บันเทิง

ยอดหญิงปันซู 40

ยอดหญิงปันซู 40
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

ปันซูยอมให้เว่ยอิงไปอยู่กับหลิวเซียนและตนเองยอมเลิกกับเว่ยอิง

ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 05.00 น. / 23.10 น. ทางช่อง NOW26

Ban shuLegend No.40

    เว่ยอิงพาหลิวเซียนมาถึงวังแล้วก็พาไปส่งให้กับแม่บุญธรรมของนางซึ่งก็คือนายหญิงฉาว
    “เซียนเอ๋อ”
    หลิวเซียนดีใจ “แม่บุญธรรม ฮ่ะแม่บุญธรรม แม่บุญธรรมฮ่ะ”
    “เซียนเอ๋อเจ้ากลับมาแล้วกลับมาก็ดีแล้ว”
    แต่อาการของหลิวเซียนก็ยังมีบ้างที่ผวาและยังกลัวอยู่ท่านป้าฉาวเอ่ยกับเว่ยอิงลำพัง
    “นางลำบากมามากแล้ว”
    “จากนี้ไปท่านช่วยดูแลนางด้วย”
    “ข้าต้องทำอยู่แล้วนางเป็นลูกสาวของข้าก่อนหน้านี้ที่พวกเจ้ายังไม่มา อาหมิงนำรับสั่งไทเฮามาบอกข้าไทเฮาทรงตรัสว่าเมื่ออาเซียนกลับมาแล้วเรื่องที่ผ่านมาจะไม่รื้อฟื้นอีกเพียงแต่ว่าอาเซียนห้ามใช้ฐานะที่เป็นองค์หญิงหรือฐานะอาจารย์เข้าไปสอนในวังอีกให้เป็นแค่คนธรรมดาดังนั้นให้นางแซ่ฉาวแล้วกัน”
    “เป็นแบบนี้ก็ดีถือว่าสมควรแล้วพวกเรากลับมาอย่างปลอดภัยก็ถือว่าเหมือนตายแล้วเกิดใหม่”
    “แล้วอาซูละนางจะทำยังไง”
    “ตอนนี้อาซูนางมีพี่ชายค่อยดูแลความจริงแล้วข้าก็ไม่รู้จะเผชิญหน้านางยังไง”
    “ฮ่ะ”ท่านป้าฉาวถอนหายใจ
    “อันที่จริงแล้วข้าควรจะอยู่ข้างๆ อาเซียนแต่ยิ่งใกล้นางเท่าไรอาซูก็จะยิ่งเสียใจที่จริงแล้วข้ากับอาซูมีสัญญากันไว้แล้ว”
    ท่านป้าฉาวสงสาร “ฮ่ะสวรรค์ทรงกลั่นแกล้ง”
    “นายหญิงฉาวไม่รู้ว่าควรทำยังไงท่านเป็นผู้ใหญ่ช่วยแนะนำข้าที”
    พอดีสาวใช้มาบอกว่าหลิวเซียนมีอาการผวา ทั้งสองรีบไปดู ก็เห็นหลิวเซียนหวาดผวาอย่างมาก
    “อ้าอ้าอย่าฆ่าข้า ฮ่ะอย่าฆ่าข้าฮ่ะ ย่าฆ่าข้า”
    “อาเซียน”
    หลิวเซียนหน้าตื่น “ไฟไหม้”
    “อาเซียน”
    “ไฟไหม้ ฮ่ะอาอิงอย่าให้เขาเผาข้าอย่าเผาข้านะฮ่ะ”
    ท่านป้าฉาวสั่งสาวใช้ “รีบเอาตะเกียงไฟออกไปต่อไปห้ามในนางเห็นไฟอีก”
    “ข้ากลัวมากกลัวพวกเขาจะมาจับข้าไปตีข้า เผาข้าอาอิงข้ากลัวมาก”
    “เจ้าวางใจได้ข้าอยู่นี่แล้ว”
    “หาข้ากลัวจะไม่ได้เจอเจ้าอีกเจ้ารับปากข้า อย่าหนีข้าไปอาอิง อย่าหนีข้าไป”
    “เอาละ ข้ารับปากอย่าร้องเจ้าไปพักที่ห้อง”
    เว่ยอิงพาหลิวเซียนไปพักที่ห้อง ก่อนออกมาหาท่านป้าฉาว
    “เมื่อเหตุการณ์เป็นแบบนี้ข้าไม่รู้จะช่วยเจ้ายังไงอาเซียนเป็นลูกบุญธรรมข้าอาซูก็เป็นลูกสาวคนเดียวของน้องชายไม่ว่าเจ้าจะเลือกใครข้าก็ไม่ตำหนิเจ้าเพียงแต่สุดท้ายเมื่อเจ้าเลือกแล้วจะต้องตัดสินใจให้เด็ดขาดอย่าได้ลังเลเจ้าคงจะไม่ทำร้ายผู้หญิงสองคนในเวลาเดียวกัน”
    “ขอรับ” เว่ยอิงรับคำเศร้าๆ ท่านป้าฉาวถอนหายใจสงสารเว่ยอิงมาก
    ปันหย่งกับปันซูกราบไหว้ท่านพ่อ
    ปันหย่งว่า “ท่านพ่อชาตินี้ลูกต้องทำความหวังของท่านให้เป็นจริงไม่ต้องถูกหลิวโค่วทำลาย”
    “ท่านแม่ปีหน้าข้าจะกลับบ้านเกิดเอาพวกท่านกลับมาต้าฮั่นพวกเราจะไม่ต้องจากกันอีกกว่าท่านพี่จะได้กลับมาทำไมต้องออกรบอีกล่ะ”
    ปันหย่งถอนหายใจ“ถ้าอยากให้ตะวันตกสงบจริงๆจะป้องกันอย่างเดียวไม่ได้ดังนั้นข้าจะทูลไทเฮาให้ทำการป้องกันดังเช่นที่ท่านพ่อเคยทำถึงจะเป็นทางออกให้เกิดควาสงบ”
    “ข้าจะไปด้วยท่านพี่ข้าอยากเห็นที่ที่พวกเขาพบกันครั้งแรก”
    “เจ้าไปได้เหรอ”
    “ถ้าเขาเลือกพี่เซียนแล้วข้าจะอยู่ที่นี่ไปทำไม”ปันหย่งถอนหายใจ 

