
Facebook The Movie ใครจะสร้าง?
เดือนที่ 10 ของปี อาจจะเป็นการปล่อยหมัดตรงของหนังปิดเทอม...
เดือนนี้ของปีอาจจะเป็นการคำนวณรายได้ของไตรมาสที่เหลือ
...แต่เดือนตุลาคมปีนี้ คงจะเป็นช่วงเวลาที่ลงตัวของการออกสตาร์ทการถ่ายทำหนังเรื่อง The Social Network ซึ่งนักวิเคราะห์วัฒนธรรมหรือสังคมการเมืองบอกว่า มันสามารถเรียกได้อีกชื่อว่าเป็น The Social Media
คุณผู้อ่านไม่ต้องสับสนเลยครับ
คำๆ นี้แปลตรงไปเลยว่ามันคืออะไรก็ตาม ที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีและการสื่อสาร แต่คำว่า The Social Network นั้น กลายมาเป็นหนังเรื่องหนึ่ง ที่มุ่งนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับสังคมของคนที่ชอบเล่น Facebook ซึ่งตอนนี้ เป็นอันดับที่ 1 ของบรรดาคนที่เข้ามาติดต่อทางโลกออนไลน์
ผมคิดว่าที่ "โลกออนไลน์" เติบโตขึ้นมามากนั้น ส่วนหนึ่งเพราะว่าเรามีการผลิตของเล่นเกี่ยวกับการติดต่อมาใช้ ไม่ว่าจะเป็น ปาล์ม มาจนถึง iPhone และเลยมาถึง "แบล็กเบอร์รี่" ซึ่งกระจัดกระจายในการเลือกใช้ได้อีก
จะว่าไปนับเป็นความฉลาดเหมือนกัน ที่มีการสร้างหนังเรื่อง The Social Network แต่ว่าไม่คมคายพอที่จะหันมาใช้คำว่า Facebook เพราะผมคิดว่าถ้าหนังใช้คำว่า Facebook มันมีความชัดเจน มีความคมชัดและได้ตลาดที่แน่นอน
เนื่องเพราะคำว่า Social Network นั้น เป็นคำที่กว้างเกินไป แถมยังเป็นโลกที่ครอบคลุมทุกอย่างที่เกี่ยวกับอะไรก็ตามที่ติดต่อสื่อสารกันได้
อันนี้ไม่ว่ากัน เพราะบางทีคนที่สร้างหนังเรื่องนี้ อาจจะต้องการเนื้อหาที่กว้างไกลออกไป
อย่างไรก็ตาม การที่ฮอลลีวู้ดนำมาสร้างหนังเกี่ยวกับคนเล่น Facebook ก็เป็นการประกาศด้วยเสียงอันดังชัดเจนว่า...
นับจากนี้เป็นต้นไปนั้น วัฒนธรรม Facebook ที่ใครต่อใครบอกว่า จะล่มสลายเร็วเท่ากับ hi 5 นั้น ไปๆ มาๆ มันกลับจะอยู่อย่างแข็งแรงคงทนมากกว่า อาจจะมีเหตุผลง่ายๆ ว่า Facebook มีระดับของวุฒิภาวะมากกว่า
และที่สำคัญมี "ความเป็นส่วนตัว" มากกว่า
หลังจากกระแสของ Metro อยู่ในช่วงขาลงและเรากำลังต้อนรับการมาถึงของเทรนด์ The Millennials ซึ่งชอบของที่มีสไตล์ รสนิยมและมีความเป็นตัวตนในตัวเองนั้น น่าสนใจว่าหนังหรืออุตสาหกรรมภาพยนตร์นั้น จะมีตัวตนหรือ Identity มากขึ้นแค่ไหน
ลองยกตัวอย่างง่ายๆ นะครับ เราจะพบว่า ระยะหลังๆ หนังที่สะท้อนเกี่ยวกับตัวตนเฉพาะก็มีมากขึ้น อย่างเช่น 17 Again หรือ ซีรีส์ Gossip Girls ซึ่งใช้การตลาดในการจับกลุ่มคนดูอย่างชัดเจน
เพราะนักการตลาดของวงการหนังมองว่า มันเสี่ยงเกินไปที่จะทำหนังครอบคลุมทุก Target คนดู หนังแบบนั้น อาจเป็นหนังแบบใหญ่โตอย่าง Titanic หรือ Gladiator เท่านั้น เพราะหนังแบบนั้น สามารถส่งแรงสั่นสะเทือนเข้าไปถึงหนังได้หลายกลุ่ม ซึ่งไม่ใช่หนังแบบ Harry Potter หรือ Wall*e การที่หนังเลือกออกมาเลยว่า คนดูเป็นใคร และต้องการตลาดแค่ 30-35% ของตลาดมวลรวมนั้น
บางคนอาจจะมองว่า ตัวเลข 35% ถูกแบ่งออกไปด้วยการกีดกันทันทีทางตัวเลข แต่ในความเป็นจริงก็คือ มันเป็น 35% หรือเป็น 1 ใน 3 ที่ชัดเจนแน่นอน ดีกว่าเป็น 100% ที่ต้องไปลุ้นและไม่มีความแน่นอน
การมีหนังอย่าง 17 Again หรือมีหนังเล็กๆ ที่ขอเลือกกลุ่มคนดูไปเลยนั้น ทำให้ผู้ผลิตพอจะคาดเดาว่า ใครคือคนที่จะดูหนังของพวกเขา และมันมีรายได้หรือรายรับเท่าไหร่ หนังแบบนี้ ไม่ต้องลงทุนมาก ถ้าเจ็บตัวอาจจะไม่หนัก แต่ถ้าโดนใจจริงๆ โอกาสที่หนังจะพัดพาไปถึง 80 ล้านก็มีโอกาส
การสร้างหนังอย่าง The Social Network คือส่วนหนึ่งของกระแสหรือเทรนด์เกี่ยวกับการมาถึงของโลกในยุค Facebook และออนไลน์
และขอเดาๆ ว่า ในอนาคต สินค้าที่จะเป็นแมสฯ มาก หรือเอาคนซื้อ เอาผู้บริโภคนั้น จะค่อยๆ สลายหายไป ก่อนที่จะต้อนรับหนังที่มีความเป็นตลาดมากๆ
หรือพูดง่ายๆ สร้างหนังอย่าง Sex and the City ดีกว่าสร้าง Waterworld และลงเงินไปกับ Gossip Girls น่าจะมีโอกาสสดชื่น อารมณ์ดีมากกว่าเอาเงินไปเหวี่ยงลงงานอย่าง Teeth
"นันทขว้าง สิรสุนทร"
[email protected]



