บันเทิง

สกู๊ปสัมภาษณ์ 'หมิว' ลลิตา

สกู๊ปสัมภาษณ์ 'หมิว' ลลิตา

11 ธ.ค. 2560

"หมิว" ลลิตา กับความท้าทายทุกบทบาทวาดชีวิตเองทั้งในและนอกจอ

         เป็นอีกหนึ่งนักแสดงที่มากความสามารถและเป็นที่ยอมรับเรื่องของฝีมือ สำหรับ “หมิว” ลลิตา ปัญโญภาส ที่ล่าสุดกลับมารับบทสุดท้าทายในเรื่อง “ล่า” ที่ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร ทางช่องวัน ที่เวอร์ชั่นเก่า “นก” สินจัย เปล่งพานิช ทำไว้ดีมาก วันนี้ “บันเทิง คมชัดลึก” สบโอกาสได้มาพูดคุยกับนักแสดงมากความสามารถคนนี้

สกู๊ปสัมภาษณ์ 'หมิว' ลลิตา

@@ บทบาท “มธุสร” ความท้าทายกับการมาแสดงในเรื่องนี้

         “บทมธุสร เป็นการถ่ายทอดของผู้หญิงที่ถูกกระทำไม่ได้ใช่เรื่องความรักทั่วๆ ไป มันเป็นจุดเริ่มต้นของความเจ็บปวด แล้วมาจุดพลิกผันที่ต้องมาเจอกับทรชนทั้ง 7 คนข่มขืนเธอกับลูก ซึ่งมันเป็นเหตุการณ์ที่มันเจ็บปวดใจที่สุดของผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องเจอเหตุการณ์แบบนี้ ซึ่งมันเป็นความรู้สึกของแม่ ส่วนมากเราได้เห็นเรื่องราวเหล่านี้จากข่าวที่ผู้หญิงถูกกระทำ ไม่ว่าจะในประเทศเราหรือต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศเรามันเกิดขึ้นบ่อยมาก เรารู้สึกว่าละครเรื่องนี้เป็นละครที่สามารถสะท้อนสังคมได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะยุคก่อนหรือยุคปัจจุบัน เรื่องนี้ก็ไม่น้อยลง นอกเหนือจากนั้นแล้วยังเป็นละครที่มีบทประพันธ์ที่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชั่นละครที่พี่นกหญิงเล่นเมื่อ 20 ปีที่แล้ว คนก็พูดถึงล่าในยุคของพี่นกมาจนถึงปัจจุบัน เรารู้สึกว่ามันเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้พัฒนาฝีมือตัวเองได้บ้าง”

@@ ได้มีการทาบทาม “หมิว” มาเล่นบทนี้มานานแล้ว

         “ใช่ นานแล้ว แต่ด้วยความที่ตอนนั้นก็ยังไม่แน่ใจ เพราะมันต้องด้วยองค์ประกอบหลายๆ อย่าง จนพอทุกอย่างลงตัว พี่กล้วย (ปรารถนา...) มาเป็นผู้จัด ซึ่งเรารู้จักกันเป็นการส่วนตัว และเป็นทีมงานของทางช่องวันที่เป็นทีมงานคุณภาพอยู่แล้ว และทำงานด้วยก็ไม่ผิดหวังเลย เพราะจริงๆ ในบทที่มันยากอย่างนี้ ไม่ได้อยู่ที่เราคนเดียว ต้องอยู่ที่ทีมงานที่ดีแล้วก็อยู่ที่บทที่ดีๆ อยู่ที่ผู้กำกับและอยู่ที่นักแสดงทุกคนที่คัดเลือกมา ซึ่งเรียกว่าใช่ในทุกบทบาท เพราะเวลาเราเล่นด้วยแล้ว เรารู้สึกเป็นตัวละครตัวนั้นออกมาเลยในทุกครั้งที่เราเล่นด้วย ซึ่งทุกคนก็ส่งบทกันไปมา”