ยอดหญิงปันซู 40
    ปันซูไปไหว้พระ อย่างเศร้าๆ
    “ที่ไหนมีรักที่นั่นยอมมีทุกข์ถ้าไม่อยากทุกข์ให้ห่างจากรัก”
    ปันซูเดินออกมา หลันจือที่มาเช่นกันเห็นก็เข้ามาทัก
    “เจ้ามาขอพรพระก็ไม่มีประโยชน์”
    “ฮ่ะไปที่ไหนก็เจอแต่เจ้า”
    “หลังกลับมาเจ้าคงได้ยินคำนินทาข้าว่างเลยมาที่นี่หลีกหนีผู้คน”
    “เจ้าตอนนี้ก็ดูมีความสุขดีหนิแต่ช่วงที่ผ่านมาคงนอนไม่หลับเช่นกัน”
    หลันจือว่า “จะนอนหลับได้ยังไงหรือว่าเวลานี้เจ้ายังหลับได้ถูกปฏิเสธการแต่งงานและก็เคยหย่าร้างนักเรียนหญิงพวกนั้นคงเกลียดข้าไม่ชอบข้าเสียใจแล้วจะทำไงได้ฮ่ะข้านะปลงแล้วถ้าคนเราทุกข์ใจคนอื่นก็ช่วยไม่ได้สุดท้ายเจ้าก็ต้องช่วยตัวเองคนอื่นบอกเหตุผลเป็นร้อย สุดท้ายก็คงทำได้แค่ต้องทน”
    “ทำไมเจ้าเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ถ้าจะสอนข้าก็ไม่ต้องอ้อมค้อมถูกต้องท่านพี่ศิษย์พี่เหยาและยังฮั่วเหิงก็คอยมาปลอบใจข้าแต่ใจข้าก็ยังเจ็บปวดอยู่ดีเหมือนดั่งพระท่านว่าไม่อยากทุกข์ต้องหลีกห่างจากรัก”
    หลันจือย้อนถาม “แต่ว่าเจ้าจะทิ้งเว่ยอิงได้เหรอ”
    ปันซูถอนหายใจ“ไม่ได้แต่ก็ไม่มีวิธีอื่น”
    “เมื่อก่อนอาจารย์ที่วัดแห่งนี้พูดถึงคำๆ หนึ่งที่น่าสนใจก็คือพรหมลิขิตคนเราก็เหมือนดาวบนท้องฟ้ามองเหมือนห่างไกล แต่ระหว่างกันมีเส้นที่มองไม่เห็นเส้นนั้นมีทั้งหยาบทั้งละเอียดมันก็คือพรหมลิขิตเป็นเพราะมีเส้นนี้อยู่ทำให้คนสองคนที่ไม่รู้จักกันอยู่ห่างไกลกันได้มาพบกันและรักกันมันบางมากขาดได้ง่ายดังนั้นคนสองคนไม่ได้อยู่ด้วยกันพวกเจ้าอาจจะเป็นแบบนี้ก็ได้”
    “ไม่มีวาสนา แล้วเจ้ากับเติ้งจื้อล่ะมีวาสนาไหมจะได้อยู่ด้วยกันไหมข้าไม่อยู่ในวังมาซักพักได้ยินคนอื่นพูดว่าเจ้ากับเขาสนิทกันมากขึ้น”
    หลันจือเขินนิดๆ “เจ้าพูดถึงเขาทำไม”
    “จริงๆแล้วเจ้ายังชอบเขาอยู่เจ้าน่ะหลอกข้าไม่ได้หรอก”
    “ชอบเขาแล้วยังไงเขาชอบทำร้ายจิตใจข้าแม้ข้าจะตำหนิตัวเองแต่ข้าก็ยอมรับเขาไม่ได้เขาเหยียบย่ำข้ามากขนาดนี้แล้วก็มาช่วยข้าข้าก็มีศักดิ์ศรีพอไม่อยากให้ใครมาสงสาร”
    “เจ้าอ่า”
    “เอาล่ะเรื่องของข้าเจ้าไม่ต้องสนใจถ้าเจ้ามีเวลาว่างก็เอาเวลาไปคิดเรื่องหลิวเซียนกับเว่ยอิงจะดีกว่า”
    “ฮ่ะข้ารู้ดีว่าสู้พี่เซียนได้เลยแต่ว่าไม่อยากบังคับให้เขาเลือก”
    “เจ้าไม่บังคับเขาก็ต้องเลือกอยู่ดี”ปันซูถอนหายใจ
    เพ่ยหวนเข้ามาหาทั้งสอง “คุณหนูอาจารย์โค่วไทเฮามีรับสั่งให้พวกท่านเข้าเฝ้ามีเรื่องด่วนจะปรึกษา”

