
"น้ำตาลูกผู้ชาย"ชาคริต แย้มนาม
ทำเอาหลายคนอึ้งไป เมื่อเห็นน้ำตาของลูกผู้ชาย อย่าง ชาคริต แย้มนาม ที่ออกมาแถลงข่าวพร้อมคุณแม่ เรื่องถูกหนัง แฟนเก่า โปรโมทเน้นหนักไปทางเรื่องความหวือหวา จนถึงขั้น ว่าอยากจะลาออกจากวงการบันเทิงที่เขาอยู่ด้วยความรักมานานนับสิบปี เลยทีเดียว วันนี้ทั้งเรื่องช
สภาพจิตใจหลังแถลงข่าว
ตอนนี้เข็ดกับงานหนังเลยไหม
อ๋อไม่นะ ก็ไม่เกี่ยว เพราะจริงๆ ก็มีหนังเข้ามาคุย ดูบทอยู่ ทั้งหนังไทยหนังนอก ก็อยู่ที่เวลา และเราชอบไหม อันนั้นมันก็คงเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต มันคงไม่เกิดขึ้นกับเราตลอดหรอก
หลังจากแถลงข่าวแล้วผ่อนคลายขึ้นไหม
ก็ดีนะ มันก็ได้พูดในสิ่งที่เราต้องออกมาปกป้องตัวเอง ในสิ่งที่เรามีสิทธิ์จะพูดเคลียร์ให้ตัวเอง มันก็ผ่อนความอึดอัดที่มีอยู่ได้ แต่บางทีไม่ใช่ว่าออกมาแก้ข่าว คือบางครั้งเราก็ต้องมีสิทธิ์ที่จะปกป้องตัวเองกันบ้าง แล้วผมคิดว่าก็เป็นสิ่งที่สมควร เพราะมันก็เลยเถิด แต่เมื่อพูดแล้วจบแล้ว ก็ให้มันแล้วกันไป ก็ไม่ได้อะไร
อยู่วงการบันเทิงมานาน ไม่เคยเห็นน้ำตาชาคริตเลย แต่ครั้งนี้ทำไมเสียน้ำตา
เพราะผมรักงานนี้ เราทำมันด้วยความจริงใจ แต่มันกลับเป็นสิ่งที่มาทำร้ายเรา ทำให้ครอบครัวเราทุกข์ บางทีมันก็เป็นทุกข์นะ โดยที่มันก็ไม่ควรจะเป็นอย่างนั้นเลย แล้วผมก็นิ่งมานาน หลายๆ เรื่อง หลายๆ อย่าง แต่เราก็เข้าใจในหลายๆ อย่าง มันเป็นวัฏจักร เป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นกับนักแสดงทั่วโลก เพราะเราอยู่ในที่แจ้ง แต่ว่าบางอย่างเราอาจจะปล่อยปละละเลยเกินไปหรือเปล่า จนบางทีกลายเป็นเรื่องตลกไปแล้ว เราก็ต้องมาดูแลตัวเองบ้าง ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย แล้วต้องมานั่งแบกทุกอย่างไว้ เราก็ไม่มีความสุข ครอบครัวเราก็ไม่มีความสุข ทั้งๆ ที่เรารักงานนี้จะตาย มันก็เป็นเรื่องความอดทน ความปล่อยวาง
ถือว่าเป็นบททดสอบหนึ่ง
มันก็ทำให้เราโตขึ้น แต่คนเราก็ต้องมีลิมิต เราก็ใช้ความเข้าใจ ความปล่อยวางมาเยอะ แต่ถึงตรงนี้มันเลยเถิด แค่นั้นเอง แต่ก็ไม่ได้อะไร ผ่านแล้วก็ผ่านไป มันก็เป็นสิทธิ์ของมนุษย์ ผมก็มีสิทธิ์เหมือนกัน จริงๆ ผมน่าจะมีสิทธิ์ในตัวผมมากที่สุด ไม่ใช่ให้คนอื่นมามีสิทธิ์ในตัวผม
