
ยอดหญิงปันซู 29
ไทเฮาเห็นถึงความตั้งใจก็เลยตั้งให้ปันซูเป็นราชครู และสั่งให้รวมโรงเรียนชายและโรงเรียนหญิงเข้าด้วยกัน และให้ปันซูกับอาจารย์เหลาช่วยกันดูแล
ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 05.00 น. / 23.10 น. ทางช่อง NOW26
Ban shu Legend No.29
เมื่อปันซูได้เข้าไปสอนชาย ถูกกลั่นแกล้งต่างๆ นานา มีโคว่เฟิงเป็นคนนำ เพราะแค้นที่ปันซูทำให้หลันจือพี่สาวเจ็บช้ำอย่างหนัก ปันซูอธิบายว่าเรื่องระหว่างเธอกับหลันจือ ต้องคุยกันเป็นการส่วนตัว
ปันซูไปเล่าให้เว่ยอิงฟัง
“พวกเขาเอางูมาแกล้งข้า พวกเขาไม่รู้ ว่าข้ากับอากั๋ว อาจื้อ อาหย่ง เล่นกับงูพวกนี้ ด้วยกันมาตั้งแต่เจ็ดแปดขวบแล้ว ฮึ่” ปันซูหัวเราะ
เว่ยอิงหัวเราะ “แล้ว พวกเขาเป็นใครกัน”
“อ้อ พวกเขาเป็นวีรบุรุษแห่งเฉ่าเหยียน แม้จะแข่งม้าแพ้ข้า แต่ว่า เขาก็ดีกับข้า ถ้าไม่ได้พวกเขา ช่วยกันรวมเงินให้ข้ามา ข้าก็คงจะเข้ามา ที่เมืองหลวงไม่ได้”
“แล้ว คนพวกนี้ เป็นพี่เป็นน้องกับเจ้าหรอ”
“ใช่ เหมือนท่านกับฮั่วเหิงไง”
“พวกเจ้าเป็นพี่น้องกัน เวลาอยู่ด้วยกัน ทำอย่างนี้ได้ไหม” เว่ยอิงโอบ
“ได้สิ”
“ฮ่ะ แล้วเวลาออกไปล่าสัตว์ล่ะ พวกเจ้านอนด้วยกันไหม”
“นั่นก็เพื่อความอบอุ่น”
“อ้อ พวกเจ้าอยู่ด้วยกัน” เว่ยอิงจูบปาก “ทำแบบนี้ด้วยไหม”
“อือ.. ไม่ได้อยู่แล้ว”
“เจ้าเด็กโง่ แม้จะเป็นพี่น้องกัน แต่ต้องมีระยะห่าง เพื่อความเหมาะสม และความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องกันด้วย”
“แต่ว่า พวกเขาไม่เหมือนกับคนอื่น พวกเขาโตมากับข้า”
“พวกเขาไม่เหมือนคนอื่น”
“พวกเขาเหมือนคนอื่น แต่ข้านับถือพวกเขาเป็นพี่”
“แล้วเติ้งจื่อล่ะ เอาแต่เรียกเจ้าน้องสาวๆ ได้ข่าวมาว่า เขายอมลำบากแทนเจ้า ถ้าเจ้าไม่พูด ข้าก็ไม่รู้ ว่าจะเชื่อได้ไหม”
“แต่ข้าไม่ได้ชอบเขาจริงๆ นะ เรื่องนี้ท่านก็รู้”
“ยังไงก็ไม่ได้ ถึงข้าจะไม่พูด แต่ข้าก็เป็นผู้ชาย เข้าใจไหม”
“ทำไมเป็นคนอย่างนี้”
“อย่างไร”
“เมื่อก่อนไม่สนิทกับท่าน เวลาจะคุยที ก็ต้องทำใจ แต่ตอนนี้ ไม่ว่าจะพูดอะไร ก็ทำให้ข้าหน้าแดงใจสั่น”
“นี่เจ้า หน้าแดงแล้ว แล้วยัง ใจเต้นแรงอีก”
ปันซูหันหลังให้ “ไม่สนใจท่านแล้ว”
“อาซู อาซู” เว่ยอิงเรียกปันซูก็ไม่ยอมหัน เขาแกล้งร้องเจ็บ ปันซูรีบหันมาดู
