
ข้ามผ่านมรสุมข่าวฉาวเรื่องราวรักฉบับ ‘พุฒ-จุ๋ย’
"พุฒ" พุฒิชัย และ "จุ๋ย" วรัทยา ควงคู่กันมาเปิดใจถึงผลงานคู่กับละครเรื่อง "เกมมายา" และเรื่องราวความรัก
เรียกว่าเป็นคู่ที่หวานได้โล่อีกคู่หนึ่งของวงการมายาเลยก็ได้ สำหรับคู่ของพระเอก “พุฒ” พุฒิชัย เกษตรสิน และนางเอกสาวมากความสามารถ “จุ๋ย” วรัทยา นิลคูหา แต่คู่พุฒ-จุ๋ยไม่ได้มีความรักที่โรยด้วยกลีบกุหลาบเหมือนคู่อื่นๆ เพราะคู่นี้บอกเลยว่า สมบุกสมบันมากๆ เพราะจากละครเรื่องแรกที่เล่นคู่กัน อย่าง “ฝันเฟื่อง” จนมาถึงละครคู่เรื่องที่สอง อย่าง “เกมมายา” ที่กำลังลงจออยู่ทางช่องวัน ทุกวันพุธ-พฤหัสบดี ความสัมพันธ์จากเพื่อนร่วมงานมาเป็นสถานะคนพิเศษ พุฒ-จุ๋ยผ่านอะไรมาเยอะมาก แต่จะเป็นอะไรบ้างนั้น วันนี้ทั้งคู่จะมาเปิดใจกับ “บันเทิง คมชัดลึก”
@@คู่จิ้น “พุฒิ-จุ๋ย” รีเทิร์น
การกลับมาเล่นละครคู่กันหลังจาก“ฝันเฟื่อง”เป็นยังไงบ้าง
พุฒ : ละครเรื่องเกมมายา รวมถ่ายด้วยก็ประมาณปีกว่าๆ เกือบสองปี ถามว่าลุ้นไหมกับการที่เรากลับมาเล่นละครคู่กันอีก ก็ลุ้นนะ ตอนที่รู้ว่าละครได้ออนแอร์แล้วก็แอบตกใจก่อน(หัวเราะ) เพราะว่าละครชนกับของจุ๋ยอีกช่องด้วย
จุ๋ย : ก็มีเหลื่อมๆ กันบ้างอะ แต่ว่าก็ไม่เป็นไรก็ทำใจยอมรับมัน (หัวเราะ) ก็ลุ้นกันไป เพราะจุ๋ยคิดว่ากลุ่มเป้าหมายของคนดูละครแต่ละช่องมันแตกต่างกันอยู่แล้ว แล้วละครมันเป็นคนละแนว ซึ่งแนวนี้มันเป็นอะไรที่แบบแฟนคลับรอคอยกันมาก ถามกันมาตลอดเมื่อไหร่จะออนแอร์ นอกจากถามทางเรา เขาก็น่าจะถามไปทางต้นสังกัด ก็คือทางเอ็กแซ็กท์ ถามทางวันละคร และก็ทางค่ายเมจิก อีฟ ของพี่เจี๊ยบ (โสภิตนภา ชุ่มภาณี) หรือถามทางพี่เจี๊ยบเอง คงมีหลายทางที่เขาแบบอยากจะดูแล้ว บางคนก็จะใจจดใจจ่อ จะจำได้ถ้าเป็นกลุ่มคนที่เขารักเรา แต่ว่าคนนอกก็จะแบบเหมือนเห็นทีเซอร์ออกมาแล้วบอก น่าดู มันมีแบบบู๊ด้วยน่าจะสนุก เพราะว่าเนื้อเรื่อง คือจุ๋ยกับพุฒยังไม่เคยเจอเนื้อเรื่องแบบนี้ คือเรื่องที่เราเล่นด้วยกันเรื่องแรกคือฝันเฟื่อง มันก็จะออกแบบแนวกุ๊กกิ๊กใสๆ เรื่องมันจะเบาๆ เบาสมองมาก แต่เรื่องนี้มันจะหนักและเข้มข้นขึ้น
เป็นเรื่องที่สองที่ได้ร่วมงานกัน การทำงานเปลี่ยนไปจากเรื่องแรกยังไง
