บันเทิง

คมเคียวคมปปากกา - ภาษาพาไปไหน?

คมเคียวคมปปากกา - ภาษาพาไปไหน?

27 ก.พ. 2552

เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือนสี่

 ยังไม่ถึงเดือนห้า  ที่จะเป็น “รักแล้งเดือนห้า”  ก็แล้งแล้วตั้งแต่เดือนสามจนย่างเดือนสี่  หนาวน้อยๆ  แล้งนานๆ  คำว่า “ร้อนจังเลย” กับ “ภัยแล้ง”  กลายเป็นคำยอดนิยมได้อย่างไร?

 ร้อนด้วย  คนสวมเสื้อสีแดงไปชุมนุมอยู่ที่เดียวกันด้วย  ว่ากันว่าสีแดง  เป็นสีที่มีผลต่ออารมณ์ไม่น้อยทีเดียว  ระวังกันไว้หน่อย  ยิ่งถ้าคนแต่งแดงทั้งชุดเดินผ่านมา  ไม่ธรรมดานะนั่น...

 ขอต่อด้วยเรื่องปัญหาภาษาไทย  ปัญหาภาษาพาไป  และภาษาพาไปไหน? อีกสักตอน

 ผมยังติดอกติดใจ ครูประยูร  ลาแสง  หรือกวี พระไม้ แห่งรวมเล่มบทกวี “ใครขโมยฝันไปพันธนาการ”  ที่เขานำเสนอการเรียนการสอนภาษาไทยในแบบของเขา  แบบหนึ่งนั่นคือนำบทร้อยกรองที่นักเรียนต้องเรียนอยู่แล้ว  มาใส่ทำนองขับร้องเป็นสื่อการสอน 

 ได้ยินเขายกตัวอย่างวันนั้นก็มี  บทกวี “วอนขอ” ของ  กุลทรัพย์ รุ่งฤดี และ “เสียเจ้า” ของ อังคาร  กัลยาณพงศ์  ฟังแล้วต้องยกให้หลายนับถือ อย่างที่บอกคราวก่อน  ผมถึงกับขนลุก

 วันนั้น ครูประยูรใช้กีตาร์  และลีลาการร้องเพลงน้ำเสียงก้องกังวาน  สะกดนักเรียนนักศึกษาและครูบาอาจารย์จำนวนมาก  ให้นิ่งฟังอย่างน่าประทับใจ  แสดงถึงพลังเพลง-พลังกวี ที่พวยพุ่งต่างที่ต่างทางอย่างไม่มีสิ้นสุด เขาเล่าอีกด้วย  “วอนขอ”  ได้รับความสนใจจาก พันนา ฤทธิไกร จะขอนำไปใช้ประกอบหนัง  แต่เขาบอกว่าต้องขอลิขสิทธิ์จากผู้ประพันธ์  เขาเพียงแต่ใส่ทำนอง "บทกวีในพื้นที่สาธารณะ" เพื่อ "สอนนักเรียนในพื้นที่เฉพาะ" เท่านั้น

 เข้าใจว่ายังมีอีกหลายบทเพลง-บทกวี  เขายังเปรยว่าอยากร้องบทกวี “ไหมแท้ที่แม่ทอ” ของผมเพื่อสอนเด็ก  แต่ช้ากว่า อุ๋ย วรรณิการ์ และ ต่าย อรทัย เสียแล้ว  ผมยุว่าถ้าอยากทำก็ทำเลย  ยินดีอย่างยิ่ง  ด้วยบทกวีสำนวนหนึ่ง  สามารถแปรเป็นชีวิตใหม่ทางศิลปะอย่างไม่รู้จบสิ้น   
 
 ทำเพื่อสอนเด็ก  บริสุทธิ์ใจอยู่แล้ว  ถ้าครูภาษาไทยทั่วประเทศใช้วิธีเดียวกันนี้  อาจได้บทเพลง-บทกวี นับร้อยนับพัน  มี “เสียเจ้า” ทำนองอีสาน  มี “เสียเจ้า” ทำนองเหนือ  มี “เสียเจ้า” ทำนองปักษ์ใต้  หรือจะขับเสภา  อ่านทำนองเสนาะ  ก็น่าจะไพเราะจับใจหลายสัดส่วน

 ครูประยูร ถือเป็นกวีครบเครื่อง ดีดพิณ ดีดกีตาร์ ขับเพลง ขับเสภา ขับทำนองเสนาะ  ขับผญา  มีภูมิรู้ท้องถิ่น  ลายมือสวยเป็นศิลปะ  เวลาส่งบทกวีเผยแพร่ตามหน้านิตยสาร  เขาใช้สำเนาลายมือ หนังสือหลายฉบับนำลายมือลงพิมพ์  ชนิดอ่านปุ๊บรู้ปั๊บของใคร แอบทึ่งสมุดบทกวีเล่มหนาของเขา  ผมยังทำไม่ได้เลย  เขาคัดบทกวีทุกสำนวนลงสมุดด้วยลายมือ ทั้งนี้มิใช่เพราะปฏิเสธเทคโนโลยี  ก็ในกระเป๋าเดินทางของเขายังมีโน้ตบุ๊กรุ่นทันสมัย  รวมทั้งกล้องถ่ายรูปยี่ห้อดัง

 เขาแต่งกลอนร่างแรกลงคอมพิวเตอร์  เมื่อคิดว่าลงตัวแล้วจึงคัดลงสมุด  อย่างตั้งอกตั้งใจ  อย่างสวยงามเป็นศิลปะ  ลูกศิษย์ของเขาคนหนึ่ง  ปัจจุบันเป็นกวีร่วมสมัยคือ อังคาร จันทาทิพย์      

 ในโลกทันสมัย  ครูประยูรมิได้ตกยุค  ขณะเดียวกัน  ก็มิได้ล้ำยุคจนทิ้งยุคดั้งเดิมอันทรงเสน่ห์  กระดาษและปากกายังคงใช้ควบคู่กับคอมพิวเตอร์  และเทคโนโลยีอื่นๆ  หัวใจยิ่งถือธรรมนำทาง  ใช้ชีวิตสันโดษ  บางมิติคล้ายพระ  เขาบอกว่าไม่กินข้าวเย็นมาแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๒๖  คนกิเลสหนาทางลิ้นกินมากอย่างผมร้อง...พุทโธ...ธัมโม...สังโฆ...ต้องยกให้เขาอีกหลายนับถือ

 ตอนนี้เขาสอนอยู่ที่ โรงเรียนพลพัฒนศึกษา อ.พล  จ.ขอนแก่น  เป็นครูภาษาไทยดีเด่นปี ๒๕๓๐  เป็นผู้ริเริ่มหลักสูตรการทำนาในโรงเรียน  ได้รับรางวัลเหรียญเงินจากคุรุสภาปี ๒๕๔๙  และผลผลิตต่อยอดจากการทำนานั้น  ได้รับรางวัลเหรียญทองจากคุรุสภาปี ๒๕๕๑ ผมเขียนถึงครูท่านนี้หลังวันครู  ก็เพื่อเชิดชูเขาให้เห็นเป็นตัวอย่างหนึ่ง  อันจักอาจเป็นแรงบันดาลใจสำหรับครูภาษาไทยโดยทั่วไป  และผู้กำลังร่ำเรียนภาษาไทยโดยทั่วไป

 ...ภาษาพาไปไหน?  อันว่าภาษาไทย-ภาษาใจนั้น  คงต้องพาไปสักที่จนได้สิน่า...

 

"ไพวรินทร์ ขาวงาม"