“ฮ่ะ เป็นอย่างไรบ้าง โดนแผลใช่ไหม ห๊ะ”
เว่ยอิงหัวเราะ “ฮั่วเหิงพูดถูกจริงด้วย คือมีแผล กับหน้าตาดี ก็สามารถหลอกล่อเจ้าได้”
ปันซูจะงอน “ฮึ่”
“อาซู เจ้าไม่คิดเหรอ ว่าข้าเกิดมาก็เย็นชาอย่างนี้ ทำไมถึงเป็นเพื่อนกับคนร่าเริงอย่างเขาได้” ปันซูจะพูด เว่ยอิงสวน “ความจริงแล้วข้าเอง ก็ไม่ต่างจากเขา เพียงแค่”
“ฮ่ะ พอแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ก็ชอบท่าน”
“ตอนที่สู้กับเติ้งจื้อ เขาพูดถูกอย่างหนึ่ง ว่าข้าไม่มีเหตุผลอะไร ที่จะหวงเจ้า อาซู คราวหน้าอย่าทำอย่างนั้นอีก มีเรื่องอะไรให้มาหาข้า ที่เจ้าได้เข้าไปสอน ข้าดีใจ และทั้งปวดใจ”
“อึ่ จะพึ่งท่านทุกเรื่องไม่ได้ ข้าเป็นคนที่ไทเฮาแต่งตั้งเชียวนะ” เว่ยอิงโอบกอดปันซู
วันต่อมาฮ่องเต้ไดร่วมมือกันกับโค่วเฟิงกลั่นแกล้ง โดยโค่วเฟิงทำทีไปขอโทษปันซู แล้วชวนไปดูคันธนู ก่อนชวนปันซูออกมาลองธนู แต่พอปันซูยิงแล้วจะวาง ปรากฎว่าคันธนูติดมือเอาไม่ออก ฮ่องเต้วิ่งเอาน้ำสีแดงมาสาดใส
ปันซูโกรธ “มันจะมากไปแล้วนะ”
ฮ่องเต้สวน “ท่านบอกว่าท่านเก่งนี่ ถ้าไม่พอใจก็มาจับข้าสิ จับสิ จับเลย”
หลายคนหัวเราะแล้วพากันวิ่งหนี ปันซูกระชากธนูออกแล้วเอาผ้าพันมือไว้ พอดีหันไปเห็นฮ่องเต้สะดุดล้ม จึงตามไปตีฮ่องเต้ คนอื่นพากันตกใจไม่คิดว่าปันซูจะตีฮ่องเต้ อาจารย์เหลียงร้องห้ามแล้วบอกไม่ให้ทำฮ่องเต้ ปันซูอึ้งไปนิด โค่วเฟิงรีบบอกว่าทำร้ายฮ่องเต้ อภัยให้ไม่ได้ ปันซูยิ่งจับฮ่องเต้ลากไปที่หน้ารูปปั้นบรรพบุรุษ
“มานี่ ขุกเข่า ข้าน้อยขอคารวะ บรรพบุรุษ องค์ฮ่องเต้ ข้าน้อย ไม่ควรจะได้รับการอภัย จากพวกท่าน ที่ทำผิดในครั้งนี้ อย่างไม่น่าอภัย ลงโทษข้าน้อยด้วย ข้าน้อยผิดไปแล้ว ที่ไม่สามารถ สั่งสอนฮ่องเต้ให้ดีได้ ฐานะที่เป็นอาจารย์ จะต้องขอยอมรับความอับอายนี้ไว้ ที่ไม่สามารถสั่งสอน ให้บัณฑิตรู้จักอ่อนน้อม ข้าน้อยต้องขอประทานอภัย ข้าน้อยได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเฮา แต่ข้าน้อย จะขอถวาย การสอนฮ่องเต้ด้วยชีวิต ฮ่ะ กระหม่อม ได้รับมอบจากไทเฮา ให้เป็นอาจารย์ เพื่อมาให้ความรู้แก่เหล่าบัณฑิต ดังนั้น ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นอย่างไร กระหม่อมก็จะไม่ย่อท้อ จะทุ่มเท และอดทน เพื่อหวังให้ทุกคน เป็นขุนนางที่ดีได้”