เหตุการณ์นี้มีคนเข้าใจชาคริตมากแค่ไหน
ไม่ทราบเหมือนกัน แต่สิ่งที่ผมทำไป ผมก็ได้แค่นั้น อยู่ที่วิจารณญาณของคน จริงๆ คนอาจจะไม่ได้เข้าใจผมผิดก็ได้ แต่ตรงนี้ก็เพื่อตัวผมเอง ไม่รู้คนจะเข้าใจเราแค่ไหน แต่เราต้องทำ และก็ทำไปแล้ว
จากนี้ก่อนจะรับงาน ต้องสกรีนมากขึ้นไหม
คงต้องอย่างนั้น จะไว้ใจเต็มที่ไม่ได้ ทุกอย่างก็คงต้องเป็นระบบมากขึ้น คงไม่ปล่อยปละละเลย คิดว่าทุกอย่างมันจะดีซะหมด ซึ่งคนอื่นเขาไม่ได้แคร์อะไรนะ แต่สำหรับผม ผมรู้สึกว่ามันไม่ใช่ ถ้าคนที่ได้ไปดูหนัง เชื่อว่าหนังก็คงตอบโจทย์ทุกอย่างหมดแล้ว แต่ผมก็ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวตรงนั้นแล้ว เจตนาผมไม่ได้ร้ายนะ ถ้าเนื้อหนังมันดี งานมันดี ก็ต้องเป็นเรื่องของการแสดง เนื้อเรื่อง นั่นคือเป็นมืออาชีพมากกว่า แต่เรื่องของการเสนอเพื่อโปรโมทหนัง มันควรจะให้เกียรตินักแสดง และหนังของตัวเองด้วย แต่ก็ไม่ได้ชี้ไปทางใครทั้งสิ้น เพราะเราก็ไม่ได้คำตอบอะไรทั้งสิ้น แต่แค่อยากจะเคลียร์ตัวเอง
ยังคิดอยากจะออกจากวงการบันเทิงอยู่หรือเปล่า
มันก็เป็นความรู้สึกที่เคยคิด แต่ก็โชคดีที่กำลังใจเยอะมาก ก็จริงอย่างที่ทุกคนบอก ถ้าเราเบื่อแล้วอยากออกเองก็ว่าไปอย่าง แต่ทำไมเราต้องปล่อยให้คนอื่นมาทำร้ายเรา มาบีบให้เราออก ทั้งๆ ที่เราไม่ได้ผิดเลย มันก็เป็นข้อคิดดีๆ เหมือนกันที่มาเตือนสติเรา ให้มานั่งถามตัวเอง ว่ารักงานตรงนี้ไหม ซึ่งผมก็เคลียร์ไปหมดแล้วว่าผมรักงานตรงนี้ บางครั้งมันก็มีอารมณ์เศร้าโศกเสียใจเป็นเรื่องปกติ ผมก็เป็นคนนะ
ค่อนข้างเจอแต่ข่าวหนักๆ มาตลอด
ใช่ ก็เจ็บ แต่ก็เข้าใจว่าทุกคนก็ไม่ได้ประสงค์ร้ายอะไรกับผม มันเป็นเรื่องของการขายข่าว เป็นเรื่องของธุรกิจด้วย ซึ่งจริงๆ ผมก็ไม่ได้ไปมีส่วนได้ส่วนเสียอะไรในชีวิตใครทั้งสิ้น คือตัวเราเสียนะ เสียทั้งความรู้สึก เสียทั้งความไว้เนื้อเชื่อใจกับคนที่เวลาเขามองเข้ามาหาเรา ที่เขาไม่ได้รู้จักเราเป็นตัวเป็นตน เห็นหน้าเราครั้งแรก ความคิดที่เขามีกับเรา ก็ไม่รู้ว่าจะคิดในแง่บวกหรือว่าแง่ลบ หรือถ้าเขาไม่รู้ว่าเราเป็นยังไงเลย จะดีซะกว่า กับการที่ให้คนอื่นมาตีตรา ว่าผมเป็นคนยังไง แทนที่จะให้ผมมานั่งอธิบายเอง ว่าผมเป็นคนยังไง มันไม่ยุติธรรมกับผม คนเราก็มีพ่อมีแม่นะ เขาไม่ได้เลี้ยงลูกเขามาให้ลูกตัวเองโดนด่านะ แล้วผมเองก็ไม่เคยไปด่าใครทั้งสิ้นเลย ทำไมคนถึงต้องมาทำเหมือนครอบครัวผมเป็นตัวตลก