พุฒ: เปลี่ยนนะ เพราะว่าเรื่องแรกกว่าจะสนิทกันต้องใช้เวลานานพอสมควร พอมาเรื่องนี้การทำงานมันก็ง่ายขึ้น แล้วเราก็สนิทกัน การเล่นละครด้วยกันอาจจะมีแรกๆ ที่แบบ หึ้ย! มันสนิทกัน แล้วจะมาเล่นละครด้วยกันมันจะเป็นยังไง ก่อนเปิดกล้องก็มีคุยกันบ้าง
จุ๋ย : ยากเหมือนกันนะ มันจะมีความรู้สึกบางอย่างที่มันติดตัวตนของเราออกมาเหมือนกันนะ เพราะมันดันเป็นคนสนิท แล้วทีมงานก็เป็นทีมงานเดิมจากฝันเฟื่อง แต่จุ๋ยก็จะมีความสบายใจ หรือเวลาอยู่ที่กองก็จะรู้สึกสบายๆ จะเล่นจะพูดจะทำอะไรก็ได้ แต่ว่าในพาร์ทของละครมันแตกต่างจากชีวิตจริงโดยสิ้นเชิง ดังนั้นก็ต้องตัดชีวิตจริง แล้วก็พยายามดึงตัวเองให้เป็นตัวละครจริงๆ แต่ก็อาจจะยังมีจุดเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งจุ๋ยเคยคุยกับพี่แอน ทองประสม ว่า แบบคนที่สนิทกันมากๆ แบบนี้ บางทีมันจะลืมจุดเล็กๆ ในการแสดงไป ไอ้ตรงนั้นมันจะขาดหาย ถ้าเรารู้แล้วเราไปเพิ่มตรงนั้น ก็จะทำให้มันดีขึ้นอะไรอย่างงี้ ซึ่งก็มารู้ทีหลัง ที่เล่นนะ (หัวเราะ) แต่ว่าตอนเล่นก็จะมีพี่เจี๊ยบ(โสภิตนภา) แล้วก็ผู้กำกับ คือพี่ต้น(ชานนท์ สมฤทธิ์) แล้วก็พี่ผู้ช่วยผู้กำกับคือพี่จูนเนี่ย เขาก็จะดูหน้ามอนิเตอร์แล้ว ก็จะแบบรู้ความรู้สึกบางอย่างของเราสองคน แล้วเราก็จะเพิ่มให้หน้าเซต ซึ่งมันก็ทำให้เราสองคนต้องพัฒนาการแสดงต่อไป ถึงแม้ว่าเราจะเคยเล่นหรือร่วมงานกันมาก่อน หรือจะสนิทกันแค่ไหน จะคุยกันก่อนว่า เดี๋ยวจุ๋ยจะเล่นแบบนี้นะ เดี๋ยวพุฒจะเล่นแบบนี้นะ แต่เมื่อถึงหน้างานจริงๆ แล้วก็จะมีอะไรให้เติมอีก ยังไงก็ยังได้วิชาการแสดง ยังต้องเติมก็เป็นอีกบทบาทหนึ่ง ที่พอมาทำงานร่วมกันแล้วเราก็ยังได้อะไรเข้ามาเพิ่มเติมในชีวิตเหมือนกัน
เรื่องนี้ตอนที่ถ่ายทำค่อนข้างมีเรื่องราวต่างๆ มากมาย ที่เป็นข่าวออกมา ตอนนั้นมันมีผลต่อการทำงานไหม
พุฒ : ไม่มีนะ
จุ๋ย : คือบางเรื่องเราเอามาสนใจทั้งหมดไม่ได้ จุ๋ยตั้งใจดี พุฒตั้งใจดี ทีมงานผู้จัดทั้งหมดตั้งใจดี มันเกิดมาจากความตั้งใจดี มันอาจจะไม่ได้ถูกใจใครร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ตรงนั้นเราก็เก็บมาปรับปรุงเก็บมาเป็นประสบการณ์ แต่มันก็ไม่ได้มีผลต่อการทำงาน เพราะเราก็ต้องทำงานกันต่อไป
@@ มรสุมข่าวซัด
ตอนนั้นที่มีข่าวออกมาถี่ๆ เครียดไหม