ฮ่องเต้เหล่อ “พูดเหลวไหล มีสิทธิอะไร มาตีข้าและทำแบบนี้”
“ฮึ่ มีแน่นอน พระราชาไม่เห็นแก่ตน และเข้าปรับทุกข์ กับบรรพบุรุษ แต่พระองค์ทำความผิด กระหม่อมจะลงโทษ ในประวัติศาสตร์ กล่าวไว้ว่า การเคารพอาจารย์เป็นสิ่งดี นักปราชญ์ยังปฏิบัติ แต่พระองค์ไม่ทำอย่างนั้น แค่ครั้งนี้พระองค์ ร่วมกับคนอื่น ทำเรื่องเช่นนี้ ลองถามตัวเองดู ห๊ะ”
ฮ่องเต้อึกอัก “อ้า อ้า อ่ะ”
“ไร้เดียงสาเหรอ เหมาะสมแล้วงั้นหรือ พระองค์ทำแบบนี้กับบริพาร สาเหตุเพียงเพราะแค่เสียหน้า ท่านอยู่ต่อหน้า วิญญาณพระอัยกา นี่คือฮั่วชู่ปิ้ง ที่เมื่อก่อนมีความสำคัญมาก ฮึ่ แต่พระองค์นำมาใช้แกล้งคน ฮ่องเต้ทรงทำผิดหรือไม่ หรือว่าสิ่งที่ทำ เป็นเรื่องธรรมดา ทำอย่างงี้ไม่ถือเป็นการลบหลู่ บรรพบุรุษหรอกหรือ ฮ่องเต้ พูดมา ว่าท่านทำผิดหรือไม่”
“ข้าไม่ผิด ข้าคือฮ่องเต้ ข้าถูกเสมอ แค่ธนูอันเดียว ข้าจะทำอะไรก็ได้”
“แค่ธนูหนึ่งอันเดียวงั้นรึ ทรงตรัสใหม่เพคะ”
“พูดก็พูด ข้าไม่กลัวเจ้า ของเก่า ไม่สำคัญ ไร้ค่า”
ปันซูโมโห ลากฮ่องเต้ออกไปด้านหน้า ทุกคนรีบตามไปด้วยความกลัว
“ทรงทอดพระเนตรดู ถ้าไม่มีธนูเก่าๆ คันนี้แล้ว เราจะไม่มีแม่น้ำที่งดงาม และภูเขาที่ทอดยาวเป็นหมื่นลี้ ท่านไม่มีทาง มายืนอยู่ตรงนี้ นี่คือพระราชวัง เมื่อปีก่อนถูกกบฎรายล้อม และห่างไปอีกห้าร้อยลี้ พระเจ้าอู่ตี้จะทำอย่างไร หากไม่มีเว่ยชิง และฮั่วชู่ปิ้งช่วย ห้าร้อยลี้ไกลแค่ไหน ขี่ม้าเร็วเพียงคืนเดียวก็ถึง ถ้าหากไม่มีธนูเก่าๆ คันนี้ พระองค์จะไม่มีวันได้บรรทมอย่างมีความสุข”
ฮ่องเต้ทำเสียง “อึ่ อ่ะ ปล่อยข้า ข้าเข้าใจแล้ว”
โค่วเฟิง แทรก “ฝ่าบาท”
ปันซูสอนต่อ “พระองค์ไม่เข้าใจ พวกเจ้าทุกคนก็ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจความหมายเลยสักนิด แต่ก่อนก็ไม่รู้เรื่อง พวกท่านไม่รู้ว่าทำไม ถึงมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร เพราะบรรพบุรุษและทหารหลายพันชีวิต สละเลือดเนื้อ เพื่อปกป้องแผ่นดิน ที่พวกท่านยืนอยู่นี่ ข้าผิดหวังมากจริงๆ ที่พวกเจ้า เอาแต่ขี้เกียจ และใจคอคับแคบ ไม่มีความเคารพต่ออาจารย์ วันๆ เอาแต่สนุก ทำตัวไม่เกิดประโยชน์อะไร ไม่สมกับเป็นลูกหลานบรรพบุรุษ ไม่สมควรมายืนอยู่ตรงนี้ ที่ที่มีผู้เสียสละ พวกเจ้าพูดมาสิ นอกจากพวกท่านทำเรื่องแบบนี้แล้ว ยังทำอะไรได้อีกบ้าง”