ยอดหญิงปันซู 40
    ปันซูกับหลันจือเข้าเฝ้าไทเฮาทันที ไทเฮาตรัสถาม
    “ปันซูแผลเจ้ายังไม่หายดีข้าไม่ควรเรียกเจ้ามาแต่ครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่จริงๆดังนั้นที่เรียกพวกเจ้ามาจะได้ปรึกษากัน”
    “ขอบพระทัยไทเฮาไม่ทราบว่ามีเรื่องอันใดทรงรับสั่งได้เลยเพคะ”
    “พี่ชายของเจ้าครั้งนี้มีความดีความชอบมากที่ปราบหลิวโค่วได้อย่างดีทุกคนคงทราบเรื่องดีเมื่อเจ้ากลับมาโหลวหลันจะส่งราชทูตมาพบราชทูตก็ไม่ใช่คนธรรมดาพวกเขาก็คือองค์ชายและองค์หญิงของโหลวหลัน”
    หลันจือแปลกใจ “องค์หญิงเป็นราชทูตได้หรือเพคะ”
    “ถูกต้องตอนที่ข้าได้รับสาสน์ครั้งแรกก็ตกใจอยู่โหลวหลันเป็นเขตที่สำคัญหลายปีที่ผ่านมาพวกเขาเข้าร่วมกับทางฝ่ายเหนือแต่ก็ไม่ได้สนใจต้าฮั่นของเรานี่เป็นครั้งแรกที่ส่งราชทูตมาเยือนถ้าเราสามารถทำสัญญากับพวกเขาได้จะทำให้เรามั่นคงยิ่งขึ้น”
    “ไทเฮาทรงตรัสถูกเพคะโหลวหลันเป็นเมืองที่การเดินทางสะดวกมากเป็นเมืองที่ใหญ่มากทีเดียวถ้าเราจะสร้างกรงป้องกันโหลวหลันเป็นที่ที่ดีที่สุด”
    “ปันซู เจ้าพูดภาษาฮั่นได้แม่ของเจ้าก็เป็นองค์หญิงให้เจ้าเป็นคนคอยดูแลต้อนรับองค์หญิงก็แล้วกัน”ปันซูยิ้ม“หลันจือ เจ้าชำนาญธรรมเนียมดังนั้นหน้าที่เจ้าคือคอยช่วยเหลือปันซูข้าจำได้ตอนนั้นเจ้าบอกว่านักเรียนในราชสำนัก มีความสามารถมากเป็นขุนนางหญิงได้ให้เจ้าเลือกนักเรียนเพื่อจะได้เรียนรู้ไปด้วยสรุปก็คือต้องทำให้องค์หญิงและองค์ชายของโหลวหลันยอมรับเราให้ได้”
    “เพคะ”ทั้งสองน้อมรับคำสั่ง
    ปันซูทูลต่อ “พระองค์ให้ใต้เท้าคนไหนคอยต้อนรับองค์ชายหรือเพคะหม่อนฉันและอาจารย์โค่วจะได้ไปปรึกษาเพื่อจะได้เตรียมการถูก”
    “ท่านแม่ทัพใหญ่ ปันซูเจ้ายังไม่ค่อยแข็งแรงควรจะพักผ่อนดีกว่าเรื่องนี้ให้หลันจือไปทำ”
    “เพคะ”หลันจือยิ้ม 
    พอออกจากเฝ้าไทเฮา ปันซูหัวเราะลั่นมองหลันจือยิ้มๆ
    “ห้ามหัวเราะเจ้าได้ยินไหมห้ามหัวเราะ” หลันจือเขิน
    “เอาล่ะ ๆไม่หัวเราะก็ได้อาจารย์โค่วท่านไปปรึกษากับแม่ทัพเติ้งเถอะไทเฮาบอกว่าข้ายังไม่แข็งแรงต้องพักผ่อนดังนั้นต้องรบกวนท่านแล้วล่ะ”
    หลันจือรู้ว่าปันซูแซว “เจ้า”
    “ข้าไปละ”
    “ปันซูกลับมานะ”
    “อาจารย์โค่วท่านเป็นอาจารย์อันดับหนึ่งในเมืองรักษาภาพพจน์หน่อยสิ” ปันซูเดินหนีไป
    “ห๊ะเจ้าจะไปไหน”
    “ไทเฮาบอกให้เลือกนักเรียนไม่ได้เข้าวังนานแล้วจะไปดูหน่อยว่าพวกเขาเป็นไงบ้างไปละฮึ่”
    ปันซูเดินมาหาเด็กๆ ด้วยความดีใจ คิดในใจว่า
    “คิดไม่ถึงว่าข้าจะยังมีชีวิตกลับมาได้”
    พวกบัณฑิตทั้งชายหญิงเห็นปันซูมาก็ดีใจ พากันวิ่งเข้ามาหา
    “อาจาย์อาจารย์ปันอาจารย์ปันกลับมาแล้วอาจารย์ปันกลับมาแล้ว”
    “อาจารย์ท่านกลับมาแล้ว”
    “ท่านบาดเจ็บนิเจ็บมากหรือเปล่า”
    เหวินซีทัก “อาจารย์ทำไมท่านผอมลงไปเยอะเลยพวกเราอยากจะไปรับท่านแต่อาจารย์โค่วเลือกอาหลิงไป”
    หลี่หย่งถาม “อาจารย์เมื่อไรท่านจะกลับมาสอนพวกเรารออาจารย์อยู่นะอาจารย์โค่วสอนน่าเบื่อจะตาย”
    “ไม่ต้องรีบร้อนไม่ต้องรีบข้ากลับมาแล้วนี่ไง” ปันซูยิ้ม
    “อาจารย์ปันกลับมาสอนพวกเราเร็ว”
    หลิวเอี้ยนแทรก“เราไปกันตอนนี้เลยดีมั๊ย”
    “ก็ได้”
    อาซิ่วเห็นเว่ยอิงก็บอกหลิวเอี้ยน ทุกคนเลยรีบบอกว่าลืมของแล้วพากันแยกตัวออกจากปันซูไป

