
คิดสวนทาง - ซีดีคงยังไม่สูญพันธุ์
ตั้งแต่อินเทอร์เน็ตเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในชีวิต โดยเฉพาะคนในสังคมเมืองที่ต้องพึ่งพาระบบสื่อสารหลากหลายรูปแบบ ทั้งเครื่องแฟกซ์ โทรศัพท์มือถือ อีเมล ฯลฯ ทั้งนี้เพราะมีชีวิตที่ต้องวิ่งแข่งกับเวลา วิถีในการดำเนินชีวิตก็เปลี่ยนไป
กลุ่มคนในสังคมที่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีลงมามีประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ต้องเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกวัน ทุกสิ่งทุกอย่างก็นำมาใส่ไว้ในคอมพ์ทั้งเรื่องส่วนตัว การศึกษา การงาน และที่สำคัญคือใช้เป็นประตูเปิดออกสู่โลกกว้างโดยผ่านทางอินเทอร์เน็ต การค้นคว้าข้อมูลอย่างไม่มีวันจบสิ้น สารพัดบริการที่มากับนวัตกรรมใหม่ที่มีผลทำให้พฤติกรรมในการบริโภคเปลี่ยนไป คนรุ่นนี้ไม่นิยมซื้อซีดีกันอีกต่อไป ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมและธุรกิจดนตรีโดยรวมเป็นเวลามากว่า 5 ปีแล้ว
คนในวงการธุรกิจดนตรีก็ต้องปรับกลยุทธ์กันจ้าละหวั่น เรียกว่าพลิกตำรากันไม่ทัน ทั้งในด้านการผลิตศิลปิน ในด้านการตลาด การโปรโมทศิลปิน และที่สำคัญด้านการคุ้มครองและการป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ กฎหมายลิขสิทธิ์ต้องปรับปรุงกันขนานใหญ่ เพื่อรับมือกับนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมาไม่เว้นแต่ละวัน และก็ยังคงวิ่งไล่ตามอยู่ไม่ทันสักที
โชคดีของวงการดนตรีที่ยังมีกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญที่ไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรม ทั้งที่เป็นพวกไม่ยอมเปลี่ยนหรือเป็นพวกวิ่งไล่ตามกระแสไม่ทันก็ตามที แต่ลูกค้ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีอำนาจการซื้อสูงมาก เนื่องจากกลายเป็นกลุ่มผู้ที่มีความมั่นคงในชีวิต ส่วนมากเป็นผู้อยู่ในระดับผู้บริหารหรือไม่ก็ เป็นเจ้าของกิจการ คือเป็นเสี่ยไปแล้ว นอกจากนี้กลุ่มนี้ยังเป็นกลุ่มที่มีความภักดี (loyalty)สูง เมื่อชอบรักศิลปินคนไหนแล้ว เคยรักอย่างไรตั้งแต่ตอนยังเป็นวัยรุ่ย ก็ยังรัก ยังชอบอยู่ไม่มีวันเสื่อมคลาย กลุ่มเป้าหมายที่ว่านี้คือพวกที่เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สองหรือที่เรียกว่า Baby Boomers พวกนี้จะเกิดหลังปี 1945 เป็นต้นมา ซึ่งปัจจุบันจะมีอายุประมาณ 64-65 ปี ลงไปถึงผู้ที่เกิดในปี 1960 ซึ่งจะมีอายุ
ประมาณ 50 ปีขึ้นไป กลุ่มนี้เป็นผู้ที่ผ่านการทำงานมาแล้วทั้งชีวิต ก่อร่างสร้างตัวมีฐานะและมีเงิน ของเล่นที่นิยม เช่น มอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษต่างๆ เรือใบ รถยนต์ กีตาร์รุ่นเพื่อการสะสมราคาเป็นแสน จนถึงเป็นล้านก็มีคนยอมซื้อ ของเก่าของหายากและก็มาถึงเพลงเก่าๆ ที่หายาก
ในปีนี้ค่ายใหญ่ๆ ในต่างประเทศก็จับทิศทางได้ เริ่มมีการรวบรวมผลงานเพลงเก่าที่ถือว่าเป็นงานชิ้นอมตะ มาทำการปรับปรุงเรื่องคุณภาพเสียง ปรับปรุงรูปลักษณ์ออกแบบหีบห่อบรรจุภัณท์กัน ใหม่ (Re-packaging) เพิ่มข้อมูลที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อน มาจัดทำเป็นรูปสารคดีเป็นดีวีดีขายรวมกันไปในคราวเดียวกัน ที่ศัพท์ทางการตลาดเรียกว่าเพิ่มมูลค่าให้แก่สินค้า