บัณฑิตคนหนึ่งค้าน “พูดเหลวไหล พวกเราช่วยโค่วเฟิง เพราะความผูกพันธ์”
ฮ่องเต้สนับสนุน “ใช่ๆๆ พวกเราไม่ได้ขี้เกียจ และใจคอคับแคบ”
“ไม่ได้ขี้เกียจและใจคอคับแคบ ทำไมไทเฮาถึงให้ข้ามาที่นี่ เพื่ออบรมและสอนพวกท่านไงล่ะ ช่างน่าผิดหวัง ที่ทำให้พระองค์ต้องทรงเสียหน้า ได้เรียนที่นี่ต้องทำตัวให้เหมาะสมที่จะได้รับความรู้ มีการรับสมัครและสอบคัดเลือก พวกท่านก็รู้ดี ไทเฮาทรงมีเป้าหมายชัดเจน เมื่อพออายุครบสิบหกปีก็ให้มาเรียนที่นี่ แต่พวกท่านไม่ได้เห็นความตั้งใจของพระองค์ ตั้งแต่ข้าเข้ามา ยังไม่เคยเห็นอ่านหนังสือเลย”
“ฮึ่ พวกเราต้องการอะไร ที่ได้เข้ามาเรียนที่นี่ไม่มีความหมายอะไร พวกข้าไม่ใช่คนจน ที่จะต้องให้ทางการใช้งาน” บัณฑิตคนหนึ่งค้าน
“ใช่ ข้าจะสั่งให้ปิดที่นี่ ก็สั่งปิดได้”
“ฮึ่ สั่งปิดที่นี่งั้นรึ ก็ได้ฝ่าบาท พระองค์อยากจะทรงทำอะไรก็ทำได้ อยากปิดก็ปิด แต่ความรู้ด้านการต่อสู้ นี่คือสิ่งที่ทำให้พระองค์ สามารถใช้ปกครองประเทศได้ไม่ใช่เหรอ เหล่าท่านแม่ทัพทั้งหลาย เพียงช่วยปกป้องประเทศเท่านั้น บรรพบุรุษสละเลือดเนื้อ ก็เพื่อที่จะปกป้องประเทศไว้ให้พวกเรา เห็นพวกท่านเป็นเช่นนี้ ช่างน่าเสียดายโอกาสของพวกท่านจริง ที่มีโอกาสแล้ว แต่กลับไม่ได้ใช้ ให้มันเกิดประโยชน์ ข้าละอายแก่ใจเหลือเกิน ที่เกิดเป็นลูกสาวตระกูลปัน แต่ไม่สามารถทำให้พวกท่าน เคารพในฐานะอาจารย์ได้ ยังเด็กและไม่ชอบอ่านหนังสือ เข้าใจและให้อภัยได้ ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงตัวเอง พอถึงเวลาที่ไปยืนในสนามรบ และถูกศัตรูหัวเราะเยาะ ในความอ่อนแอของพวกท่าน อย่างนี้น่ะหรือที่พอใจ ดี รอให้การเรียนสิ้นสุดลงก่อน จะเขียนหนังสือถึงไทเฮา ให้ปิดโรงเรียนนี้และส่งไปเรียนกรมวัง ให้พ่อแม่ของพวกท่านต้องอับอาย ขายหน้าเพราะความผิดหวัง ของพวกเจ้า เตรียมตัวรอรับบทเรียนนี้ก็แล้วกัน”
บัณฑิตคนหนึ่งยอมคุกเข่า “ถ้าอย่างงั้น ข้า พวกข้าจะไม่ทำให้พวกเขา ต้องผิดหวัง”
“ดี ถ้างั้นทุกคนต้องตั้งใจเรียน และต้องไม่เกเร สอบออกมาอย่าให้คนอื่นหัวเราะ ถ้าพวกท่านอยากเป็นขุนนาง อย่างอาจารย์เหลียง และอย่างอาจารย์หยาง พวกเจ้าจะต้องตั้งใจเรียน เพื่อองค์ฮ่องเต้ เพื่อให้โลกได้ชื่นชม ถ้าไม่อย่างนั้น ก็ออกไปซะ ต้าฮั่นไม่ต้อนรับบัณฑิตที่ไม่ตั้งใจ”
