
คมเคียวคมปากกา - พงศาวดารครูไพบูลย์ (2)
คอลัมน์ต้องต่อตอนสอง ก็เหมือนเพลงยาวๆ ต้องต่อโดยพลิกหน้าแผ่นเสียง แบบเพลงดาวลูกไก่ ริมไกรลาศ ของพร ภิรมย์ ยิ่งชีวิตพิสดารไม่มีใครเหมือนของครูไพบูลย์ ย่อมยืดยาวกว่าเพลง นี่ขนาดตายไป 37 ปี ถ้าสัก 100 ปี พงศาวดารครูไพบูลย์คงพิสดารให้คนรุ่นหลังมานั่งถกกันว่า
ประเด็นครูไพบูลย์ บุตรขัน ใช้นามสาโรช ศรีสำแล ขายเพลงให้สุรพล สมบัติเจริญ ยอมลดราคาเพลง เพราะเป็นช่วงตกยากนั้น แต่ พิพัฒน์ บริบูรณ์ ออกมาแย้งว่า ไม่ได้ตกยากอะไร เพียงแต่พิพัฒน์ไปขอให้ครูเขียนให้ ที่ต้องใช้นามแฝง เพราะเพลงชุดนี้ไม่ค่อยมีสาระ (น้ำค้างเดือนหก, รักจริงหรือเล่น, รักน้องขอมองหน่อย, ข้าวแตกรวงทรวงแตกรัก, น้ำปลาแห้งขวด)
ประเด็นครูไพบูลย์ตกยากจนต้องใช้นามแฝงนั้น ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในหนังสือคีตกวีลูกทุ่งฯ ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ปี 2541 ผมเรียบเรียงเนื้อหาประเด็นนี้จากคำบอกเล่าของครูนคร ถนอมทรัพย์
พูดถึงเนื้อหาสาระเพลงรุ่น สาโรช ศรีสำแล ผมว่าไม่ได้ด้อยอะไรเลยนะครับ เพลงน้ำค้างเดือนหก ทำนองรำวงง่ายๆ แต่ในความง่ายนั้นมีความงาม เช่น ท่อนแยก “ห้องจะกลายเป็นรังหนู ฯลฯ” ข้าวแตกรวงทรวงแตกรัก ก็เป็นเพลงรำวงที่เนื้อเพลงสวยงาม “ข้าวแตกรวงก็เหมือนในทรวงมีก้านรักแตกอยู่เรียงราย ฯลฯ” ถ้าต้องใช้นามแฝงเพราะเหตุว่าเพลงไม่เป็นสาระ มีอยู่เพลงเดียวคือ น้ำปลาแห้งขวด ที่ล้อเพลงแม่น้ำตาลก้นแก้ว เป็นเพลงตลกๆ แต่จริงๆ ก็แฝงสะท้อนชีวิตไว้ว่า น้ำปลาบ้านพี่แห้งขวดก็เพราะพี่มันจน...อ้าว ก็มีสาระอยู่นะ
เปิดหนังสือเพลงจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มิตรหรรษา พิมพ์เมื่อ พ.ศ.2504 เจอเนื้อเพลง ข้าวแตกรวงทรวงแตกรัก กับเพลงรักจริงหรือเล่น ลงชื่อสาโรช ศรีสำแล เป็นคนแต่ง สุรพลดังระเบิดในปี 2502 แล้วมาร้องเพลงรุ่นสาโรช ศรีสำแล ก็คง 2503 ไม่เกิน 2504 ตามที่ปรากฏในหนังสือ
ชีวิตครูไพบูลย์ บุตรขัน ช่วงนี้ “ตกยาก” อย่างแสนสาหัส พยานปากก็คือ ครูนคร ถนอมทรัพย์ อีกเช่นกัน และมีหลักฐานคือ ข้อเขียนของ ลำจวน บุนนาค ลูกผู้น้องที่อยู่ด้วยกันกับครูไพบูลย์ตั้งแต่เด็กจนกระทั่งครูไพบูลย์แต่งงานต้นปี 2515 ครูไพบูลย์จึงแยกบ้านไป
ลำจวน บุนนาค ระบุว่า ปี 2502 ความทรมานด้วยโรคร้ายอย่างหนัก ไพบูลย์ต้องอาศัยยาเสพติด สุขภาพยิ่งทรุด เพื่อนฝูงหลีกหนี กระทั่ง “บังเละ” ต้องพาไปอดยาที่ถ้ำกระบอก แล้วกลับมาพักฟื้นอยู่ปทุมธานีเรื่อยมา จนกระทั่งแม่ตายนั่นแหละ จึงกลับมาอยู่บ้านคุณลำจวน ที่บ้านเลขที่ 550 ถนนพญาไท ปทุมวัน นครหลวง ดังเดิม
ลำจวน บุนนาค สรุปไว้ชัดเจนว่า ชีวิตไพบูลย์ บุตรขันนั้น “มีรายได้เท่าใดก็เป็นค่ายาค่ารักษาตัวไม่เหลือ” เรียกว่าตกยากตลอดกาล-ไม่ฮา
เพลงชุด สาโรช ศรีสำแล แต่งขึ้นมาในช่วงตกยากเป็นพิเศษนี้อย่างแน่นอน และน่าจะตรงกับภาพถ่ายที่ครูไพบูลย์นุ่งโสร่ง มีผ้าคลุมบังมือ ร่างกายผ่ายผอมแบบคนติดยา (คม ชัด ลึก เคยลงภาพนี้)
ทำไมต้องใช้นามแฝง นอกจากเหตุผลเรื่องลดค่าเพลง ผมคิดคาดเดาไปอีกว่า เป็นไปได้ไหมว่า ปกติครูไพบูลย์ร่วมงานใกล้ชิดครูมงคล อมาตยกุล โดยเฉพาะการป้อนเพลงให้ ทูล ทองใจ
โดยครูมงคลเป็นนายทุนเอง เพลงขายดิบขายดี ขณะที่สุรพลก็เป็นนายทุนทำแผ่นเสียงเอง กำลังเริ่มขายดีขึ้นมา เป็นต่างค่ายต่างวงดนตรีชั้นนำที่แข่งขันกันโดยปริยายอยู่แล้ว ครูไพบูลย์อาจจะเกรงใจครูมงคล ครูไพบูลย์เลยต้องใช้นามแฝง
วัฒน์ วรรลยางกูร