พุฒ : ตอนนั้นถามว่าเครียดไหม ก็นิดหนึ่ง แล้วก็รู้สึกผิดมากกว่าในสิ่งที่มันเกิดขึ้นเร็วมาก แล้วเกิดขึ้นจากการที่เราคิดน้อยไป จากการที่เราไม่ได้ตั้งใจ แต่ว่าเรามีเจตนาที่ดี ไม่ได้มีเจตนาที่ไม่ดีเลย พอมันเกิดขึ้นก็เป็นบทเรียนให้เราในการที่เราจะทำงานอะไรก็แล้วแต่ ต้องคิดเยอะมากกว่าเดิมมาก แล้วเราจะมาปากไวเหมือนแต่ก่อนไม่ได้ ผมว่าสมัยนี้คนเราคิดเยอะขึ้น คนเรามองแล้วเป็นเรื่องดราม่าได้หมดทุกอย่าง มันไม่ใช่แค่ผมคนเดียว แล้วเดี๋ยวนี้โซเชียลมันเร็ว พอไม่ชอบใจคนหนึ่งปั๊บก็มีคนเข้ามาเรื่องมันก็เลยกลายเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งที่จริงๆ แล้วเรามาด้วยเจตนาที่แบบไม่ได้ตั้งใจที่จะทำให้เสียหาย
จุ๋ย : เราคาดการณ์กับอารมณ์และความคิดของคน ณ ตอนนั้นไม่ได้ เพราะว่ามันต่างคนต่างมุมมองอะเนอะ มุมมองของแต่ละคน เรามองแบบนี้ แล้วเราก็เห็นภาพมุมมองแบบละเอียดกว่า แต่บางอย่างเราก็พูดไม่ได้นะ เราพูดทั้งหมดไม่ได้ เพราะพอพูดก็กลายเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ดังนั้นเมื่อมีกระแสดราม่าอะไรขึ้นมาแล้วเนี่ย บางคนแทบจะไม่อ่านอะไรเลยด้วยซ้ำ ไม่ได้อ่านหรือไม่ได้ทำความเข้าใจกับมันเลยกับเนื้อเรื่องโดยทั้งหมด แต่บางทีคนก็ไม่ได้อ่านข่าวทั้งหมด แล้วก็พาลเกลียดไปด้วย เขาไม่ได้อยู่ในมุมของเราหรือสภาพแวดล้อมของเราว่ามันเป็นยังไงบางทีมันมีเรื่องใส่ไข่มาด้วยมันมีหลายอย่างมากในสังคมไทย ณ ปัจจุบันนี้ที่เป็นสังคมโซเชียลเน็ตเวิร์ก เราจึงต้องทำความเข้าใจตรงนั้น บางเรื่องที่ไม่ได้มีคุณค่าหรือถ้อยคำที่เขาไม่ได้รู้จริง เราก็ต้องตัดออกไป บางเรื่องที่โอเคอันนี้เราอาจจะมีส่วนที่คิดน้อยไป เราก็เก็บมาปรับปรุงแล้วก็เป็นประสบการณ์เป็นบทเรียน บางส่วนที่เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำเป็นเจตนาที่ดี เพราะว่ามันมีหลายอย่างในวันนั้นมากๆ เป็นเจตนาที่ดีที่หวังดีหรืออะไรก็แล้วแต่ ในใจของพุฒยังงี้ เขาก็รู้อะแหละ จุ๋ยก็รู้ แต่ตอนนั้นจุ๋ยก็พูดไม่ได้ จุ๋ยก็ได้แต่ให้กำลังใจ อย่างวันนี้ก็เหมือนกัน จุ๋ยก็ให้กำลังใจกัน คอยซัพพอร์ตความรู้สึกกัน
สิ่งที่เกิดขึ้น สอนอะไรกับคู่ของเราบ้าง