หลายคนคุกเข่า “พวกข้าผิดไปแล้ว ได้โปรดลงโทษด้วย พวกข้าผิดไปแล้ว ผิดไปแล้ว จะตั้งใจเรียนให้ดี อาจารย์ปันลงโทษพวกเราด้วย พวกข้าผิดไปแล้ว พวกข้าผิดไปแล้ว พวกข้าจะตั้งใจเรียน”
ฮ่องเต้ไม่พอใจ “นี่ พวกเจ้า ทำไมเป็นแบบนี้”
“ฮ่ะ ท่านอาจารย์ทำให้ข้ารู้ตัว ข้าน้อยผิดไปแล้ว ขออภัยท่านอาจารย์”
“ลุกขึ้นเถอะ รู้ว่าผิด ก็ปรับปรุงตัว ทุกคนลุกขึ้น ฮ่ะ ทุกคนรู้ตัวว่าผิด ข้าเป็นอาจารย์ ย่อมให้อภัยได้ ข้าขอถามสักข้อ พวกเจ้ามีใจ ที่จะตั้งใจศึกษาเล่าเรียน เพื่ออนาคตที่สดใสหรือไม่”
“ตกลง”
“ฮ่ะ ดี ข้าขอถาม เชื่อมั่นหรือไม่ ที่ต่อไปจะไม่ทำให้คนต้าถัง และไม่ทำให้พวกเรา ต้องผิดหวังอีก”
“มี มี มี”
ปันซูนำ “ปัญหามากมาย ก็ไม่หวั่น ถึงไกลแค่ไหน รีบกลับมา หยัดยืนเพื่อปกป้องประเทศชาติ”
เหล่าบัณฑิตกล่าวตามจนจบ ไทเฮาเสด็จเข้ามาพอดี “พูดได้ดี”
“ถวายความเคารพองค์ไทเฮา”
“ตามสบาย”
“ขอบพระทัย”
“ข้าได้ข่าวมาว่า เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น จึงได้รีบมาที่นี่ ไม่คิดเลยว่า จะได้เห็นภาพสวยงามเช่นนี้ ข้าเองคิดว่าจะต้องเข้มงวดให้มากขึ้น ฮึ่ แต่พอเห็นพวกเจ้าเป็นเช่นนี้ ข้าก็สบายใจ อาจารย์ปัน นี่ไม่ใช่ความผิดของเจ้า”
“ฮ่ะ ขอบพระทัยเพคะ”
“รู้มั้ยว่าทำไมถึงให้พวกเจ้ามาเรียนในวัง เพราะพวกเจ้าล้วนเป็นเด็กรุ่นใหม่ เป็นอนาคตของชาวฮั่น เมื่อก่อนพวกเจ้ายังเด็ก ยังไม่รู้เรื่อง ก็ให้อภัยได้ ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะเชื่อฟังอาจารย์ปัน ตั้งใจเรียนรู้ สิ่งต่างๆ หวังว่าสักวัน พวกเจ้าจะสามารถช่วยเหลือข้ากับฮ่องเต้ได้”
“น้อมรับบัญชาพะยะค่ะ”
โค่วเฟิงยอมกล่าว “ขอบพระทัยไทเฮา”
“ถึงเวลาแล้ว ที่โรงเรียนวังหลวง และโรงเรียนกรมวัง จะต้องมารวมตัวกันให้เป็นหนึ่งเดียว โดยอยู่ภายใต้ การดูแลและการเรียนรู้ ของอาจารย์ทั้งสอง คืออาจารย์ปันและอาจารย์เหยา เพื่อที่จะ...ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ เพิ่มมากขึ้น”
ปันซูเคารพ “น้อมรับบัญชา”
“อาหมิง ปันซู มานี่สิ” หมิงกงจ่างมอบของให้ไทเฮานำไปให้ปันซู “ข้าพูดมานานแล้ว ว่าเจ้าไม่ใช่ เพียงผู้ช่วยอาจารย์ หรือผู้ดูแล เจ้าเหมาะสมแล้วที่จะเป็นราชครู จากวันนี้ไป ข้าขอแต่งตั้ง ให้เจ้าเป็นราชครู ฟ้าเบื้องบน คือฮ่องเต้ เบื้องล่างคือประชาชน”