ยอดหญิงปันซู 40
    เว่ยอิงเข้ามาหาปันซู เขาทักปันซูก่อน
    “ไม่เจอกันนาน”
    “พี่เซียนดีขึ้นรึยัง”ปันซูถาม
    “นางยังเหมือนเดิม บางทีก็ดีบางทีก็อาละวาดมีสิ่งไหนมากระทบก็เอาแต่ร้องไห้ข้าเข้าวังมาก็จะมาเชิญอาจารย์หมอในวังให้ไปดูอาการนางไม่รู้ว่าถ้าฝังเข็มนางจะดีขึ้นบ้างรึเปล่า”
    “ที่บ้านข้ามียาดีมากได้ยินว่าช่วยได้ดีแล้วเดี๋ยวข้าจะให้คนเอาไปให้ท่าน”
    “อื้มดีขอบใจมากพี่เจ้าบอกข้าว่าก่อนที่ข้ายังไม่ได้ตัดสินใจห้ามข้ามาหาเจ้าแต่ข้าบังคับตัวเองไม่ได้พอเข้าวังมาก็กลับมาในที่เดิมๆไม่คิดว่าจะได้เจอเจ้าอาซูเจ้าคิดถึงข้าหรือเปล่า”
    “คิดถึงทั้งกลางวันกลางคืนแม้แต่ในฝันก็ยังคิด”
    “ข้าก็คิดถึงเจ้าแต่ข้ารู้ดีว่าไม่มีสิทธ์ไม่มีสิทธ์คิดถึงเจ้าแต่ว่าอาซูเจ้าให้เวลาข้าหน่อยนะรอให้อาเซียนดีขึ้นกว่านี้ข้าจะบอกกับนางเรื่องของเราแล้วเราสองคนก็...”
    ปันซูตัดบท “ไม่ ไม่ท่านห้ามพูดตอนนี้พี่เซียนอาการแย่มากถ้าเจ้าบอกไป เหมือนฆ่านางให้ตาย”
    “ถ้าไม่บอกแล้วจะทำยังไง”
    “แล้วท่านจะบอกนางยังไงนางโดนหลิวโค่วย่ำยีแล้วบอกว่าชายที่รักของนางตอนนี้ไปชอบคนอื่นงั้นเหรอ เว่ยอิงข้ารู้ดีกว่าทุกคนข้ารักท่านมาก แต่ว่าท่านเป็นที่พึ่งเดียวของนาง”
    เว่ยอิงอึ้ง “ข้า”
    “และตอนนั้นท่านก็รับปากข้าแล้วว่าต่อไปท่านกับพี่เซียนจะอยู่ด้วยกันจนแก่เถ้า”
    เว่ยอิงอึกอัก “อาซู”
    ปันซูสวน“เจ้ารับปากแล้วเจ้าลืมแล้วหรือ”
    “ทำอย่างนี้ไม่ได้นะตอนนั้นที่ค่ายเจ้ารับปากข้าเหมือนกันจะแต่งงานกับข้า”
    ปันซูร้องไห้“ฮ่ะเป็นผู้หญิงพูดแล้วคืนคำได้แต่เจ้าเป็นลูกผู้ชายพูดแล้วห้ามคืนคำเว่ยอิงรับปากข้าแล้วห้ามผิดสัญญาไม่เช่นนั้นข้าจะเกลียดท่านที่ข้าพูดกับท่านวันนั้นลืมมันซะต่อไปเจ้าดูแลพี่เซียนให้ดี”
    “ไม่ได้ฮ่ะ” เว่ยอิงสะอื้น“ข้าไม่ให้เจ้าไป”
    “เจ้าบ้าแล้วไม่เข้าใจหรือไงระหว่างเรามันจบแล้ว”
    “ฮ่ะอาซูเจ้ารอข้าไม่ได้เหรอมากสุดก็ครึ่งปีไม่สามเดือนหนึ่งเดือนอาเซียนนางจะค่อยๆดีขึ้นนางเข้มแข็งจิตใจดีงามนางจะต้องเข้าใจพวกเรา”
    “ท่านไม่เข้าใจหรือไงไม่ว่านางจะเข้มแข็งแค่ไหนดีมากเท่าไรมันก็ไม่ใช่เหตุที่ท่านจะทำร้ายนางได้นางเป็นแบบนี้ข้าก็เป็นแบบนี้อย่าบังคับข้าเลยข้าไม่ใช่คนดีเมื่อกี้ที่พูดไปข้าก็พยายามมากที่สุดแล้ว” ปันซูสะอื้น
    ทั้งสองต่างร้องไห้ จนจูติงเข้าเฝ้ามาหาปันซู 
    “ฝ่าบาทมีรับสั่งให้อาจารย์ปันเข้าเฝ้า”
    “ฮ่ะทราบแล้วเว่ยอิงท่านดูแลตัวเองให้ดีและพี่เซียนด้วย”
    ปันซูเข้าไปพบฮ่องเต้กับเหล่าบัณฑิต
    ฮ่องเต้ทัก “หาอาจารย์”
    “ถวายพระพรฝ่าบาทไม่ทราบทรงหาหม่อมฉันด้วยเรื่องใด”
    “ไม่มีอะไรพวกเขาเห็นท่านและอาจารย์เว่ยดูท่าไม่ค่อยดีข้าจึงคิดวิธีให้ท่านได้แล้ว”
    หลิวเอี้ยนถาม “เขาโกรธท่านรึเปล่าเป็นเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นนอกเมืองใช่ไหมเขาบอกว่าท่านทำผิดเหรอ”
    “หรือว่าเป็นเรื่องที่แม่ทัพเติ้งขอท่านแต่งงานเขารู้เลยโกรธ”
    ฮ่องเต้ต่อ “อาจารย์เกิดอะไรขึ้นกันแน่ท่านพูดมาข้าเป็นฮ่องเต้ข้าจะจัดการให้เอง”