ตัวตนจริงๆ ของชาคริต
ผมเป็นคนเรื่อยๆ ไม่เคยวุ่นวายกับใคร ไม่เคยก่อเรื่องเดือดร้อนให้ใคร ไม่เคยไปเอาเปรียบใคร ผมก็ใช้ชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไป ชีวิตไม่ได้เครียดอะไรมากมาย ทำงานเสร็จก็กลับบ้าน ผมรักบ้าน รักแม่ อยู่กับแม่ สังสรรค์มีเพื่อนบ้าง แต่ไม่ใช่เป็นคนตามสังคม ตามน้ำ รู้จักที่จะปฏิเสธ
จากพิธีกรวัยรุ่น สู่พระเอกแถวหน้า
วันแรกที่ก้าวเท้าเข้าวงการบันเทิง คิดไหมว่าจะมีวันนี้
ไม่เคยคิดเลย เพราะตอนแรก ว่าจะกลับไปเรียนต่อ ที่ต่างประเทศ ด้วยความที่เรียนนานาชาติมา ก็มีความคิดแบบฝรั่งนิดหนึ่ง พักเรียนไว้สักปี แล้วค่อยไปต่อมหาวิทยาลัย เที่ยวก่อน แล้วพอดีกลับมา มีงานติดต่อเข้ามา ก็รู้สึกว่าไม่ต้องขอเงินแม่ มันก็เป็นโอกาสที่ดี แล้วก็ได้ทำรายการ "อีฟอร์ทีน" แต่ไม่รู้อีท่าไหน ก็สนุกกับมัน ได้แสดงด้วย ก็เลยยาวเลย มารู้ตัวอีกทีก็หลงรักตรงนี้แล้ว
เสน่ห์ของวงการบันเทิง
อาจจะเป็นเพราะผมเรียนศิลปะ เรียนกราฟฟิกดีไซน์ วาดรูป งานตรงนี้ก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ละเอียดอ่อน ผมชอบคอนเซ็ปต์การทำงาน ต้องมีพลังมากในตัวเรา ในการเปลี่ยนตัวเราให้เป็นคนอื่น ทำให้รู้จักช่างสังเกตนิสัยคน
เห็นว่าคุณแม่ไม่อยากให้ทำงานตรงนี้
ใช่ แต่ขนาดเขาให้เราเข้ามาแล้ว เขาก็ยังต้องมาคอยเป็นกำลังใจให้ด้วย คอยเตือนสติ คอยสอนเรา ไม่เคยพร่ำบอกให้เราออก ทั้งที่เขาก็ไม่ได้อยากให้เราทำตรงนี้ แต่เขาก็รู้ว่าผมรักงานตรงนี้ ก็ยังสนับสนุนสิ่งที่ผมเลือก สิ่งที่ผมทำ ผมเลยรู้สึกมันมีคุณค่ามาก
จริงๆ คุณแม่อยากให้ชาคริตทำอะไร
(หัวเราะ) โปรเจกท์เยอะ มีตั้งหลายอย่าง แต่ ณ เวลานี้ผมทำงานประจำตรงนี้ แล้วมันก็อยู่ได้ ผมว่ามันจะมีสักกี่คนที่ได้ทำงานที่ตัวเองรัก แล้วมันก็เลี้ยงเราได้ ทำให้เราสามารถดูแลตัวเองได้ดี แบ่งเบาภาระมาจากบุพการี ถ้ามีครอบครัวก็สามารถดูแลครอบครัวเราได้อีก เราทำด้วยใจ แล้วมันก็ขาวสะอาด เป็นผู้เป็นคน เป็นมนุษย์ที่เราใฝ่ฝัน พยายามยืนอยู่บนเส้นทางที่ดี แล้วทำให้มันดี ผมว่ามันวิเศษมาก
ความรักฉบับล่าสุด