พุฒ : มันเป็นเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว แล้วเราก็ได้บทเรียน แล้วเราก็ขอโทษแล้ว แล้วในทุกๆ วันนี้ คนที่ทำงานพิธีกร หรือทำงานดีเจ มันกลับกลายเป็นว่าต้องมานั่งคุยกันว่า หึ้ย!!! วิธีการทำงานของพวกเรา มันต้องเปลี่ยน มันต้องระวังมากขึ้น เราจะพูดไปโดยที่เราคิดว่ามันตลกอย่างเดียวไม่ได้แล้ว ในยุคนี้ เพราะว่าสิ่งที่เราพูดออกไป สิ่งที่มันเกิดขึ้นไป แล้วฟีดแบ็กกลับมามันทำให้เป็นเรื่องใหญ่เหมือนกัน ก็เลยต้องมานั่งคุยกันว่า บางทีมันก็ทำให้การทำงานบางสิ่งบางอย่างที่เราเคยๆ ทำกันมา มันก็กลายเป็นสิ่งที่ต้องระวังกันมากขึ้น ต้องเกร็งมากขึ้น
จุ๋ย : ในความคิดจุ๋ยนะ คิดว่าเราอาจจะเป็นฝ่ายถูกในบางเรื่อง แต่มันก็สามารถกลับกลายว่าเราเป็นฝ่ายผิดได้เหมือนกัน ถ้าคนมองอีกมุมหนึ่งมันแล้วแต่มุมมองของคน นานาจิตตังเลย
@@ รักฉบับ “พุฒ-จุ๋ย”
เวลาที่เจอเรื่องราวต่างๆ ด้วยกันทำให้เรียนรู้กันมากขึ้นไหม
พุฒ : รู้จักกันมากขึ้น แล้วทำให้เรารู้ว่าบางทีกำลังใจจากคนใกล้ๆ มันสำคัญมาก บางทีถ้าเราไปเจอเรื่องหนักๆ มา แล้วเราอยู่คนเดียวจะรู้สึกว่าโห ทำไมชีวิตมันหนักจังเลย ถ้าเกิดว่ามีเขาคอยให้กำลังใจ หรือพูดถึงสิ่งที่ตอนนั้นมันตึ้บอยู่ มันก็ทำให้ดีขึ้น
จุ๋ย : คือพุฒดีตรงที่ว่า เวลามีวิกฤติต่างๆ อะ คือจริงๆ เราสองคนรู้อยู่แล้วว่า เรื่องราวมันเป็นยังไง คนภายนอกตอนนั้น เราก็พยายามศึกษาพฤติกรรมคนภายนอกว่าเป็นยังไง มันเกิดขึ้นจากอะไรบ้าง มันก็มีปัจจัยหลายอย่าง แต่ว่าเราสองคนรู้ตัวเองกันดีที่สุด และเราก็รู้สึกว่าคนรอบข้างเราที่สนิทกับเราจริงๆ คือเพื่อนสนิทหรือครอบครัว จะรู้จักเราดีที่สุดและเราสองคนโชคดีที่เติบโตมาในครอบครัวและเพื่อนที่มีแนวคิดทัศนคติในทางที่ดี แล้วก็โอบอุ้มกันให้กำลังใจกัน ส่วนพุฒจะมาในสายแบบปกป้องเรา เซฟให้เรา ดังนั้นจะเห็นคำสัมภาษณ์ของพุฒจะอยู่ในทางที่ให้เกียรติผู้หญิง ซึ่งมันส่งผลดีมาจนถึงปัจจุบันว่า ครอบครัวจุ๋ยก็จะรู้สึกประทับใจในตัวพุฒ ก่อนที่จะเห็นพุฒ ก่อนที่จุ๋ยจะพาไปแนะนำ หรือพาไปเจอในงานของญาติพี่น้องอะไรยังงี้ เขาก็จะมีความรู้สึกที่ดี และเป็นบวกกับพุฒ และพอเขาได้เจอ เขาาก็จะรักเลยทันที ซึ่งเป็นผลดีนะจุ๋ยว่า สิ่งไหนที่มันเกิดขึ้นแล้ว มันดีเสมอ ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องหนัก ณ ตอนนั้น แต่พอมอง ณ ตอนนี้ มันคือเป็นสิ่งที่ส่งผลดีให้กับเรา แล้วความสัมพันธ์ของเรา มันก็เข้มแข็งขึ้น และเราก็จับมือกันฝ่าฟันหลากหลายคำพูด หรือหลากหลายข่าวหรืออะไรก็ไม่รู้ที่มามั่วซั่วไปหมด กุขึ้นมาบ้าง อะไรมาบ้าง จับแพะมาชนแกะ แล้วกลายเป็นข่าว