    “เขาไม่ได้ทำอะไรข้าพวกเราสองคนเลิกกันแล้ว” ทุกคนตกใจถามว่าทำไม
    มีอาหลิงที่ว่า “ดีล่ะไม่คิดเลยว่าเขาจะเป็นคนไม่มีหัวใจข้ารู้แล้วเป็นเพราะอาจารย์หลิวแน่เลยวันนั้นข้าเห็นเขาประคองนางกลับมาด้วย”
    “อาจารย์หลิวกลับมาแล้วเหรอ”
    “ใช่นางกลับมาแล้วไม่เชื่อถามจูติงสิ”
    “ถูกต้องข้าก็เห็นแย่งอาจารย์เว่ยไปจากอาจารย์ปันนางเป็นมารร้าย”
    ฮ่องเต้เข้าใจ “อ๋อข้านึกออกแล้วคนที่แอบหนีไปไม่สำเร็จสุดท้ายก็ตายไม่ไม่ไม่สุดท้ายไม่ตายคือองค์หญิงฝู๋เหวียนอาจาย์ท่านไม่ต้องกังวลข้าจะไปเฝ้าเสด็จแม่”
    “เอ๊ะฝ่าบาทช้าก่อนหยุดก่อนพวกเจ้าเป็นห่วงข้าข้าซาบซึ้งและดีใจมากแต่ว่าอาจารย์หลิวไม่ผิดอาจารย์เว่ยก็ไม่ผิดจะผิดก็ผิดที่ข้าไม่ดีเองพบกับเขาเร็วกว่านี้ก็คงดีฝ่าบาทถ้าตอนนั้นประเทศของเราเข้มแข็งพอเรื่องอย่างนี้ก็คงไม่เกิดขึ้นอาจารย์หลิวและอาจารย์เว่ยก็ไม่ถูกแยกจากกันและคงไม่เกิดเหตุการณ์ดังเช่นวันนี้ดังนั้นถ้าทรงอยากช่วยหม่อมฉันจริงๆต่อไปนี้หม่อมฉันขอให้ฝ่าบาทเป็นฮ่องเต้ที่ยิ่งใหญ่เป็นราชาที่ดีและนับจากนี้ไปอย่าให้มีหญิงคนใดที่ต้องจากบ้านเมืองของตนเองเพื่อไปแต่งงานอีกเลย”
    “ข้ารับปากท่านข้าสาบานว่าจะเป็นฮ่องเต้ที่ดีไม่ให้ใครไปแต่งงานเพื่อประเทศชาติอีก”
    “ขอบพระทัยฝ่าบาทอาจารย์หลิวอยู่ข้างนอกลำบากมามากอีกอย่างนางก็เป็นพี่สาวข้าดังนั้นไม่ว่านางและอาจารย์เว่ยจะเป็นอย่างไรข้าของร้องอย่าได้ไปรบกวนนางได้ไหม”
    หลายคนพยักหน้า “อืม”
    เหวินซีว่า “อาจารย์ท่านกับอาจารย์เว่ยเลิกกันก็ดีถ้างั้นท่านแต่งกับท่านลุงของข้าข้าอยากได้ท่านเป็นป้าสะใภ้”
    หลิวเอี้ยนดุ “เหวินซีเจ้ามีสมองหรือเปล่าไม่เห็นเหรอว่าหลายวันมานี้ท่านแม่ทัพกับอาจารย์โค่วอยู่ด้วยกัน”
    “อยู่ด้วยกันมาตั้งหลายปีไม่เห็นแต่งกันซะทีถ้าแต่งคงแต่งนานแล้ว”
    “ข้ามีน้าคนหนึ่งเขาเก่งทั้งบุนและบู้หน้าตาก็หล่ออาจารย์ถ้าอย่างนั้นมาเป็นอาสะใภ้ข้าดีกว่า” หลายคนหัวเราะ
    อาหลิงแทรก“พวกเจ้าเลิกพูดได้แล้วใครบอกว่าอาจารย์อยากแต่งงานกันข้าว่า ท่านไปเป็นแม่ทัพหญิงข้าจะเป็นผู้ช่วยท่านพวกเราร่วมมือกันไปฆ่าหลิวโค่วดีกว่า”
    ปันซูอึ้ง จูติงเห็นด้วย คนอื่นก็พลอยเห็นด้วย “ข้าไปด้วยพวกเราไปกันหมดนี่เลย”
    “เอาล่ะ ๆเอาล่ะไปกันใหญ่แล้วอ้อใช่สิองค์ไทเฮาทรงรับสั่งว่าจะมีทูตมาจากโหลวหลันคือองค์ชายและองค์หญิงที่เป็นทูตหลักและรองไทเฮาให้ข้าเลือกคนมาช่วยต้อนรับครั้งนี้ด้วยเป็นโอกาสที่พวกเจ้าจะได้แสดงฝีมืออย่าทำขายหน้าต่อทูตของโหลวหลันเรื่องในครั้งนี้มีความสัมพันธ์ต่อบ้านเมืองของเรา”
    “ข้าไป ข้าไปให้ข้าไป ให้ข้าไปให้ข้าไปเถอะอาจารย์”
    อาซิ่วเห็นโค่วเฟิงก็ทัก “เจ้าทำอะไรทำไมไม่เข้าไปล่ะ”
    “ข้าไม่กล้าเข้าไปคิดถึงเรื่องตอนนั้นที่ข้าทำร้ายอาจารย์ปันข้าก็…”
    “โธ่เอ๊ยเจ้าต้องกล้าหาญหน่อยสิไปรับผิดอาจารย์ไม่โกรธแล้วนางเป็นอาจารย์ของพวกเรานะ”
    “ข้าไม่เหมือนเจ้าข้าติดค้างนางถ้าไม่เพราะนางชีวิตข้าคงโดนหมาป่ากัดตายไปแล้ว”
