บันเทิง

พรมแดนของโลกมายา - 30 ปี จากเหมา ถึง โมสาร์ต

พรมแดนของโลกมายา - 30 ปี จากเหมา ถึง โมสาร์ต

18 ก.ย. 2552

อัลบั้มดีวีดีหนังสารคดี From Mao to Mozart : Isaac Stern in China โดย Murray Lerner

 เดือนมิถุนายน 1979 ไอแซ็ค สเติร์น ศิลปินดนตรีไวโอลินยอดฝีมือ พร้อมด้วยครอบครัว และเดวิด โกลับ นักเปียโนนักดนตรีชาวอเมริกัน เดินทางมาเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ในฐานะแขกรับเชิญของรัฐบาล ช่วงเวลานั้นเป็นเวลาเดียวกันกับประเทศจีนกำลังเปิดประเทศ หนังสารคดีชุดนี้ชนะเลิศรางวัลออสการ์มาแล้ว

 ใครที่เคยพลาดชมหรือโตไม่ทัน ควรหามาชม เพราะเหตุการณ์ในครั้งนั้นคือประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวด้านวัฒนธรรมของภาคประชาชน ที่มีผลกระทบต่อความเข้าใจและการปรับทัศนคติทางดนตรีระหว่างคนตะวันออกกับคนตะวันตก

 สารคดีชุดนี้สะท้อนภาพวิถีชีวิตการทำมาหากิน การเดินทางด้วยรถจักรยาน การแต่งกายเรียบๆ คล้ายกันหมด วงดนตรีพื้นบ้านเล่นเพลงของอเมริกัน Oh Susanna ในรูปแบบซิมโฟนี ออเคสตรา ไอแซ็ค เล่าว่า มาจีนครั้งนี้ไม่มีแผนจะทัวร์ แต่จะไปพบมืออาชีพในสาขาเดียวกัน คนแรกที่ได้พบคือ นายหลี้ ดี้ หลุน ผู้ควบคุมวงซิมโฟนี ออเคสตราแห่งชาติ เขาแนะนำนักไวโอลินให้ใช้คันชัก (Bow) และแนะเด็กหญิงให้ร้อง voice เขาบอกว่า ไวโอลินเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย เขาได้เข้าเยี่ยมชมเด็กซ้อมการแสดงงิ้ว มีดนตรีพื้นบ้านประกอบ เขานั่งมองการเล่นผีผา (Pipa) ด้วยความสนใจ การแสดงการเลียนเสียงรถไฟด้วยการร้อง การเล่นกายกรรม

 อิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกไปถึงนครเซี่ยงไฮ้แล้ว สังเกตได้จากเด็กหนุ่มคนหนึ่งพูดว่า เขาชอบเพลงคันทรี่ เขารู้จักจอห์น เดนเวอร์ ดอลลี่ พาร์ตัน ช่วงเวลานั้น แม้แต่เครื่องดนตรีเปียโนที่ติดตั้งในโรงก็ยังต่ำกว่าระดับมาตรฐาน ต้องเอารถทหารไปขนมาจากปักกิ่ง บุคคลที่น่าสนใจและถูกเน้นมากคือ ผู้อำนวยการสถาบันดนตรีของเมืองนี้ เขาเป็นนักไวโอลินและเป็นคนทำไวโอลิน สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ วิสัยทัศน์ของเขานับว่าก้าวหน้าที่สุด

 เขาเท้าความถึงภูมิหลังและวิพากษ์ทัศนคติด้านลบทางวัฒนธรรมหลังการปฏิวัติของจีนอย่างเป็นระบบ ณ ช่วงเวลานั้นประเทศจีนกำลังปรับตัวให้เข้ากับความเป็นไปของโลก ศึกษาดนตรีทุกรูปแบบเท่าที่จะทำได้ ภาพตัดไปที่การซ้อมดนตรีของเด็ก ไอแซ็คยังตั้งข้อสงสัยว่า เด็กในช่วงวัย 8, 9, 10, 11 มีการพัฒนาอยู่ในระดับมาตรฐาน แล้วเด็กที่โตกว่านี้หายไปไหนหมด

 ผู้อำนวยการเล่าย้อนและวิพากษ์ถึงการปฏิวัติวัฒนธรรมในช่วงปี 1966 ว่า เขาเองก็ประสบวิบากกรรมในครั้งนั้นด้วย พวกเรดการ์ดเคลื่อนไหวต่อต้านวัฒนธรรมตะวันตก ไม่เว้นบีโธเฟน หรือโมสาร์ต เครื่องดนตรีอย่างไวโอลินก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นของจักรวรรดินิยม เขาย้ำว่า นั่นคือลัทธิก่อการร้ายทางจิตใจ เขาหวังว่าสิ่งที่เคยเกิดขึ้นจะไม่อุบัติขึ้นอีก

 ไอแซ็ค สเติร์น กล่าวว่า ดนตรีไม่ใช่สีดำหรือสีขาว มันมีทุกสี ปราศจากดนตรีเราจะไม่มีชีวิต ฉากจบเด็กชายวัยประมาณ 10 ขวบ เล่นเชลโล่เดี่ยว เป็นไฮไลท์ เป็นภาพน่าประทับใจ ในภาคพิเศษหลังจาก 20 ปีผ่านไป ไอแซ็ค สเติร์น เดินทางไปปักกิ่งอีกครั้ง ครั้งนี้บ้านเมืองเจริญขึ้นผิดหูผิดตา เด็กๆ หลายคนก้าวหน้าขึ้นในวิชาชีพดนตรี บ้างเป็นอาจารย์ บ้างเป็นนักดนตรียอดฝีมือ โดยเฉพาะเด็กชายเชลโล่ หง หยิง โห อีกตอนหนึ่งชื่อว่า สุภาพบุรุษแห่งมหานครเซี่ยงไฮ้ ทำเรื่องประวัติของผู้อำนวยการสถาบันดนตรีเซี่ยงไฮ้และมากกว่านั้น...

"วีระศักดิ์ สุนทรศรี"