหาวิชชาลัยธรรมะเพื่อเยียวยาสังคมตั้งแต่เวลานั้นสืบเนื่องมา

"ธรรมสวัสดี"

 ***ขอเชิญร่วมกิจกรรม ‘กรรมในทางพระพุทธศาสนากับการบำบัดรักษาโรค’ โดย พระอาจารย์ลาตรี เคนโป ญีมา ทรักปา ริมโปเช ณ สถูปมนตร์ประภัสสร เสถียรธรรมสถาน ในวันที่ 10 ตุลาคม 2552 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
เสถียรธรรมสถาน โทร. 0-2509-0085 หรือที่ www.sdsweb.org