บันเทิง

ความในใจ ‘นาว-ทิสานาฎ’  ไม่เคยคาดหวังต้องโด่งดัง

ความในใจ ‘นาว-ทิสานาฎ’ ไม่เคยคาดหวังต้องโด่งดัง

16 พ.ย. 2560

“นาว” ทิสานาฎ  ศรศึก กับเส้นทางมายา...

          เป็นอีกหนึ่งนักแสดงสาวที่มีผลงานมาให้ชมอย่างต่อเนื่อง สำหรับ “นาว” ทิสานาฎ  ศรศึก ที่ตอนนี้กำลังมีผลงานละครเรื่อง “ละอองดาว” ออกอากาศทุกวันพุธ-วันพฤหัสบดีทาช่อง 7  งานนี้สกู๊ปบันเทิง จึงขอชวนสาวนาวมานั่งพูดคุยถึงการทำงานและเรื่องราวความรักกันเสียหน่อย 

ความในใจ ‘นาว-ทิสานาฎ’  ไม่เคยคาดหวังต้องโด่งดัง

        @พูดถึงบทบาทในละครเรื่อง “ละอองดาว”หน่อย

        เรื่องนี้ได้เล่นเป็นคนกรุงเทพแล้ว(ยิ้ม) แต่ยังคงคาร์แรคเตอร์เดิมๆ เรียบร้อยไม่สู้คน ถามว่าห่างหายจากละครแนวคนเมืองนานไหม บอกเลยว่านานมากนะ เรื่องล่าสุดที่แสดงก็คือกุหลาบเล่นไฟ(ยิ้ม) 3 -4 ปี สำหรับละอองดาวมีความน่ารักตรงที่ถึงแม้จะเป็นแนวพีเรียด แต่ว่าชุดเสื้อผ้าเป็นกระโปรงบานๆ เอวสูง ส่วนตัวนาวชอบแต่งสไตล์นี้อยู่แล้วด้วย เรารู้สึกดีใจจังเลยที่ได้มีโอกาสเปลี่ยนมาแบบนี้บ้าง สำหรับคารแรคเตอร์ เขาไม่ใช่ว่าจะไม่สู้คนเลยนะ แต่ไม่ใช่คนที่จะยอมไปซะทุกอย่าง มีมุมที่เถียง มีมุมปากแข็งตามประสานางเอก ลึกๆ แล้วตัวของนางเอกมีความน้อยเนื้อต่ำใจอยู่บ้างนะ แต่มีความมั่นใจระดับหนึ่ง ในฐานะที่เป็นนักเรียนนอกคนหนึ่ง น้อยใจตรงที่ว่าทำไมพระเอก (“อ๋อม”อรรคพันธ์ นะมาตร์)ไม่ยอมมาแต่งงานกับเรา เราไม่ดีตรงไหน เลยเกิดเป็นอารมณ์ที่กลั่นแกล้งพระเอกให้คอยหึงคอยหวง แนวกุ๊กกิ๊กน่ารักๆ

        @ความยาก-ง่ายของละครแนวกุ๊กกิ๊กอย่างเรื่อง “ละอองดาว”

        จริงๆ ถามว่ายากไหมมันก็ยากนะ เพราะปกตินาวจะละครแนวโดนกระทำ ทุบตี ร้องไห้แบบนี้มาตลอด หนูสายดราม่า(ยิ้ม)แต่พอมาเรื่องนี้ เอาจริงๆ มีดราม่านะ แต่ว่ามันน้อย ซึ่งเราต้องคุมความรู้สึกตรงนั้นให้อยู่บนใบหน้าของเราแต่ว่าเราต้องไม่ร้องไห้ออกมา ละอองดาวเป็นคนเข้มแข็งเวลาที่เขาอยู่กับคนอื่น แต่ว่าถ้าเขาอยู่คนเดียว เขาจะร้องไห้ เน้นเรื่องของการแสดงสีหน้า อารมณ์ ถามว่ามีฉากที่ยากไหม มีนะ เป็นฉากที่ต้องพูดอยู่คนเดียวบนเวที เป็นฉากที่เรารู้แล้วว่าเราเป็นเจ้าหญิง พ่อเราเป็นใคร รู้ตัวตนของตัวเอง ก็เหมือนทางเสด็จย่าจัดงานเลี้ยงต้อนรับละอองดาว แล้วต้องพูดคนเดียวเป็น 10 บันทัดเลย คนเดียว คนอื่นได้แต่ยืนมอง ฉากนั้นทำการบ้านอยู่ที่บ้าน พูดใส่โทรศัพท์แล้วเอามาฟังๆไดอะล็อกเป็นอย่างไร ให้มันซึม ความรู้สึกของตัวละคร พอถึงวันที่ถ่ายทำ นาวยอมรับว่าเครียดนะ เครียดว่าตัวเองจะเล่นออกมาได้ไหม แล้วเราไม่รู้ว่าพอเล่นออกมาแล้วมันจะเป็นอย่างไร เพราะว่าเราต้องพูดไปร้องไห้ไป สุดท้ายก็ทำได้ เทคเดียว ความรู้สึกแรกที่เห็นไดอะล็อก 10 กว่าบันทัด โอ้โห นาวนึกว่าเป็นการเขียนจดหมายเสียอีก (หัวเราะ) เปิดมาโอ้ว.. เลย (ยิ้ม)  ส่วนฉากกินหมูของนาวนะ ฉากนอนเลย (หัวเราะ) ฉากป่วยแบบนี้ 