ช่วงที่เจอข่าวเยอะๆ “พุฒ” ดูมีอารมณ์โกรธออกมาให้เห็นชัดมาก
พุฒ : ก็เป็นช่วงช่วงหนึ่ง แต่พอเรารู้ตัวปั๊บเราก็แก้มัน บางเรื่องมันเหมือนเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องจริง แล้วเรารู้สึกว่ามันไม่แฟร์ ที่พอเป็นข่าวขึ้นมาปั๊บ แล้วคนที่เขาอ่านข่าวเขาไม่ได้อ่านเนื้อข่าวทั้งหมด เวลาที่เราให้สัมภาษณ์ แล้วเราพยายามบอกว่าความจริงมันคืออย่างนี้ น้อยคนมากที่จะมาตามอ่านสัมภาษณ์ทุกๆ บรรทัด บางคนอ่านพาดหัวข่าวปึ้งจบ ซึ่งบางพาดหัวข่าวบางทีมันทำให้ความหมายข่าวจริงๆ เปลี่ยน เราเลยรู้สึกว่าไม่แฟร์นะ
จุ๋ย : เราเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกโจมตีจากข่าวเยอะ แต่ก็ยอมรับว่าเป็นผู้หญิงยังไงก็ต้องถูกโจมตี ไม่ได้เป็นที่รักของคนที่คอมเมนท์ส่วนใหญ่ เพราะคนที่คอมเมนท์ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงนะ แล้วมีความหวง มีความอะไรอยู่แล้ว เราก็ทำใจไม่ได้ซีเรียสอะไร แต่เวลาคุยกับแม่กับพ่อก็ช่วยได้เยอะ เขาจะบอกว่า เรารู้ตัวดีอยู่แล้ว ลูกไม่ต้องไปสนใจ อย่างที่บอกว่า มันก็มีหลากความคิดในแต่ละครอบครัวที่สอนมาอยู่แล้ว ให้เราหล่อหลอมเป็นคนยังไง แต่ถามว่ามนุษย์ทุกคนเป็นปุถุชน มันอาจจะมีอารมณ์บ้างเล็กน้อย อย่างที่พุฒพูดไป เป็นอารมณ์ที่มาจากสีหน้าหรือคำพูดดูจริงจัง แต่ถามว่าเขาไปทำอะไรคนอื่นไหม ก็ไม่ เราก็ได้แต่เก็บและยอมรับมัน ซึ่งเราไม่ได้แบบอาละวาดเหวี่ยงกระชากคอมา อะไรแบบนี้ มันไม่ใช่ไง (หัวเราะ) เราเก็บมากๆ
แปลว่าที่จับมือผ่านทุกอย่างมาได้เพราะคิดกันแบบนี้ ว่ามันยังมีสิ่งดีๆ อยู่
จุ๋ย: มันก็แค่ปล่อยเวลาผ่านไป สุดท้ายเมื่อเวลาผ่านไป เรื่องอะไรที่ไม่จริง ความรู้สึกเครียดแค้นหวงเกลียดหรืออะไรก็แล้วแต่ ที่เขาคิดกันเอาเอง ณ ตอนนั้น ความรู้สึกเหล่านั้นมันหายไป เพราะว่าความรู้สึกเหล่านั้นมันไม่ได้ยั่งยืน แต่คนที่รักต่างหาก คนที่เคียงข้างเราตั้งหาก เขาก็จะยังอยู่กับเราจนถึงปัจจุบันนี้ ดังนั้นคนที่รัก จะยั่งยืนมากกว่าคนเหล่านั้น เรามองกลับไป มันไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่เราจะไปแคร์คำพูดของคนที่ไม่ได้มีคุณค่าอะไรกับชีวิตของเรา ดังนั้นเราก็ไม่ต้องไปให้ค่ากับเขา ซึ่งปัจจุบันนี้เหตุการณ์ มันก็สอนเราสองคนให้เติบโตในวงการให้แข็งแรงและเข้มแข็งขึ้น มีปีกที่แบบปกป้องตัวเองได้ดีมันมีแต่เรื่องดีๆ
นิยามความรักของ “พุฒ-จุ๋ย” เป็นยังไง
จุ๋ย : เอาจริงๆ นะ จุ๋ยว่าสังคม พูดตรงๆ ดีกว่า มันเปลี่ยนไปแล้วกับการที่แบบคบกันแล้วบอกไม่คบกัน หรือแค่เป็นเพิื่อนกัน มันหมดยุคนั้นไปแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นสิ่งที่ดีมาก มันทำให้เราสามารถพูดอะไรตรงๆ ได้เปิดเผยได้ แต่ว่าต้องอยู่ในขอบเขตที่ต้องระวังคำพูด เพราะเราเป็นคนของประชาชนเท่านั้นเอง แต่ว่าสิ่งที่เราสื่อสารให้ไปถึง แม้ว่าตอนแรกๆ เราจะไม่ได้พูดตรงๆ เราเชื่อว่าคนที่เข้าใจคำพูดเราว่าพยายามจะสื่ออะไร เราหมายความว่ายังไง จะบอกว่า ณ ตอนนี้ เราจะตอบเสมอว่ามันคือความสุข ถ้าไม่มีความสุขเราจะไม่ทำแบบนี้ ดังนั้นสิ่งที่เราเป็นอยู่ มันก็จะเติมความสุขของกันและกันในทุกๆ วัน ทุกๆ เดือน ทุกๆ ปี ที่ได้รู้จักกันมา แล้วมันมีแต่จะดีขึ้นๆ แล้วเราสองคนก็โตขึ้น ดังนั้นสิ่งเหล่านี้เรารู้สึกว่าความสุขตรงนี้จะทำให้เราแข็งแรงต่อไปในอนาคต แต่เราก็ไม่อยากจะการันตีหรือพูดอะไรที่เป็นการมัดตัวมากเกินไป ในโลกใบนี้มันเปลี่ยนแปลงกันได้ตลอด เราพยายามที่จะระวังคำพูด เพื่อสิ่งที่เราพูดไปแล้ว มันจะได้ไม่มีผลย้อนกลับมา เราจะได้บอกให้ทุกคนเป็นกำลังใจให้กับการที่เราศึกษาดูใจกันแบบนี้ จนกว่าเราจะมีชีวิตครอบครัว หรือว่าคบกันไปในภายภาคหน้า ถึงแม้ว่าการแต่งงาน มันอาจจะเป็นสิ่งที่ทุกคนคาดหวัง แต่หลังจากการแต่งงานก็เป็นอะไรที่สำคัญเหมือนกัน อย่างละครก็มีให้เห็นว่าจุดเริ่มต้นของละครมันมาจากการแต่งงาน หลังจากนั้นสิ มันคืออะไร จุ๋ยว่าเราพยายามที่จะรักษาความสัมพันธ์ศึกษานิสัยใจคอ ยอมรับข้อดีข้อเสียของแต่ละคนไปจนถึงจุดนั้นมากกว่าจุดที่แก่เฒ่าไปด้วยกัน จุ๋ยมองแบบนั้นแล้วนะ คือมันหมดยุคสมัยป๊อปปี้เลิฟ(หัวเราะ)
นี่แหละ!!! มุมมองความรักของ “พุฒ-จุ๋ย”
เรื่อง : ณัฏฐิรา หลอดแก้ว
ภาพ : วริศรา วุฒิกุล