ปันซูดีใจ ฮ่องเต้กระซิบกับโค่วเฟิง
“นี่ ทำไมเป็นแบบนี้ นางตีข้าชัดๆ แต่ทำเหมือนไม่มีอะไร”
“ฝ่าบาท อย่าเพิ่งสงสัย พระองค์คนของไทเฮา จะต้องดีที่สุด”
ไทเฮาตรัส “ฮ่องเต้ หวังว่าตั้งแต่วันนี้ไป พระองค์จะทรงฟังคำสอนของอาจารย์ปัน และจะทรงงานหนัก เพื่อต้าฮั่นและการเป็นฮ่องเต้”
ฮ่องเต้จำใจรับ “ข้าเข้าใจแล้ว อ่า น้อมรับบัญชา”
ปันซูกลับไปหาบัณฑิตหญิง ทุกคนพากันดีใจมาก บัณฑิตชายเองก็รู้สึกดีที่จะได้เรียนกับบัณฑิตหญิง
ปันซูไปหาหลิวเอี้ยนที่พัก หลิวเอี้ยนทำความเคารพและกล่าวเชิญ
“นี่ ลุกขึ้นเถอะ อาเหยี่ยน ขอบคุณเจ้ามากนะที่ช่วยพูดต่อหน้าไทเฮา”
“เป็นเรื่องที่ลูกศิษย์ควรทำอยู่แล้ว อาจารย์ ท่านดีขึ้นหรือยัง”
“ดีมากแล้ว ไม่เห็นหรือว่าข้าวิ่งได้แล้ว”
“ท่านอาจารย์ มือของท่าน ไม่เจ็บแล้วเหรอ”
“บางทีก็เจ็บ แต่นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ท่านพ่อเคยแขนหักสองครั้ง พี่ชายก็เคยเจ็บไหล่ แต่สกุลปัน ไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่”
“ขอโทษอาจารย์ เป็นเพราะข้าเอง ข้าควรไปให้เร็วกว่านั้น ไม่เช่นนั้นท่านเองก็คง ไม่ต้องมาเจ็บ และอาการหนักแบบนี้”
“เอาล่ะๆ ข้าไม่โทษเจ้าหรอก ข้าขอบคุณเจ้าด้วยซ้ำที่ช่วยข้า ข้ารู้ ว่าเจ้ากับอาจารย์โค่วมีมิตรที่ดีต่อกัน และเจ้าก็ไม่ชอบข้า พอเกิดเรื่องขึ้น เจ้าต้องไปปกป้องนางก่อน ข้าเข้าใจ”
“ใครบอกว่าข้าไม่ชอบท่าน ที่จริงข้าชอบท่านมาก”
ปันซูหัวเราะ “ข้ารู้แล้ว ว่าเจ้าเอง ก็ชอบข้า”
“ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะอาจารย์เว่ย แล้วใครจะช่วยข้า มารับโทษแทนข้า ท่านนี้แย่จริง”
ปันซูหัวเราะ “ก็ได้ ข้าผิดเอง เจ้าต้องจัดการให้ข้า พวกเจ้าไม่รู้หรอก ว่าพวกเขาร้ายกาจ-แค่ไหน เมื่อวานนี้ พวกเขา ช่วยกันก่อเรื่อง ทำให้มือข้าเป็นแบบนี้”
“หา ใครทำน่ะ”
“จะเป็นใครล่ะ ถ้าไม่ใช่น้องชายของเจ้า ฮ่องเต้น่ะ”
“พวกเขากล้าทำแบบนี้ได้อย่างไร ข้าจะไปสั่งสอน” หลิวเอี้ยนออกไปเลย
ปันซูเห็นเหล่าบัณฑิตตั้งใจเรียนกันมากขึ้น ก็พยายามคิดหาวิธีทำให้ทุกคนสอบผ่าน ปันซูไปปรึกษาเว่ยอิง เขาว่าการเรียนไม่ได้เร่งรีบ และคิดว่าปันซูกังวลเรื่องถ้าบัณฑิตไม่ผ่าน เธอจะถูกเนรเทศ แต่ปันซูว่าไม่ได้กังวลเรื่องนี้
