
คิดสวนทาง - My Hero
ท่านผู้อ่านคงจะสังเกตได้ว่า ในช่วงนี้ผมมักจะเขียนถึงเรื่องในวงการธุรกิจดนตรีติดต่อกันมาหลายฉบับแล้ว ก็ได้ทราบข่าวมาว่ามีท่านผู้อ่านหลายท่านสนใจและติดตามอยู่ ซึ่งเดิมก็เกรงว่าจะน่าเบื่อ แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะหาเรื่องมาเล่าให้ฟัง(อ่าน)กันต่อไปครับ
อีกเหตุผลหนึ่งที่เป็นวาระทับซ้อนอยู่ ก็คือ ผมใช้บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสอนวิชา ธุรกิจดนตรี โดยให้นักศึกษาต้องไปหาอ่านเอาเองและสามารถนำมาออกเป็นข้อสอบได้ เพื่อฝึกให้มีนิสัยติดตามข่าวคราวเรื่องธุรกิจดนตรีที่มีการนำเสนอและมีบทวิจารณ์ในสื่อต่างๆ อยู่เป็นประจำ
ผมได้มีโอกาสเข้าไปพูดคุยกับผู้บริหารระดับสูงในวงการดนตรีหลายท่าน แล้วก็นำมาผสมผสานกับเรื่องที่จะเขียนโดยไม่ได้มีการอ้างอิงถึง เนื่องจากว่าแหล่งข้อมูลที่นำมาเสนอท่านผู้อ่านนั้นมาจากหลายที่ด้วยกัน ซึ่งก็จะกินเนื้อที่หน้ากระดาษไปพอสมควรทีเดียว
อย่างไรก็ตาม ความทะเยอทะยานอันไม่จบสิ้นของผมก็ตั้งใจไว้ว่า จะเขียนเป็นหนังสือขึ้นมาสักเล่มหนึ่งให้ได้ เพื่อเล่าประสบการณ์ชีวิตการเป็นนักดนตรี บวกกับเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างนั้น รวมไปถึงเรื่องที่เกี่ยวกับธุรกิจ ดนตรีทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อเป็นคู่มือใช้ประกอบการสอนแบบสนุกๆ ไม่ซีเรียส ซึ่งก็จะต้องมีการอ้างอิงถึงแหล่งข้อมูลต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ก็ต้องขอขอบคุณท่านผู้บริหารทุกท่าน ที่สละเวลาพูดคุยกับผมไว้ ณ ที่นี้ด้วย
ที่ว่าวงการดนตรีกำลังประสบปัญหายอดขายลดลงนั้น ก็มีความเป็นจริงอยู่ อย่างไรก็ตาม เหล่าผู้บริหารทั้งหลายก็คงไม่ยอมแพ้กันง่ายๆ ก็อย่างที่เคยเล่าว่าวิ่งกันฝุ่นตลบแก้เกมกันพัลวัน ตัวเลขที่ขาดหายก็เริ่มกลับมา ถึงแม้ว่าจะไม่มีการเจริญเติบโตด้วยตัวเลขถึงสองเหมือนอย่างในสมัยทศวรรษที่ 70-80 ก็ตาม
จากตัวเลขดัชนีผู้บริโภคในอุตสาหกรรมดนตรีที่จัดทำโดย RIAA (Recording Industry Assocition of America) ในปี 2008 พบว่า การฟังเพลงและการซื้อซีดีถึงจะมีปริมาณที่ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนๆ ที่ผ่านมา ก็ยังมีสัดส่วนถึง 77.8% ของการบริโภคเพลงในรูปแบบอื่นๆ ในส่วนของดิจิทัลดาวน์โหลด ถึงจะมีอัตราการเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดเพิ่มขึ้นทุกปี บางปีเกิน 100% ก็ยังมีสัดส่วนอยู่ที่ 12.8% เทปคาสเซตลดลงมาเรื่อยๆ จนมาอยู่ที่ 0.4%
ตัวเลขที่น่าสนใจคือ แผ่นเสียง (Vinyl LPs) เพิ่มขึ้นทุกปีจนมาอยู่ที่ 1% มูลค่าตลาดโดยรวมลดลงทุกปีจาก $14,584.5 ล้าน ในปี 1999 ลงมาอยู่ที่ $ 8,4890.2 ล้าน ในปี 2008 ลดลงมาถึง 42% ถ้าคิดเป็นเงินไทยอัตราแลกเปลี่ยนที่ 34 บาทต่อหนึ่งดอลลาร์สหรัฐ ก็จะเป็นเงินประมาณ 2,886,266.8 ล้านบาท นี่เป็นมูลค่าตลาดเฉพาะอุตสาหกรรมดนตรีในสหรัฐอเมริกา ไม่รู้ว่ามากกว่างบประมาณทั้งประเทศเราหรือไม่