    “ถ้าละอายใจก็หาวิธีตอบแทนสิดีกว่ามายืนดูอยู่แบบนี้” อาซิ่ววิ่งเข้าไป “อาจารย์ข้าจะไปด้วยฮึ่”
    เว่ยอิงเครียดมาก จนกระอักเลือดขณะที่จะไปหาหลิวเซียน จนหมดสติไปฮั่วเหิงให้หมอมาดูอากาศ พอออกมาก็บ่นกับเหยาเจียน
    “คิดมากทำให้กะอักเลือดทำไมถึงเป็นอย่างนี้ไปได้”
    “วันนี้ข้าไปในโรงเรียนได้ยินอาหลิงพูดว่า เกิดเรื่องขึ้นอาซูและเว่ยอิงเข้ามาที่วังพวกเขาสองคนคุยกันอยู่พักใหญ่ตอนหลังอาซูบอกกับนักเรียนว่านางเลิกกับเว่ยอิงแล้ว”
    “ว่าแล้วเรื่องจะต้องเป็นแบบนี้แต่ไม่คิดว่าจะมาถึงเร็วขนาดนี้เรื่องมาถึงขนาดนี้พวกเราก็ไม่รู้จะช่วยยังไง”
    “อาซูคงจะทุกข์ใจยิ่งกว่าเว่ยอิงนางเป็นศิษย์น้องข้าพี่เซียนก็เป็นศิษย์พี่ของข้าฮ่ะ”
    “ฮ่ะอาเจียนเราแต่งงานกันดีกว่า”
    เหยาเจียนเหวอ “หา”
    “ข้าเห็นพวกเขาสามคนทรมานโชคดีที่เราไม่ได้เป็นแบบนั้นเวลาอีกยาวไกลพวกเราแต่งกันก่อนก็ได้ห๊ะไม่ว่าจะบ้านข้าหรือบ้านเจ้าจะมีญาติหรือไม่ก็ตามพรุ่งนี้ข้าจะไปหาเติ้งจื้อให้เขาช่วยสู่ขอเจ้า เอ๋ใช่สิทำไมก่อนหน้านี้ข้าถึงไม่คิดเรื่องนี้นะบ้านข้ามีปลวกเยอะไปหมดเป็นโอกาสที่ดีจะได้ทำใหม่แค่เราแต่งงานกันข้าไปอยู่ที่บ้านเจ้าก็ได้ดีไหมละอาเจียน”
    เหยาเจียนเรียก “ฮั่วเหิง”
    “หา”
    “ในใจเจ้ามีข้าคนเดียวจริงเหรอ”
    “แน่นอนสิ”
    “แต่ว่าวันนั้นข้าไปหาเจ้าได้ยินเจ้าเพ้อว่าขอโทษไทเฮา”
    “ฮ่ายข้าพูดขอโทษนั่นเป็นเพราะพี่ชายข้าฮั่วหวนชอบประจบไทเฮาและพูดในเรื่องที่ไม่ควรพูดแล้วก็วางใจเถอะข้าเอาชีวิตข้าเป็นประกันข้ารักเจ้าเพียงคนเดียวเจ้าอย่าไปฟังคนอื่นพูดเจ้าคิดดูนะถ้าข้าคิดกับไทเฮาเป็นอื่นยังกล้าฝันเรียกชื่อไทเฮาเติ้งจื้อคงไม่ปล่อยข้าแน่อาเจียนเจ้าเชื่อข้าเถอะหา”
    “ฮึ่เอาละข้าเชื่อเจ้า”
    “จริงเหรอ”
    “เพียงแค่เจ้าพูดไม่ว่าเรื่องเป็นอย่างไรข้าเชื่อเจ้าหมด”
    “อาเจียนข้าพูดจริง”
    “ไม่ต้องพูดแล้วเมื่อก่อนเรื่องมันจะเป็นอย่างไรฮั่วเหิงข้ายินดีแต่งกับเจ้า”ฮั่วเหิงยิ้ม“เพราะว่าจากนี้ต่อไปไม่ว่าจะทุกข์ใจเสียใจหรือว่าดีใจในเจ้าของเจ้าจะต้องมีข้าคนเดียวเจ้าทำได้หรือเปล่า”
    “ข้าทำได้แน่นอนแค่ยอมแต่งกับข้าอะไรข้าก็ยอมรับปากแล้วนะ” เหยาเจียนพยักหน้า “รับปากข้าแล้วนะ”
    เหยาเจียนทำเสียง “อืม” 
    ฮั่วเหิงกับเหยาเจียนหัวเราะ “ต่อไปนี้ข้ามีเมียแล้วตั้งแต่วันนี้ไปถุงเท้าข้าก็ไม่ต้องซักเสื้อผ้าก็ไม่ต้องซักแล้วแต่ว่าเคราข้าต้องเจ็ดวันโกนครั้งไม่งั้นข้าดูหล่ออย่างนี้ถ้ามีหญิงอื่นมาชอบเจ้าคงจะโกรธข้าฮึ่ใช่แล้วต่อไปถ้ามีหญิงอื่นมาชอบข้าละก็ไม่เกี่ยวกับข้านะ”
    “จะไม่เกี่ยวกับเจ้าได้อย่างไรถ้ามีคนกล้ามาชอบเจ้าข้าจะจัดการเจ้าก่อน”
    ฮั่วเหิงทำหน้าเสียว “หึ๋ยหึ๋ยหึ๋ย”
    เหยาเจียนทำท่า ฮั่วเหิงสวน“เจ้าไม่รู้สินะข้านะรู้ทันเจ้าหมดแล้วทำอะไรข้าไม่ได้หรอก ฮ่ะๆ”
    “นี่ เจ้าหยุดนะ ฮ่ะๆ”ฮั่วเหิงหัวเราะ “ฮ่ะคนบ้า” ทั้งสองคนหัวเราะ 
    หลิวเซียนเข้ามา “ได้ยินว่าอาอิงกระอักเลือดเกิดไรขึ้นเขาเป็นไงบ้าง”
    ฮั่วเหิงว่า “อาเซียนเจ้าใจเย็นก่อนเขาแค่โรคเก่ากำเริบ”
    หลิวเซียนงง “โรคเก่ากำเริบ”