ความในใจ ‘นาว-ทิสานาฎ’  ไม่เคยคาดหวังต้องโด่งดัง

         @ถามถึงชีวิตในฐานะของการเป็นนักแสดงกันบ้าง 

          นาวเข้าวงการมาตั้งแต่อายุ 15 ปีนะ เล่นเอ็มวีมาก่อน ช่วงจังหวะในการรับงานของนาวไม่ค่อยต่อเนื่องนะ  เพราะว่าช่วงนั้นนาวเอาเรื่องเรียนอย่างเดียวเลย อย่างละครขอรับทีละเรื่อง แล้วก็พอเราจะมารับละครอย่างจริงๆ จังๆ เราติดฝึกสอนอีก เวลาไม่ได้อีก แต่ว่าตอนนี้นาวจบหมดแล้ว เราเต็มทีกับงานสุด ถามว่าเสียดายไหมช่วงนั้น ก็คิดเหมือนกันนะว่าตัวเองจะดร็อปเรียนดีไหม คุยกับแม่ว่าจะอย่างไร เพราะว่าช่วงที่ฝึกสอน ไม่สามารถรับงานได้เลย  ถ้าเรียนยังมีแว๊บได้ แต่ฝึกสอนไม่ได้ เราไปฝึกสอนโรงเรียนอื่น ซึ่งเข้าอาจจะไม่เข้าใจเรา ว่าการทำงานของเราเป็นอย่างไร   พอเรากลับมาคิดถ้าเราดร็อปเราจะไม่ได้อยู่กับเพื่อน ไม่มีเพื่อนช่วย ถ้าเราไปฝึกสอนกับรุ่นน้อง คือมันไม่สนิทกัันเหมือนเพื่อน 

         @ชีวิตของครูฝึกสอนเป็นอย่างไรบ้าง 

           เทอมแรก นาวสอนที่หอวังนนท์ สอนม.3 กำลังได้ที่เลย  เด็กๆ จำนาวได้จากละครนะ ที่ครูเล่นเรื่องกุหลาบเล่นไฟ  ส่วนเทอมสอง นาวไปสอนที่โรงเรียนเตรียมอุดม สอนเด็ก ม.5 เขาจะพูดว่าทำไมครูไม่เหมืิอนในหนังเลย นาวก็จะบอกว่าตอนนั้นครูอายุ 15 ตอนนี้อายุ 20 กว่าแล้ว(ยิ้ม) การสอนสนุกนะ ตอนแรกนาวซีเรียสมากเพราะว่านาวโฟกัสกับงาน แล้วจากที่ตอนแรกที่คิดว่าจะเรียนก่อน พอโตขึ้นเราคิดว่าอานาคตเราน่าจะอยู่ตรงนี้เต็มๆ นะ คิดนะว่าเอาไงดีนะ พอได้ฝึกสอนมันมีความสนุก 

         @มีความลังเลใน 2 อาชีพนี้ไหมว่าสุดท้ายจะเลือกการเป็น“ครู”หรือ “นักแสดง”