สกู๊ปสัมภาษณ์ 'หมิว' ลลิตา

@@ กระแสตตอบรับที่กลับมาทุกคนมองว่า “หมิว” เหมาะสมกับบทบาทนี้

         “ก็ดีใจนะ และเป็นกำลังใจที่ดีที่คนมองเราว่าเราเหมาะสมกับบทบาทนี้ ไม่มีใครต่อต้าน เราก็รู้สึกดีจังเลยที่มีคนให้โอกาสเราในการให้เราได้พัฒนาฝีมือตัวเอง กดดันไหมเมื่อถูกเปรียบเทียบกับเวอร์ชั่นพี่นก คือต้องบอกว่าเวอร์ชั่นพี่นกเป็นเวอร์ชั้นที่ดีอยู่แล้ว และก็เป็นเหมือนแนวทางให้เราได้ประมาณหนึ่ง เหมือนเป็นครูให้เราได้ศึกษาในการเล่น ซึ่งตรงนั้นเราไม่สามารถที่จะเทียบครูได้อยู่แล้ว แต่เวอร์ชั่นนี้ก็เป็นในรูปแบบของเรา และด้วยยุคนี้พ.ศ.นี้ ที่มีองค์ประกอบอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้รู้สึกว่ามันเป็นปัจจุบันขึ้น ถ้าดูละครให้สนุกก็จะสนุก เพราะว่าไม่ค่อยมีละครเรื่องไหนที่ทำเรื่องแรงๆ โหดๆ แบบนี้เท่าไหร่ ในความแรง ความโหดก็มอะไรสอดแทรกในเรื่องของสังคมที่มันเกิดขึ้นด้วย”

@@ ถ่ายทอดอารมณ์ของความเป็นแม่ ซึ่งชีวิตจริง “หมิว” มีลูกชายอารมณ์ความรู้สึกมันต่างกันไหม

         “จริงๆ ก็เป็นลูกเหมือนกัน เรารักลูกเรา ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้กับลูกเราเป็นใครก็เสียใจมากเพราะมันเป็นเหตุการณ์ที่มันสะเทือนหัวใจมาก แล้วด้วยยุคสมัยนี้เหตุการณ์แบบนี้มันเกิดได้กับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เราถ่ายทอดบทนี้จากความเป็นแม่ ซึ่งเราเป็นแม่จริงๆ อยู่แล้ว เรามีลูก เรารักลูก เราก็เป็นห่วงลูก การที่เข้าถึงมธุสรในเรื่องนี้ เราต้องบวกจินตนาการ และบวกประสบการณ์ของความเป็นแม่ กับประสบการณ์ทางการแสดงไปด้วย”

สกู๊ปสัมภาษณ์ 'หมิว' ลลิตา

@@ ถามถึงสถานะตอนนี้กับการเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว

         “จริงๆ ก็เหมือนเดิม แล้วอย่าบอกว่าเป็นเลี้ยงเดี่ยว เพราะว่าก็ยังช่วยกันเลี้ยง ไม่ได้เปลี่ยนอะไร ก็ยังเหมือนเดิม เพียงแต่ว่าลูกก็โตขึ้นเป็นวัยรุ่นเท่านั้น ความแตกต่างของเราสองคนอยู่ที่เรื่องนิสัยใจคอบ้าง แต่ก็เลี้ยงมาเหมือนกัน คือมันอยู่ที่เขาว่าเขาจะมีความชอบเหมือนหรือไม่เหมือนกัน ในการใช้ชีวิต ทั้งเรื่องของการเรียน กิจกรรม อย่างเรื่องกีฬาเขาก็มีความชอบที่ไม่เหมือนกัน คนโตชอบเล่นฟุตบอล เป็นนักกีฬาโรงเรียน เล่นทีมโรงเรียนแล้วไปแข่งที่ต่างประเทศ ส่วนคนเล็กเป็นนักกีฬาวอลเล่ย์ ก็เป็นทีมโรงเรียนและก็ไปแข่งต่างประเทศเหมือนกัน เขาทั้งสองคนมีความสนใจเรื่องกีฬา แต่แค่ว่าต่างชนิดกัน กีฬาก็ช่วยสอนเขาในเรื่องของการทำงานเป็นทีม รู้จักมีน้ำใจนักกีฬา ด้วยเหตุการณ์ทุกอย่างก็สอนเขา ตอนนี้ลูกก็จะใช้ชีวิตอยู่กับโรงเรียนซะมาก”

สกู๊ปสัมภาษณ์ 'หมิว' ลลิตา

@@ มองอนาคตลูกชายทั้งสองคนไว้ยังไง

         “ก็ไปเรื่อยๆ ตอนนี้เขาก็ยังเรียนอยู่คนเล็กม.3 คนโตม.5 อย่างคนโตเขาเตรียมเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว เขาก็จะดูแลตัวเอง หมายถึงว่าเขาดูแลตัวเองได้ประมาณหนึ่งแล้ว เราไม่ต้องเข้าไปยุ่งอะไรเท่าไหร่ อีกอย่างชีวิตเขาก็ไม่เหมือนเราสมัยก่อน แต่คือเรากับลูกก็คุยกันในทุกๆ เรื่อง เขามีอะไรก็จะมาปรึกษา เพราะเราเลี้ยงลูกแบบที่ให้อิสระทางความคิดกับเขา เรารับฟังเขา และถ้าเขาต้องการคำแนะนำเราก็ให้ แต่เราจะไม่ไปกะเกณฑ์ชีวิตให้เขา” 

เรื่อง : ณัฏฐิรา หลอดแก้ว        

ภาพ : วันชัย ไกรศรขจิต