ยอดหญิงปันซู 40
    เหยาเจียนพาหลิวเซียนเข้ามาดูเว่ยอิงที่หลับอยู่
    “ศิษย์พี่ศิษย์พี่เว่ยเพิ่งนอนหลับไป”
    “เจ้าวางใจได้ข้าไม่กวนหรอกเจ้าไปก่อนเถอะข้าจะดูแลเขาเอง”
    “ได้ท่านระวังด้วยถ้ามีเรื่องอะไรให้ไปหาชางเหวียน”
    “ตกลง”
    หลิวเซียนมองเว่ยอิงแล้วในหัวกับมีภาพหนานกับลูก จนหลิวเซียนปวดหัว พอดีกับเว่ยอิงขยับตัว หลิวเซียนถาม
    “เจ้าเป็นไรหรือเปล่า”
    เว่ยอิงเพ้อ “อาซูอาซูเจ้าอย่าไปอย่าไปอย่าไป”
    หลิวเซียนอึ้งไปนิด “อาซู”
    เว่ยอิงยังเพ้อไม่ได้สติ “ฮ่ะๆ ๆ อย่าจากข้าไปอาซูฮ่ะ ๆอาซูอาซูอาซูอาซู”

    เวลานั้นปันซูอยู่กับเติ้ง เขาชวนดื่ม
    “มาดื่มพวกเรามาเมากันเถอะ”
    “เจ้ามองข้าทำไมข้าไม่ได้เป็นอะไรซะหน่อย”
    “เจ้าอย่ามาปากแข็งเลยเหวินซีบอกข้าหมดแล้วเว่ยอิงมันเลวจริงๆ”
    “เจ้าว่าเขาอย่างนั้นเขาไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อย”
    “ห๊ะเขาไม่ได้ทำอะไรผิดงั้นเหรอข้าเกลียดคนแบบนี้ที่สุดรู้ว่าใจตัวเองเปลี่ยนไปแล้วแต่ทำเป็นทำใจไม่ได้ที่จะเลือกใครจนทำให้เจ้าเองนั่นและ ที่ต้องบังคับให้เขายอมเลิกเสียเองเจ้าอย่าคิดนะว่าเจ้าเก่งเจ้าควรจะเล่าความจริงทั้งหมดให้หลิวเซียนฟังได้แล้ว”
    “จะบอกนางได้ยังไงพี่เซียนทรมานมามากแล้วคงจะรับไม่ได้”
    “ตอนนี้ทำไมเจ้าถึงได้เหมือนกับโค่วหลันจือเจ้านะเคยเก่งกาจแต่ตอนนี้กลับไม่กล้า”
    “ข้า”
    เติ้งสวนต่อ“กลัวนางจะรับไม่ไหวคนที่ถูกเลือกให้ไปแต่งงานแต่กลับแอบหนีไปจะเป็นคนดีได้อย่างไร”
    “อึ่เจ้าอย่าพูดเลยจะรู้อะไรนางเป็นพี่ข้าเป็นศิษย์พี่ข้าเห็นแก่หน้าของท่านป้า ข้าไม่อาจทำเพื่อตัวเองแล้วทำร้ายนาง”
    “จ่ะเจ้านะคิดถึงแต่คนอื่นจนตัวเองเป็นทุกข์อ่ะเอาอย่างนี้ในเมื่อเจ้าก็เลิกกับเขาแล้วงั้นแต่งกับข้าพรุ่งนี้ข้าจะกราบทูลไทเฮาจะได้แต่งก่อนสองคนนั้นแล้วจะได้มีลูกชายให้เขาช้ำใจตายไปเลย”
    “เติ้งจื้ออ่าขอบคุณที่ปลอบใจข้าเจ้าจะให้ข้าบอกกี่ครั้งในใจข้าสำหรับท่านแล้วเป็นแค่พี่น้องพี่ชายที่ดีเพียงแค่ข้าคิดว่าจะมีลูกกับท่านข้าก็ข้าข้าดื่มเหล้าดีกว่าอึ่ฮ่ะ”
    “ฮ่าย...เจ้าจะจริงจังอะไรข้าก็แค่พูดไปเจ้าจะตายหรือไงล่ะ”
    “ถ้าแน่จริงเจ้าลองพูดเหมือนเมื่อกี้ต่อหน้าโค่วหลันจือดูสิ”
    “พูดถึงนางทำไม”
    “นี่ขอถามหน่อยท่านกับนางเป็นยังไงบ้างท่านเริ่มชอบนางเข้าแล้วใช่มั้ย”
    เติ้งรีบปฏิเสธ “ไม่ใช่”
    “ไม่ต้องมาโกหก”
    “จ่ะ เมื่อก่อนข้าก็ไม่เคยชอบนางเจ้าจะบอกว่าข้าเริ่มชอบนางได้ยังไงกัน”
    “อ้อ..แบบนี้นี่เองงั้นตอนนี้ท่านชอบนางหรือเปล่า”
    “ที่จริงแล้วก็ไม่ได้ชอบนางหรอกข้าแค่รู้สึกว่านางถูกคนอื่นรังแกดูน่าสงสารตอนนี้นางก็ไม่ได้อ่อนหวานนอบน้อมเหมือนก่อนแต่กลับดุน่ากลัวมากขึ้นดูไม่ค่อยชอบขี้หน้าข้าข้ารู้สึกว่ามันน่ารักดีฮ่ะๆ”
    ปันซูยิ้ม “ที่แท้ก็ชอบโดนด่าใช่มั๊ยมิน่าละเจ้าถึงได้ตามข้าอยู่ได้เพราะข้าจับเจ้ามัดไว้นี่เอง”
    “เจ้าควรจะเสียใจไม่ใช่หรือเจ้าเพิ่งถูกว่าที่เจ้าบ่าวทิ้งนะอย่าทำเหมือนมีความสุขมากได้หรือเปล่า”
    “เสียใจใครว่าข้าไม่เสียใจในทุกคืนเมื่อข้าคิดถึงเขาข้าร้องไห้แล้วยังใช้มีดกรีดแขนตัวเองทุกครั้ง”
    เติ้งโกรธมากจับแขนปันซูมาดู“เจ้าทำอะไรนะทำไมถึงทำร้ายตัวเองทำได้ยังไง”
    “อึ่”ปันซูสะบัดมือ “ข้าจะแต่งไม่แต่งก็ไม่ต้องมายุ่งวางใจได้ไม่ตายหรอกฮ่ะผู้หญิงอย่างข้าน่ะเหรอมากรักเปลี่ยนง่ายเดี๋ยวก็ลืมแล้วไม่ต้องสนใจ”
    “ข้าบอกไว้ก่อนนะถ้าทำอย่างนี้อีกข้าจะไปทูลไทเฮาเรื่องงานแต่งเราเจ้ายังจำได้ใช่มั๊ยที่ข้าพูดก่อนที่เจ้าจะไป”
    “จำได้แล้วจะทำไมเอาล่ะ เอาล่ะดื่มเหล้ากันเถอะมา”