         ตอนแรกมีคิดนะเมื่อได้ทำแผนการสอน ได้ทำอะไรแล้วรู้สึกว่ามันเยอะเกินไป (ยิ้ม) มันเป็นอะไรที่เป็นทฤษฎี นาวไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่นะถนัดที่ลงมือทำมาก  แล้วนาวไม่ชอบอะไรที่มันจำเจ นาวมองว่าน่าเบื่อ ตอนนั้นนาวสอนนาฎศิลป์ วันจันทร์คาบแรกสอนแบบนี้ พูดแบบนี้ พอไปอีกห้องพูดเหมือนเดิมคือนาวมองว่ามันเหมือนฉายหนังซ้ำ เบื่อ ไม่ชอบ จนมารู้สึกว่าอาชีพนักแสดงเหมาะกับนาวมากที่สุดแล้วล่ะ 

ความในใจ ‘นาว-ทิสานาฎ’  ไม่เคยคาดหวังต้องโด่งดัง

 

         @แล้วมารักอาชีพนักแสดงอย่างจริงจังตอนไหน 

         ตอนแรกไม่ชอบเลยนะ ตอนสมัยเด็กๆ นาวไปเดินเล่นกับเพื่อนที่สยาม มีแมวมองมาติดต่อให้นามบัตร เราเดินหนีนะ บอกไปว่าไม่สะดวก ถามว่าทำไมไม่ชอบนะ คือมันรู้สึกเฉยๆ นะ อาจจะเพราะว่าไม่เคยลอง ตอนนั้นนาวคิดแค่ว่าอยากอยู่กับเพื่อนอยากไปเรียน อยากใช้ชีวิตเด็กๆมากกว่า จนครั้งหนึ่งรู้สึกว่าเจอแบบนี้อีกแล้ว เราตัดความรำคาญโดยการให้เบอร์ของแม่ไป จนกระทั้งได้ไปเล่นเอ็มวี ความรู้สึกครั้งนั้นก็คือชอบเลยนะ  ต้องบอกว่าลึกๆแล้วนาวเป็นคนขี้อายนะ ซึ่งมันก็ขัดกับอาชีพของเราอย่างมากเหมือนกันถามว่าแล้วสลัดความขี้อายได้ตอนไหนก็ไม่รู้เหมือนกันนะ (ยิ้ม) ตอนนี้ยังเป็นอยู่นะเราพยายามนะจะแก้ไขนะ ซึ่งโชคดีมากนาวได้คำปรึกษาจากพี่นิว (วงศกรปรมัตถากร ) เขาบอกว่าเราต้องตัดคนอื่นออกไปให้ได้ พยายามคิดถึงตัวละครที่เราเป็น ถามว่านาวคาดหวังกับวงการบันเทิงอย่างไร นาวไม่ได้คาดหวังว่าตัวเองจะต้องดังเป็นพลุแตกนะ ขอให้มันเรื่อยๆ แล้วทุกคนยอมรับในผลงานของนาวก็พอแล้วนะ  นาวไม่ได้ต้องการให้คนมาชอบในตัวของนาวนะ แต่นาวอยากให้คนชอบผลงานต่างๆ ที่นาวแสดงมากกว่า 

         @ พูดถึงความรักกับ“นิว” วงศกร เป็นอย่างไรบ้าง 

        นาวกับพี่นิว เราสองคนห่างกัน 1 รอบถามว่ามีช่องว่างระหว่างวัยไหม (ยิ้ม) จริงๆ พี่นิวเขาเป็นคนที่มีความเด็กในตัวเหมือนกันนะ แต่มีความเป็นคนที่มีเหตุมีผล ซึ่งนาวเป็นคนที่เรียนพวกศิลปะ เราจะมีอารมณ์มากกว่าเหตุผลนะ (ยิ้ม) เราก็มีอะไรแชร์กัน เข้ากันได้ ถามว่าคุยกันมากี่ปีแล้ว 4 ปีแล้วนะ นาวมองว่ายังไม่พอนะ ที่จะบอกว่าใช่หรือไม่ใช่นะ มันต้องใช้เวลามากกว่า 4 ปี    เรื่องแต่งงานนาวยังไม่คิดนะ เพราะว่าทุกคนก็ถามนะว่าทำไม  ณ ตอนนี้นาวยังสนุกกับการใช้ชีวิต รู้สึกว่าอยากทำงาน อยากลั้นลา เหมือนนาวรอเวลาทำงานเต็มตัวด้วย พอได้ทำเราก็สนุกไปกับมัน  กับพี่นิว เขารู้ว่าเราไม่ได้คิด ปล่อยทุกอย่างเป็นไปตามเวลาของมันมากกว่า 

  

เรื่อง ภัทรวรรณ สุนทรธนานุกูล

ภาพ วันชัย  ไกรศรขจิต