ค่อนข้างอึดอัดกับการถูกมองว่าเป็นหนุ่มเจ้าชู้
คือผมก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ไม่ใช่มานั่งบอกว่าผมไม่ได้เจ้าชู้นะ เพราะคนเราก็ชอบของสวยงามหมดแหละ ผมเห็นผู้ชายหล่อก็ยังว่ามันหล่อเลย แต่ผมไม่ได้เอาตัวเองเข้าไปตรงนั้น ไม่ได้รู้สึกต้องอยากได้อยากมี ผมเป็นคนมีจรรยาบรรณพอ รู้อะไรผิดอะไรถูกแค่นั้นเอง ผมอยากให้คนมองที่เนื้องานการแสดงเป็นหลักมากกว่า แต่เรื่องอื่นมันก็ต้องมีคนจับตามองเป็นปกติ ผมก็เข้าใจ แต่สุดท้ายก็อยากให้มาโฟกัสที่เนื้องาน ที่ทีมงานทุกคนต้องเหน็ดเหนื่อย เพราะเราก็อยากมอบความบันเทิง มอบข้อคิดให้แก่ทุกคนมากกว่า จริงๆ ผมควรจะดีใจที่ตัวเองขายได้นะ แต่มันไม่ต้องขายด้วยวิธีนี้ก็ได้นะ (หัวเราะ)
ข่าวมีผลกับคนที่เราคบอยู่ด้วยไหม
คนที่อยู่ใกล้เราที่สุด เขาต้องรู้ว่าเราเป็นยังไงอยู่แล้ว แต่ถ้าเกิดอยู่ดีๆ คนจะมาคบผม แล้วไปแคร์ว่าคบผมแล้วสังคมจะมองว่ายังไง แสดงว่าเขาไม่ได้คบผม แต่คบสังคมมากกว่า แล้วมันก็เป็นความจริงนะ เพราะที่สุดแล้ว ตายายก็แก่กันอยู่สองคน มันไม่มีใครมาร่วมแก่ด้วยหรอก มันเป็นเรื่องของคนสองคน ถูกคอกัน รักกัน ก็แค่นั้นเอง
เพชร (ปองปุณย์ เบญจรงคกุล) มองเห็นตัวตนของ ชาคริต ขนาดไหน
เห็นทุกอย่างแหละ เขามองสิ่งที่ชาคริต แย้มนาม แต่ไม่ใช่คนที่ชาคริต แย้มนามเป็น เขาแยกตรงนั้นออก แล้วผมก็คิดว่าเป็นอะไรที่มีค่ามาก ความรักครั้งนี้ก็ดีทุกอย่าง ธรรมชาติ ไปเรื่อยๆ ตามประสามนุษย์ทั่วไป เขาให้กำลังได้ตลอด ยืนอยู่ข้างๆ ตลอด ให้กำลังใจ คอยปลอบ
ยังมีความคิดอยากมีครอบครัวเร็วๆ อีกไหม
ทุกครั้งผมคบใคร ก็ทำให้มันเต็มที่ ถ้ามันดีแล้วเป็นไปได้ก็ดี ผมไม่ใช่อยากคบแล้วเลิก แต่เมื่อมันไม่ใช่ขึ้นมา ก็เป็นประสบการณ์ชีวิตคนทั่วไป ที่ก็เกิดขึ้นกับทุกคน สักกี่คนในโลกนี้ ที่จะมีแฟนคนแรก แล้วได้แต่งงานเลย ผมก็อยากเป็นอย่างนั้น สุดท้ายถ้าเจอคนที่ใช่ ผมก็จะดูแลเขาให้ดีที่สุด
จับตาดูแล้วกันนะ คนที่ใช่คนสุดท้าย ใช่ "เพชร" หรือเปล่า
เขาคนนี้ชื่อ ชาคริต แย้มนาม
ชื่อเล่น คริต
เกิดวันที่ 25 มิถุนายน 2521
ผลงานชิ้นแรก ถ่ายแบบนิตยสาร แองเจิล /เธอกับฉัน
ผลงานสร้างชื่อ พิธีกรรายการ อีฟอร์ทีน
ผลงานปัจจุบัน ละคร จำเลยกามเทพ
เรื่อง... "อารยา มาลัยเล็ก"