“ข้าทำเรื่อง ที่พระองค์มอบหมาย ไม่สำเร็จนี่สิ เป็นเรื่องสำคัญ ข้าจะทำไงดี”
“เจ้าไม่ต้องกังวลแล้ว เจ้ายังไม่รู้ เมื่อสองวันมานี้ มีข่าวพี่ชายของเจ้า ตอนนี้กำลังเตรียมตัวกลับมา ที่เมืองหลวงแล้วล่ะ”
“ฮ่ะ จริงสิ ดีจังเลย อ่ะ มา”
“แน่นอนอยู่แล้ว พี่ชายของเจ้าทำคุณประโยชน์ ให้บ้านเมืองอย่างมากมาย หากไทเฮารู้เรื่องนี้ จะไม่มีทางเกลียดเจ้า เจ้าก็จะได้มีชื่อในทะเบียนราษแน่นอน แต่ว่าเจ้า ต้องฟังคำสั่งของไทเฮาเพื่อความสะดวก ในการเปลี่ยนแปลง ต้องเปลี่ยนแซ่ เพื่อช่วยให้การมี-ชื่อในทะเบียนเร็วขึ้น”
“ทำไมต้องใช้วิธีนี้ แค่เขียนชื่อข้าลงไป ข้าก็เป็นลูกสาวของท่านพ่อแล้ว แล้ว ทำไมต้องเปลี่ยนแซ่ด้วย”
“ท่านป้าชื่อเดิมคือปันเจ้า แต่ตอนนี้ ยังไม่ได้บอกนาง ทุกคนล้วนเรียกข้าว่า ไต้เท้าเฉา”
“ข้าว่าเรื่องนี้ มันเร็วเกินไป”
“เร็วเกินไป อ้อ.. เจ้าก็ไม่อยากเป็นนายหญิงที่นี่ ตกลง ข้าจะไปบอกกับฮั่วเหิง ให้หาสาวๆ มาให้ อืม... จะได้ตกลงปลงใจกับนางซะที”
ปันซูสวน “ไม่ได้นะ ฮ่ะ ตามกฎของพวกเรา ท่านอยู่กับข้าก็ดีแล้ว นอกจากข้า ห้ามไปชอบ-ผู้หญิงคนอื่น ไม่งั้น ข้าจะตีท่านให้ตาย อ่า ยกเว้น ท่านพี่เจวียน ในใจท่าน มีข้ากับนางได้ อ่า ไม่ได้ๆ ความจริงแล้วนางมาก่อน ข้า อ่า ฮ่ะ”
เว่ยอิงยิ้ม “เอาล่ะ ข้าเข้าใจแล้ว ครั้งก่อน ข้าทำให้ อาเจวียนเจ็บปวดมาก ข้าดูแลนางไม่ได้ แต่ครั้งนี้ ข้าจะไม่ให้เจ้าต้องเจ็บปวด ข้าจะดูแลเจ้าให้ดี ไม่ให้เจ้าต้องเสียใจ ดังนั้นเวลาไปสอน เจ้าแค่ให้พวกเขา มีระเบียบวินัยก็พอ เรื่องการเรียน เป็นของอาจารย์เหลียง ส่วนเรื่องอื่น ข้าจะไปพูดเอง ทำอะไรก็อย่าประมาท ต้องระวังตัว ถ้าเป็นไปได้ อย่าไปยุ่งกับฮ่องเต้ ยังมีอีก ข้าไม่อยากเห็นเจ้า ต้องเจ็บแบบนี้อีก จงจำไว้ เจ้าจะต้อง เชื่อฟังข้า”
“อึ่ ข้าจะจำไว้ แต่ว่า”
“แต่ว่าอะไร”
“ฮึ่ ไม่มีอะไร” เว่ยอิงยิ้ม
หลันจือกำลังจะเดินทาง หลันจือก็สอนโค่วเฟิง แต่เขามัวแต่คิดจะหาทางแก้แค้น พอดีสาวใช้เข้ามาบอกว่าปันซูมาขอส่งด้วยคน
หลันจือทักปันซู “ตอนนี้ เจ้าอยากขอโทษข้าใช่ไหม”