    จูติงกับหลี่หย่งอยู่ในเมือง เห้นขบวนคณะทูตจากโหลวหลันมาก็ตื่นเต้น เพราะองค์หญิงสวยงามนั่งสง่ามากับองค์ชาย
    ขณะที่โค่งเฟิงก็ไปดักอยู่หน้าจวนท่านป้าฉาว รอจนเจอรถของหลิวเซียนก็ไปขอคุยด้วย
    องค์ชายอันผิงและองค์หญิงอันซินเข้าเฝ้าฮ่องเต้กับไทเฮา
    “กระหม่อมองค์ชายอันผิงถวายพระพรฝ่าบาทของให้ต้าฮั่นมั่นคงเข้มแข็งมีสัมพันธ์อันดีต่อโหลวหลันสืบไป”
    “อ่ะลุกขึ้นเถอะถ้าโหลวหลันภักดีต่อต้าฮั่นแน่นอนว่าความสัมพันธ์ของเราจะยืนยาวสืบต่อไป”
    “อ้อพะยะค่ะภาษาของกระหม่อมไม่ค่อยดีถ้าพูดผิดอะไรไปหวังว่าฝ่าบาทจะทรงอภัย”
    ฮ่องเต้ว่า “ไม่จริง ไม่จริงองค์ชายพูดได้อย่างคล่องแคล้วข้าเองยังคาดไม่ถึงเลย”
    ใต้เท้าเว่ยชมกับใต้เท้าหยาง “ฝ่าบาททรงพูดจาได้ดีสมกับเป็นฮ่องเต้”
    ใต้เท้าหยางว่า “องค์ชายองค์นี่อายุยังน้อยแต่คำพูดนั่นร้ายกาจโหลวหลันส่งทูตมาคงไม่ได้มาเพื่อสานสัมพันธ์แน่”
    อันซินเฝ้าไทเฮา ทูลว่า
    “หม่อมฉันองค์หญิงอันซินถวายพระพรไทเฮาของให้ไทเฮาทรงพระเกษมสำราญพระชนมายุยิ่งยืนนาน”
    “ลุกขึ้นเถอะ”
    “ฮ่ะอ่าหม่อมฉันพูดอะไรผิดหรือเปล่าเพคะไทเฮาดูอายุยังน้อยยังสวยอยู่เลยไม่เหมาะที่จะพูดว่าให้พระชนมายุยืนนาน”
    “องค์หญิงไม่ต้องคิดมากทรงพูดภาษาฮั่นได้ดีมาก”
    “ฮ่ะ ทรงชมเกินไปเพคะที่จริงแล้วเมืองโหลวหลันพวกเราพูดได้ทั้งภาษาฮั่นและภาษาหูมีคำต่างๆมากมายที่เรียกได้ทั้งสองภาษาอย่างในหนังสือของต้าฮั่นชื่อเมืองของหม่อมฉันเรียกว่าช่านชั่นแต่สำหรับพวกเราแล้วชอบเรียกภาษาหูนั่นก็คือโหลวหลัน”     ไทเฮาตรัสเรียก “ปันซูมานี่สิ”
    “เพคะ”
    “ฮ่ะนี่คืออาจารย์ปันเป็นอาจารย์ในราชสำนักเป็นคนของข้าเองนางพูดภาษาหูได้ดีมากครั้งนี้นางจะเป็นคนค่อยดูแลเจ้า”
    “แม่นางปันคนนี้คงเป็นลูกสาวของปันติ่งนะสิฮ่ะ ได้ยินชื่อเสียงมานานเมื่อก่อนท่านลุงของข้าก็โดนฆ่าตายนะ”
    ปันซูสวน “ฮ่ะแต่องค์หญิงคงลืมไปว่าลุงของข้าอีกหลายๆ คนก็ตายด้วยนำมือของหลิวโค่ว”
    “จริงด้วยถ้าท่านไม่พูดข้าคงลืมแล้ว”
    ไทเฮาตัดบท “ในเมื่อรู้จักกันมาก่อนแล้วก็ง่ายต่อการพูดคุยปันซูงั้นเจ้าช่วยพาองค์หญิงเดินชมรอบๆด้วย”
    ปันซูน้อมรับ “เพคะ”
    ปันซูกับหลันจือพาอันซินเดินชมรอบๆ วัง
    “องค์หญิงทางนั้นคือราชสำนักเรียนตรงนี้เป็นห้องเรียนขององค์ชายและนักเรียนชาย”
    ด้านไทเฮาก็ทรงตรัสกับปันหย่งว่า
    “องค์หญิงและองค์ชายสองคนนี้คงจะไม่ได้มาดีแน่”
    “ไทเฮาทรงตรัสถูกต้องโหลวหลันได้รับความคุ้มครองจากเป่ยโม่แต่ตอนนี้กลับต่อต้านเป่ยโม่ซะงั้นกระหม่อมคิดว่าที่พวกเขามาครั้งนี้เป็นเพราะกระหม่อมปราบเป่ยโม่ได้จึงส่งองค์หญิงและองค์ชายมาเข้าเฝ้าเพื่อดูความเคลื่อนไหวและเพื่อดูกำลังความสามารถของเรา”
    “ถูกต้องจากการแสดงออกของพวกเขาดูก็รู้ว่าเขาคิดจะยืมกำลังของเป่ยโม่และต้าฮั่นของเราเพื่อเพิ่มความสำคัญของโหลวหลันถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปพวกเขาจะใช้เราเป็นข้ออ้าง”
    เติ้งว่า “ถ้ารู้สึกว่าพวกนั้นไม่ดีล่ะก็ข้าจะนำทัพออกไปปราบโหลวหลันส่งทหารไปที่ชายแดนดูสิยังจะกล้าบังอาจอีกมั๊ย”
    ไทเฮาปราม “ฮ่ะไม่เหมาะที่จริงแล้วกำลังของเราไม่มากพอเหมือนเมื่อสิบห้าปีก่อนไม่เหมือนปันฉาวเว่ยยกทัพไปปราบทางตะวันตกแล้วถ้าออกรบไปจะทำให้เสียกำลังและยังไม่มีประโยชน์อะไรอีกด้วยมีประชากรมากมายปันหย่งจะจัดการได้หมดคนเดียวฮึ่ในเมื่อโหลวหลันมาแสดงว่ามีใจพร้อมจะร่วมกับเราเพียงแค่เราต้องแสดงให้เห็นว่าประเทศเรามีความมั่นคงมีความร่ำรว&l

logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวที่น่าสนใจ

logo-pwa

เพิ่ม คมชัดลึก ออนไลน์

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด