
The Proposal มิใช่คาราเมล แต่เป็นช็อกโกแลต
นอกจากความรักจะเป็นเรื่องที่ อธิบายไม่ได้ ด้วยเหตุผลใดๆ แล้ว วิธีการพบกันของคนรัก หรือการได้รู้จักกันของ คู่ชีวิต นั้น บางทียังเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อ
เพื่อนสนิทคนหนึ่งของผม ได้แต่งงานเพราะดันไปลืมนาฬิกาทิ้งไว้ในห้องน้ำที่สนามบินนาริตะ ระหว่างเปลี่ยนเครื่องไปอเมริกา เจ้าหน้าที่ทางนั้นใช้เวลาเป็นเดือนกว่าจะติดต่อกลับมารับของคืน และเพื่อนก็พบรัก แต่งงานกับเจ้าหน้าที่สาวชาวอาทิตย์อุทัยในที่สุด
ฟังดูน้ำเน่ามั้ย แต่อันนี้น้ำเน่ากว่า
พี่สาวเพื่อนนักข่าวผู้หญิงใกล้ตัวคนหนึ่ง ถูกนายที่ทำงานเก่าใช้ให้ไปสัมภาษณ์นักธุรกิจชื่อดัง ถึงวันงาน เธอปวดท้องมาก พ่อพาไปหาหมอ และด้วยความกลัวเธอใช้น้องสาวไปสัมภาษณ์แทน (โดยให้อ่านคำถามไปตามกระดาษ ซึ่งเป็นวิธีการที่ผิด)
ตลกดี บ่ายวันนั้น นักธุรกิจคนนั้นก็ยุ่ง เลยให้รองหัวหน้ามาให้สัมภาษณ์แทน ตัวแทนหรือตัวสำรองก็เลยพบรักและแต่งงานกัน (ตอนนี้ลูกสองแล้ว)
ถ้าเอาสองเรื่องนี้ มาเป็นหลักแล้ว เรื่องของ มาร์กาเร็ต (แซนดร้า บูลล็อค) กับ แอนดรูว์ (ไรอัน เรย์โนลด์) ใน the proposal ก็เกือบจะจืดทันที (ในแง่ของการพบรัก)
ผมคิดว่าหนังรักตลกที่แสนจะธรรมดาเรื่องนี้ มีเรื่องที่ต้องชมจริงจังสองอย่างนะครับ (ทั้งๆ ที่ผมก็ไม่ได้ถึงกับชอบอะไร) อย่างแรกคือ แม้จะรู้ตัวในความเป็นธรรมดาของตัวเอง แต่ the proposal มันมองขาดว่า จะต้องมี “ฉากเด็ด” ที่ทำให้คนดูหัวเราะ (ฉากเด็กคือ ทำให้คนดูร้อง หัวเราะขี้แตกขี้แตน ไม่ใช่ฉากเมกเลิฟเร่าร้อน)
ฉากบนเตียงเคารพธงชาติ, ฉากชูน้องหมาแลกมือถือ และฉากวิตกกังวลของ มาร์กาเร็ต คือ ฉากเด็ด เหมือนที่ฉากสเปิร์มเปื้อนผม และฉากตะคอกหมา เป็นฉากเด็ดในหนัง there something about mary
พอหนังธรรมดาที่แสนจะธรรมดา สามารถขายฉากเด็ดได้ คนดูก็จะดูเอง และเกิดวัฒนธรรม word of mouth หรือพูดกันปากต่อปากแบบน้ำซึม
ที่บอกว่าคู่รักในหนังธรรมดา โธ่คุณ เจ้านายรักกับลูกน้องนี่ มีทุกออฟฟิศ มันพิเศษตรงไหน ? ทำงานใกล้กัน กลับบ้านด้วยกัน หรืออาจจะต้องดินเนอร์คุยเรื่องงานต่อ แต่นายอย่าง มาร์กาเร็ต ซึ่งดุเฮี้ยบและไม่มีหัวใจต่อลูกน้องนั้น ถ้าไม่มีเหตุการณ์ให้เธอต้องไปค้างแรมที่ไหนกับ แอนดรูว์ โอกาสจะพบรักกันแทบเป็นศูนย์
แต่หลายคู่เราก็รักกันแบบนี้ ไปทำงานด้วยกัน ลำบากด้วยกันก็เกิดความเห็นใจ และที่สำคัญเห็นแง่งามบางอย่างในตัวเขา เห็นด้านอ่อนโยนในความโฉ่งฉ่าง เห็นความงามในความหยาบกร้านทางคำพูด และเห็นด้านดีๆ ที่ไม่คิดว่าจะเห็น
มองผิวเผินและมองผ่านๆ the proposal ดูคล้าย there something about mary แต่มองแบบพิศๆ มองแบบพิจารณา นี่คือหนังที่เลียนแบบหนังสูตรรักจาก notting hill เต็มตัว โดยเฉพาะโครงสร้างและสูตรการเล่าเรื่อง (ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปแค่ดีเทลเท่านั้น)
เหมือนกันยังกับแกะ (แม้แต่ตอนจบเรื่อง)
หนังรักหนังดราม่านั้น จะต้องขายอารมณ์ ส่วนหนังตลก comedy นั้น จะต้องขายจังหวะ มุกแบบนี้มาตอนนี้ มุกแบบนั้นมานาทีนั้น นี่คือ สิ่งที่ the proposal คิดได้และทำได้
สิ่งที่อยากชมให้กำลังใจต่อค่ายหนังค่ายนี้ก็คือ แม้ว่าผมรู้สึกเฉยๆ กับตัวหนัง เนื่องจากดันเดาหนังออกหมดตลอดทาง (โดยไม่ใช่เทพอะไรทั้งสิ้น) และแม้ว่านี่คือ หนังที่แสนจะธรรมดา เป็นสินค้าที่ขึ้นห้างไม่ได้
แต่ทีมงานหนังรู้ว่า เมื่อมันสามารถมีหน้าหนัง มันก็สามารถปั้นหนังจากธรรมดา กลายเป็นหนังน่าจะดูได้ การปั้นหนังต่อไปเพื่อให้มีราคา เป็นสิ่งที่ค่ายหนังบ้านเรามองข้ามอยู่หลายครั้ง บางทีเห็นหนังมีแววหม่นหมองหน่อย ก็ทอดทิ้งทันที
The proposal เป็นหนังที่แนะนำเลย ไม่ว่าดูกับเพื่อนหรือกับคนรัก คุณก็จะหัวเราะแน่ๆ ผมไม่เอาตัวเองตัดสินหรอก เพราะถึงผมไม่ขำมาก ผมก็รู้ว่าคนอื่นๆ จะขำมากมาย
หนังขำๆ กับชีวิตขื่นๆ บางทีก็ทำให้เราได้เรียนรู้และเติบโตขึ้นว่า ชีวิตนั้นเป็นแบบหนึ่ง ขณะที่ความรักก็ต่างออกไป
บางวันชีวิต หวานเหมือนคาราเมล และบางคืน ความรักมีรสชาติแบบช็อกโกแลต (หวานบ้างขมบ้าง) แต่นี่คือชีวิตที่เราควรหวัง
แม้ว่าเราคงจะไม่ได้ลืม “นาฬิกา” ที่สนามบิน
หรือต้องไปสัมภาษณ์งานแทนพี่สาว-ก็ตาม
"นันทขว้าง สิรสุนทร"
[email protected]