“ตอนนี้ข้า รู้สึกว่า ความจริง นอกจากเว่ยอิง เจ้าเป็นคนที่ข้าสนิทด้วย นานมาแล้วที่พวกเราทั้งจริงใจต่อกัน และทั้งไม่ลงรอยกัน แต่ตอนนี้ เจ้าต้องไปแล้ว ข้าคิดว่า ไม่ถูกต้องเท่าไหร่”
“เพราะว่า หลังจากนี้ไป เจ้าจะไม่มี คู่ต่อสู้ ที่ชื่อว่าโค่วหลันจือ เลยรู้สึกใจหาย”
“เจ้าอยากจะพูด ถึงอย่างไร เจ้าก็แค่กลับบ้านเกิด ในระยะสั้นๆ อย่าให้ญาติๆ พวกนั้นดูถูกเจ้าได้ ก่อนที่ข้าจะกลับไปฝูเฟิง ก็จะมีคนมากมาย ที่มายืน รอต้อนรับ แต่มาไม่ทัน”
“ขอบคุณ เจ้ากังวลเรื่องของตัวเองเถอะ ไทเฮาทิ้งไผ่ตายแล้ว อีกเพียงหนึ่งเดือน ก็จะเนรเทศเจ้า ถึงเวลานั้น จะไกลแค่ไหน ข้าก็จะไปส่งเจ้า”
“ช่างเถอะ ยังไม่ถึงเวลา อยู่ได้อีกนาน อีกอย่างข้ายังมีเว่ยอิง ไกลกันเป็นหมื่นลี้ ก็ไม่-อาจเปลี่ยนแปลง รักแท้ได้หรอก”
“ขอให้ความรักของเจ้า อยู่ยืนยาวจนถึงวันนั้นเถอะ”
“ถึงยังไง เจ้าก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่งเหมือนกัน ข้าไม่เชื่อหรอก ว่าเจ้า จะไม่อยากมีคนรัก”
“แล้วแต่จะคิด เพราะถึงยังไง ข้าปล่อยวางเรื่องเติ้งจื่อแล้ว เขาเป็นคนดื้อรั้นอย่างนั้น พอเจ้าตกลงปลงใจกับเว่ยอิง ตัวเขาเอง ก็คงจะขำไม่ออก”
“ฮึ่ ข้าไม่อยากเชื่อเลย ฮ่ะ ฮึ่”
“เจ้ามองอะไร”
“ข้าคิดว่า เจ้าพูดแบบนี้น่ารักกว่าเมื่อก่อนเยอะเลย ตอนที่เจ้าอยู่ในวังไม่เห็นเป็นแบบนี้”
“คุยกับคนอย่างเจ้า ไม่เห็นต้องเกรงใจ”
“ความจริงแล้ว ข้าอยากจะบอก ว่าชีวิต ไม่ใช่เรื่องง่าย เจ้าเก่งมากที่ระงับอารมณ์ได้ เติ้งจื่อนั้นโง่ ถ้าเจ้าแสดงความรู้สึกเร็วกว่านี้ ก็คงไม่ต้อง มาถอนหมั้น อยางเช่นตอนนี้”
“ช่างเถอะ ข้าไม่ได้คิดเรื่องนั้นแล้ว เจ้ไม่ต้องมาสอนหรอก”
“ก็ได้ๆ คนอย่างท่านอาจารย์โค่ว ไม่ว่าอยู่ไหน ก็ต้องมีแต่คนยอมรับ และแข็งแกร่ง จะทำ-อะไรให้ดูข้า ข้าไม่ได้จะประชดเจ้านะ ความจริงแล้ว ไม่ว่าจะด้านไหน เจ้าเข้มแข็งกว่าข้า แต่ว่า ข้าเพียงแค่โชคดีเท่านั้น”
“ขอบใจเจ้ามาก แต่ว่า เจ้าจะคิดยังไงกับข้า ก็ไม่สำคัญ หวังแค่ว่าจะมองเห็นความ-จริงใจของข้าบ้าง ที่ข้าเรียกเจ้าว่าน้องสาว”
โค่วเฟิงไม่ค่อยชอบใจนัก “ฮึ่”
“เจ้าต้องสั่งสอนน้องชายข้า ถึงเขาจะไม่รู้เรื่อง แต่ครอบครัวโค่ว มีเพียงเขาที่เป็นความหวัง ท่านพ่อเลยต้องรีบส่งข้ากลับบ้านเก่า ก็เพราะเกรงว่าบ้านตระกูลโค่วของเรา จะเสียหน้า”
“อึ่ วางใจเถอะ ข้าจะดูแลเขาให้เอง”
จบตอนที่ 29



