บันเทิง

ศิลาในน้ำเชี่ยว -  “ผู้รู้ผู้เห็น จึงจะสิ้นอาสวะ”

ศิลาในน้ำเชี่ยว - “ผู้รู้ผู้เห็น จึงจะสิ้นอาสวะ”

27 ก.พ. 2552

หลายคนคงเคยตกอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์และพยายามดิ้นรนเพื่อหาทางหลุดพ้นจากความทุกข์นั้น

 สิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่มนุษย์ทุกคนต่างต้องประสบพบเจอ เพราะในทางพระพุทธศาสนาถือว่า มนุษย์ปุถุชนทุกคนล้วนเป็นผู้เปี่ยมด้วยกิเลส และการจะตัดกิเลสทั้งปวงได้นั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสชี้แนะอุบายวิธีในการละกิเลสหรืออาสวะไว้ว่า ผู้ที่ดำรงตนเป็นผู้รู้ผู้เห็นอย่างแท้จริงเท่านั้น จึงจะถึงความสิ้นไปของอาสวะได้

 ในกิจกรรมชมรมคนรู้ใจเมื่อวันก่อน อ.สุภีร์ ทุมทอง ได้กล่าวถึง อุบายวิธีละอาสวะ 7 ประการ สรุปได้ว่า อาสวะหมายถึงกิเลสที่เคลือบคลุมหรือหมักดองอยู่ในจิตใจ เมื่อเวลาที่เรา ถูกกระทบด้วยอารมณ์ต่างๆ กิเลสเหล่านี้ก็จะไหลซึมซ่านเกาะกุมไปทั่วจิตใจทำให้จิตขุ่นมัว เหล่านี้เป็นสภาวะทางจิตตามความเคยชินที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ทุกคน
 
 ขณะที่การเป็นผู้รู้ผู้เห็นอย่างแท้จริงคือ การมองเห็นความจริงและรู้เท่าทันกิเลส ภายในจิตใจของตนเองทั้งกิเลสในด้านดีที่ก่อให้เกิดสุขและกิเลสด้านลบที่ก่อให้เกิดทุกข์ การกระทำที่เป็นทั้งกุศลกรรมและอกุศลกรรม แล้วรู้จักพิจารณาศึกษาความเป็นจริง แห่งธรรมชาติจากสิ่งเหล่านี้ อันเป็นกระบวนการที่ทุกคนสามารถปฏิบัติได้ศึกษาได้จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ เช่น แต่เดิมเราเคยคุกรุ่นด้วยความโกรธในเรื่องใด เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเรื่องขุ่นข้องในลักษณะเดียวกันอีกในเวลาต่อมา ก็ให้พิจารณาดูว่าเราโกรธน้อยลงบ้างหรือไม่ ไปจนถึงการพิจารณาหลักความจริงตามกระบวนการปฏิจจสมุปบาท ซึ่งมองว่าทุกสิ่งไม่มีตัวตน ไม่มีสิ่งใดเป็นของเราอย่างแท้จริง ทุกสิ่งเกิดขึ้นด้วยเหตุปัจจัยอิงอาศัยกัน และ ที่สุดแล้ว ทุกอย่างล้วนอยู่ภายใต้กฎแห่งไตรลักษณ์ทั้งสิ้น

 การพิจารณาสิ่งเหล่านี้โดยละเอียดและแยบคายตามความเป็นจริงของสภาวธรรมในทางพุทธศาสนาเรียกว่า โยนิโสมนสิการ ตรงข้ามกับการยึดมั่นในสิ่งที่ขัดต่อความจริง ทำให้จิตเกิดความทุกข์ เช่น สิ่งใดที่ไม่เที่ยงก็อยากให้ดำรงอยู่ในสภาพเดิมตลอดไป สิ่งที่ไม่ใช่ของตนก็พยายามหาวิธีมาเป็นของตนเอง เหล่านี้เรียกว่า อโยนิโสมนสิการ

 การหมั่นศึกษาความจริงในทั้งสองด้านจะทำให้เรารู้และเห็นถึงตัวตนและผลของกิเลสกับรู้กายรู้ใจของตนเอง (ขันธ์5) อันเป็นที่ตั้งของอุปาทานและตัณหา เมื่อนั้นความคิด และการกระทำของเราก็จะค่อยๆ ผ่อนคลาย ความทุกข์ก็จะค่อยๆ บรรเทาเบาบางจนสามารถละกิเลสนั้นๆ ได้ในที่สุด

 การเป็นผู้รู้ผู้เห็นนี้จึงถือเป็นรากฐานสำคัญประการแรกของอุบายวิธี ทั้ง 7 ประการ ในการละอาสวะที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสแนะแนวทางเอาไว้ คือ 1. การละอาสวะด้วยทัศนะ เพื่อให้รู้เห็นและทันต่อกิเลสตามสภาพความเป็นจริง 2.การละอาสวะด้วยการปิดกั้นหรือสังวรณ์ เป็นการสำรวมระวังในทวารทั้ง 6 ปิดกั้นตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ป้องกันมิให้กิเลสในจิตใจแผ่ขยายเพิ่มพูน 3. การละอาสวะด้วยการใช้สอย รู้จักใช้ประโยชน์สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของสิ่งของนั้น มิใช่ใช้สอยเพื่อตอบสนองต่ออัตตาของตนเอง 4. การละอาสวะด้วยการอดกลั้นอารมณ์ต่างๆ รู้จักคงสภาพจิตใจให้เป็นปกติ ไม่ขุ่นเคือง  ขัดใจกับสภาวะความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นโดยง่าย

 5. การละอาสวะด้วยการงดเว้นการกระทำอันมิชอบ ซึ่งไม่เป็นที่ยอมรับของเหล่าวิญญูชน อาทิ การพูดนินทา การเสพอบายมุข การคบคนพาล เป็นต้น 6. การละอาสวะด้วยการบรรเทาความคิด ความวิตกกังวล ความอยากได้อยากมีที่เกิดขึ้นแล้วให้ลดน้อยถอยลง และต้องรู้จักปล่อยวาง 7. การละอาสวะด้วยการภาวนา คำว่า ภาวนา ในที่นี้หมายถึงการทำให้มีขึ้น หรือหากมีอยู่แล้วต้องรู้จักทำสิ่งนั้นให้ยิ่งเจริญงอกงาม พระพุทธเจ้าตรัสว่า อุบายวิธีประการสุดท้ายในการละอาสวะก็คือ การหมั่นศึกษาเจริญธรรมะที่เป็นไปเพื่อการตรัสรู้ คือ โพชฌงค์ 7 เพื่อก่อให้เกิดสมาธิและปัญญา เห็นความจริงแห่งธรรมจนสามารถกลายเป็นผู้วางเฉยในสังขารทั้งปวงทั้งต่อสิ่งเป็นกุศลและอกุศล มีปัญญารู้เท่าทันกิเลสทั้งปวงได้

 ผมขอเชิญชวนท่านผู้อ่านที่สนใจ ร่วมสวดคาถาบูชามหาเศรษฐี ฟังธรรม และปฏิบัติธรรม ณ หอประชุมพุทธคยา บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ฯ และสำนักพิมพ์ดีเอ็มจี ชั้น 22 อาคารอมรินทร์พลาซ่า ทุกวันอังคารและพุธ ตั้งแต่ 19.00-21.00 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ สามารถเช็กตารางกิจกรรมได้ที่ โทร. 0-2685-2254 หรือ www.dmgbooks.com <http://www.dmgbooks.com>

"ดนัย จันทร์เจ้าฉาย"