สรุปว่าขายได้แพงขึ้นโดย ไม่โดนต่อว่าๆขายแพง เพราะแต่ละชุดที่นำออกมาขายก็มีราคาหลายพันบาทถึงเป็นหมื่นบาท ราคาประมาณเท่านี้ไม่แพงเกินไปสำหรับฐานะของกลุ่มเป้าหมายเมื่อเทียบกับความสุขทางใจที่ได้รับ เพราะแต่ละคนก็พยายามเก็บรวบรวมกันอยู่แล้วแต่ครบบ้างไม่ครบบ้าง กระจัดกระจายไม่ได้อยู่ที่ เดียวกันเป็นหมวดเป็นหมู่ การที่มีคนมาทำให้แบบนี้นับว่าโดนใจ ถึงจะมีอยู่แล้วแต่ไม่ครบก็คงจะต้องยอมเสียเงินอีกที ก็อย่างที่บอกไว้ว่ามันเป็นความสุขทางใจ ถ้าไม่หาซื้อไว้เกิดของหมดหาซื้ออีกไม่ได้ก็ จะกลายเป็นความทุกข์ติดตัวไปจนตาย เวลาเจอเพื่อนเก่าก็ไม่กล้าให้ใครรู้ว่าตัวเองไม่ได้ซื้อไว้ เดี๋ยว เพื่อนจะหาว่าเป็นคนไม่เห็นคุณค่า กลายเป็นปมด้อยติดตัวไปอีก
ผมก็เป็นคนที่ถูกจัดให้อยู่ในพวก Baby Boomer นี่แหละครับ และอย่างที่เคยเขียนไว้ใน คอลัมน์นี้แล้วว่า สำหรับวงดนตรีคณะ The Beatles แล้วพวกเขาเป็นเหมือนญาติสนิท เป็นลูกพี่ที่ สอนให้เล่นกีตาร์ เป็นวีรบุรุษที่อยากเอาอย่าง ถึงเวลาจะผ่านเลยไปจนรู้ตัวแล้วว่าอีกสิบชาติก็คงเป็น ไม่ได้อย่างเขา แต่ความผูกพันที่มีอยู่ไม่เคยเจือจางลงเลย เมื่อเห็นป้ายโฆษณาว่ามีการรวบรวมผลงานของ The Beatles ใหม่ครบทุกอัลบั้มก็แอบเดิน เข้าไปอ่านรายละเอียด เมื่อเหลือบดูราคาแล้วก็ไม่ได้สูงเกินไปเพียงแต่ว่าสถานการเศรษฐกิจแบบ นี้ควรจะใช้เงินตั้งเกือบหมื่นเพื่อซื้อซีดีมาเก็บไว้เฉยๆหรือ อีกอย่างก็มีแล้วเกือบทุกชุดจะซื้อไปทำไม แต่ก็มีเสียงค้านขึ้นมาในสมองว่า “เฮ้ยมิกซ์ใหม่เป็นดิจิทัลนะ…มีดีวีดีด้วย…รวมเป็นบ๊อกเซตนะ ถ้าไม่ซื้อแล้วของเกิดหมดหาซื้ออีกไม่ได้ละ…ถ้าพวกมันซื้อกันหมดละ..” ผลสุดท้ายก็ต้องยอมเสีย เงินไปตามระเบียบ
ในปีนี้ไม่ทราบว่าเป็นข่าวดีหรือข่าวร้าย คือนอกจากบริษัทแอบเปิ้ลกับอีเอ็มไอจะรวบรวม ผลงานของ The Beatles โดยบริษัทวอเนอร์ มิวสิค(ประเทศไทย)เป็นผู้นำเข้ามาจำหน่ายแล้ว บริษัท ยูนิเวอร์แซล ก็จัดรวบรวมผลงานของ The Rolling Stones อีก14 อัลบั้มออกมาจำหน่ายอีกในไม่ช้า นอกจากนี้กลุ่มเป้าหมายก็ถูกขยายไปสู่กลุ่ม X-Gen คือกลุ่มรุ่นน้องลงมาสักสิบปี ซึ่งก็กำลังเป็นกลุ่มที่กำลังมีบทบาทอยู่ในวงการต่างๆ ในปัจจุบัน บริษัทโซนี่ก็รวบรวมผลงานของ Pearl Jam ออกมาล้วงเงินในกระเป๋าไปได้สบายๆ และก็คงต้องยอมจ่ายเพิ่มอีกเมื่อวง The Beastie Boys ที่กำลังทำงาน รวบรวมผลงานเพลงเก่าของเขา นำมามิกซ์เสียงใหม่ ทำปกใหม่ออกมาเสร็จ
อาดัม บล็อก (Adam Block) ผู้จัดการทั่วไปของบริษัท Legacy Recording ซึ่งเป็นบริษัทที่รับจัดการเรื่องการนำอัลบั้มเก่ามารวบรวม (re-issue) ของโซนี่ กล่าวว่า แฟนเพลงทั้งหลายไม่ได้ รักการฟังเพลงน้อยลงเลย การนำเสนอในรูปลักษณ์ใหม่ในระยะเวลาที่เหมาะสมมักจะได้รับการตอบ รับที่ดีเสมอ แต่หัวใจสำคัญของความสำเร็จเหล่านี้อยู่ที่คุณภาพเสียงที่ดีขึ้น
สรุปว่าซีดียังไม่ตายง่ายๆ แต่จะกลายเป็นสินค้าที่เจาะกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น คุณภาพเสียงดีขึ้น และราคาก็จะแพงขึ้นด้วย
"จิรพรรณ อังศวานนท์"