ผู้ที่นิยมซื้อซีดีมาฟังและยอมเสียเงินเพื่อบริโภคการฟังเพลงมากที่สุดได้แก่ กลุ่มที่มีอายุมากกว่า 45 ปีขึ้นไป มีจำนวนถึง 33.7% รองลงมาคือกลุ่มที่อายุ 44-45ปี 11% ส่วนกลุ่มที่มีอายุ 15-19 ปี 10.9% เป็นอันดับสาม กลุ่มอายุที่เหลือมีสัดส่วนไม่เกิน 10% โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอายุ 20-39 ปี บริโภคเพลงน้อยกว่ากลุ่มอื่นๆ เพราะอาจมีกิจกรรมอื่นเข้ามาแทนที่ เช่น เกม หรือต้องทำงานและนิยมการดาวน์โหลดมากกว่าออกไปซื้อแผ่นซีดีมาฟัง อาจจะเป็นเพราะวันๆ ก็ต้องนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวันอยู่แล้ว และรายงานบอกว่า ผู้หญิงชอบฟังเพลงมากกว่าผู้ชายด้วยสัดส่วน 51.5% ต่อ 48.5%
พฤติกรรมการบริโภคเพลงของคนตะวันตกกับชาวเอเชียก็ต่างกัน ในสหรัฐอเมริกาปัญหาการดาวน์โหลดเพลงอย่างผิดกฎหมายก็เริ่มลดน้อยลง เนื่องจากมีการทำประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคเข้าใจถึงกฎหมายลิขสิทธิ์ ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการผิดกฎหมายและแนะนำให้ดาวน์โหลดกันอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งก็ได้ผล ประชาชนคนนิยมและรักเสียงเพลง โดยเฉพาะกลุ่มที่รักศิลปินที่เป็นวีรบุรุษของเขา กลัวว่าศิลปินของเขาจะได้ผลกระทบจากการทำผิดกฎหมาย ทำให้รายได้จากการดาวน์โหลดทางอินเทอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ด้วยระบบกฎหมายลิขสิทธิ์ที่เข้มแข็งและการจัดการการกระจายรายได้ที่เป็นธรรมให้แก่ศิลปินและผู้ที่เกี่ยวข้อง ทำให้วงการดนตรีของเขาเริ่มดีขึ้น
การดาวน์โหลดนั้นมักนิยมดาวน์โหลดทั้งอัลบั้มมากกว่าเป็นเพลงเดี่ยว (Single) คือเมื่อชื่นชอบศิลปินที่เคยออกซิงเกิลมาแล้วก็จะติดตามผลงานต่อไป หรือเมื่อฟังซิงเกิลแล้วถูกใจก็จะไปดาวน์โหลดทั้งอัลบั้มเลย การฟังเพลงของเขามุ่งไปที่ตัวศิลปินมากกว่าตัวเพลง การชื่นชอบนั้นเป็นที่ตัวของศิลปิน ที่มีความโดดเด่นในผลงาน ไม่ว่าจะเป็นด้านฝีมือการเล่นดนตรี หรือในฐานะการเป็นผู้จุดประกายทางความคิดมากกว่าการนิยมตามแฟชั่น เพราะสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้โดยง่ายทางอินเทอร์เน็ต ไม่มีใครมาจูงจมูกใครกันได้ง่ายๆ ประชาชนทั่วไปมีคอมพิวเตอร์ใช้และสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้มากกว่าคนในทวีปเอเชีย ยกเว้นญี่ปุ่น
ในเอเชียกลับนิยมดาวน์โหลดลงโทรศัพท์มือถือและไม่นิยมดาวน์โหลดเต็มเพลง (Full song) หรือทั้งอัลบั้ม จะนิยมดาวน์โหลดเสียงรอสาย (Ringback tone) มากกว่าอย่างอื่น โดยจะเปลี่ยนเพลงบ่อยๆ ตามกระแสความนิยมที่เปลี่ยนไป
อันดับเพลงฮิตที่ชาร์ทในเว็บต่างๆ ที่มีให้ดาวน์โหลดเพลงมีอายุสั้นๆ แค่เพียงสองอาทิตย์ มีเพลงใหม่เข้ามาทุกวัน เรียกว่าใช้เพลงกันเหมือนใช้กระดาษทิชชู ใช้แล้วทิ้งๆ ศิลปินเกิดใหม่มีชีวิตอยู่แค่ระยะสั้นๆ มากมายจนจำไม่ได้ว่าใครเป็นใคร และด้วยระบบกฎหมายลิขสิทธิ์ที่ไม่ค่อยจะเข้มแข็งถึงระดับอ่อนแอ ทำให้ยังมีการละเมิดลิขสิทธิ์กันอยู่เสมอๆ โดยที่ทางการก็ทำตัวเป็นแค่คนดูข้างเวที นานๆ จะเข้ามาเป็นกรรมการแก้ปัญหาเสียที
ได้ข่าวมาว่า จะมีการแก้กฎหมายให้เอาผิดกับผู้บริโภคที่กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ได้ ก็อาจจะทำให้อะไรดีขึ้น เพราะในปัจจุบันถ้าไม่มีใครไปร้องทุกข์ตำรวจก็ทำอะไรไม่ได้ หรือจะกลายเป็นช่องทางให้ใช้อำนาจไปในทางมิชอบเพิ่มขึ้น หรือเปล่าก็ไม่อาจคาดเดาได้
ในต่างประเทศเขาเอาศิลปินมาเป็นฮีโร่ หรือวีรบุรุษของเขา ทางนี้ศิลปินอยากให้ตำรวจมาเป็นฮีโร่ช่วยปราบการละเมิดลิขสิทธิ์ให้...จะได้ไหมครับ!!
"จิรพรรณ อังศวานนท์"



