
ศิลาในน้ำเชี่ยว - ผู้อาภัพที่สุดในสังคม
ที่เรือนธรรม หอประชุมพุทธคยาเมื่อเร็วๆ นี้ พระราชรัตนรังษี (ว.ป. วีรยุทโธ) ประธานสงฆ์วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ สาธารณรัฐอินเดีย ได้ให้ข้อคิดจากเรื่องราวสมัยพุทธกาลอันเกี่ยวข้องกับวันอาสาฬหบูชา ซึ่งเป็นวันที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนา ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมื
พระพุทธเจ้าเมื่อตรัสรู้แล้วก็มีพระเมตตาจะเสด็จไปโปรดปัญจวัคคี ทรงใช้เวลาเตรียมตัวถึง 49 วัน เพื่อเลือกสรรหลักธรรมที่เป็นแก่นแท้เสมือนเพชรอันทรงคุณค่า และไม่มีผู้ใดคัดค้านได้ ความเชื่อของคนในยุคนั้นมีความสุดโต่ง 2 ทาง 1) กามสุขัลลิกานุโยค เชื่อว่าความสุขจะเกิดกับตนได้ต้องอาศัยความพัวพันหมกมุ่นในวัตถุต่างๆ ตามความอยาก และ 2) อัตกิลมถานุโยค เชื่อว่าความสุขจะเกิดกับตนก็ด้วยการขัดใจตน ไม่ทำตามความปรารถนาของตน พระพุทธเจ้าทรงค้นพบว่าทั้งสองทางนี้ไม่อาจไปสู่เป้าหมาย จึงทรงสร้างทางสายกลางหรือมรรคมีองค์ 8 เป็นทางไปสู่เป้าหมายสูงสุดของชีวิต คือความดับทุกข์
จากเรื่องราวในตอนนี้พระอาจารย์ได้ให้ข้อคิดเป็นคำถามให้เรากลับไปคิดทบทวนหาคำตอบ 2 ข้อ คือ
1.ทำอย่างไรเราจึงจะเป็นบุคคลที่อยู่ในสายตาหรือหัวใจของผู้ทรงธรรม เป็นผู้มีโชคเหมือนปัญจวัคคีที่แม้จะตั้งหลักผิด คือคิดผิดและหนีห่างจากพระพุทธเจ้า แต่พระองค์ก็ยังมีพระเมตตาตามไปสั่งสอนจนได้ดวงตาเห็นธรรม เข้าสู่หนทางแห่งความเจริญ
2.ทำอย่างไรสังคมของเราจึงจะยอมรับการเชื่อฟังซึ่งกันและกัน ผู้ใหญ่เมื่อเห็นผู้น้อยคิดผิด เดินทางผิด ก็มีเมตตาสั่งสอน ผู้ที่อาภัพที่สุดในสังคมมนุษย์ก็คือ ผู้ที่ไม่มีใครสั่งสอน เพราะนั่นคือทางตันที่นำไปสู่หายนะ
หลายคนไม่รู้ตัวว่าเป็นผู้อาภัพ เพราะเมื่อมีผู้ใหญ่เมตตาสั่งสอน ก็ปิดหู ปิดตา ปิดใจ ไม่ยอมรับความจริง ไม่เผชิญหน้ากับความจริง จึงเป็นผู้ที่ไม่มีความเจริญใดๆ งอกงามได้ ทั้งในหน้าที่การงาน ชีวิตส่วนตัว และความสงบสุขในใจ
วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคมนี้ เป็นวันฉลองพระชันษา 96 ปีของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เชิญทุกท่านร่วมงาน ‘ตักบาตรหนังสือดี ต่อชีวิตบริจาคโลหิต’ แด่พระภิกษุสงฆ์ 99 รูป เวลา 08.00-11.00 น. ณ สวนเบญจสิริ พร้อมฟังธรรมหัวข้อ ‘สมเด็จพระสังฆราชในมุมที่ไม่เคยรู้’ สอบถามรายละเอียด โทร.0-2685-2254
"ดนัย จันทร์เจ้าฉาย"



