
eat play life อาทิตย์ที่ 4 มิถุนายน 2560
แมนยูพันธุ์แท้ ตะลุย 3 แชมป์
โดย นันทขว้าง สิรสุนทร
ภาพการ์ตูนล้อสังคมการเมืองชุดหนึ่ง ของเว็บไซต์ CNN เมื่อปี 2015 ไม่น่าเชื่อว่ามันถูกเขียนออกมาเมื่อ 2 ปีที่แล้ว แต่สะท้อนความจริงที่จะถูกใช้งานได้ไปอีกนานหลายปี ภาพที่ว่านี้ เขาวาดรูปคนกำลังเดินอยู่ “ปากเหว” และระหว่างกำลัง “ก้าวเท้าเพลินๆ” ใครคนนั้นก็ร่วงลงไปในเหว ร่างกายบอบช้ำเสียชีวิตทันที !
เจตนาของการ์ตูนชุดนั้น ไม่ได้จะบอกว่า ใครไม่ระมัดระวังในการไปเดินเล่นปากเหว แต่ไอเดียของคนวาดต้องการจะเตือนจริงจัง ตะโกนเสียงดัง ต่อบรรดาคนทำอาชีพต่างๆ ในสังคมยุค digital lifestyle ซึ่งพร้อมจะเจ๊งทันที จากการรู้ไม่ทันการณ์ จากการไม่ยอมปรับตัว และจากการไม่คิดว่า อะไรๆ มันจะมาเร็วขนาดนั้น
คนวาดการ์ตูนเขายกตัวอย่างเกี่ยวกับอาชีพ “สื่อมวลชน” ทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็นทีวีหรือหนังสือพิมพ์ ซึ่งคนทำข่าวอาจจะคิดว่า น่าจะมีเวลาใกล้เจ๊งอีกสัก 4-5 ปี เลยเดินเพลินๆ ไปก่อน ทว่า ยังไม่ทันไร คนก็เลิกดูโทรทัศน์และอ่านสิ่งพิมพ์ เพราะมีมือถือให้กดดู anytime anywhere โดย second screen
ฉะนั้น ถ้าเราจะตีความ (interpretation) ว่า Disruptive Economy คือการนำเอาไลฟ์สไตล์กับไอทีต่างๆ มาปรับใช้เพื่อรองรับ "ชีวิตยุค C"(connect) มันน่าสนใจแน่นอน แต่มันคิดต่อไปว่า สิ่งที่เราคิดออกมานั้น จะยืนยาวแค่ไหน เพราะอย่าลืมว่า แม้ ภาณุ อิงคะวัต เจ้าสำนักเกรย์ฮาวด์ จะเคยบอกกับผมว่า เขาเคยปลื้มร้านอาหารของหวานชื่อดังในนิวยอร์กร้านหนึ่ง พอจะกลับไปกินอีก 2 เดือนต่อมา
“มันก็เจ๊งไปแล้ว”
นั่นเพราะว่า หรืออาจเป็นไปได้ว่า ร้านอาหารของหวานที่ดังมากหรือดังมาก่อน ไม่เรียนรู้การเป็น disruptive economy หรือยอม “ปรับตัว” ด้วยการเอาไอทีและไลฟ์สไตล์ของสังคมยุคนี้มามองเป็นแนวทางสินค้าด้วย “ท่าทีที่เป็นจริง”
แต่ผมอยากจะเตือนว่า อย่าเพิ่งสบายใจไปว่า เมื่อเราหรือใครคิดได้แบบนั้น แล้วจะรอดในธุรกิจตัวเอง! เพราะ “สิ่งใหม่” หรืออะไรที่เป็น “ปรากฏการณ์” แม้แต่จะ “ไม่เคยมีมาก่อน” นั้น มันก็อาจจะฮิตอยู่ 3 วัน หรือ 2 เดือน !
เพราะด้วยศักยภาพและอาวุธของเทคโนโลยีนี่เอง ทำให้คนยุคซีมีความรู้สึกเบื่อง่ายหน่ายเร็ว มากกว่าที่จะยึดโยงตัวเองอยู่กับสิ่งนั้น (นี่เป็นปัญหาใหญ่ที่ลูกค้าไม่ค่อย royalty กับแบรนด์ แบบในอดีต) เมื่อเป็นเช่นนี้ และตกอยู่ในสภาพเงื่อนไขนี้อย่างช่วยไม่ได้ ผมจึงคิดไปอีกมุมว่า แค่ disruptive economy ไม่น่าจะเพียงพอ แต่ต้อง different ด้วย โดยไม่ต้อง the best
เพราะวิธีคิดในการขายด้วยท่าทีที่แตกต่าง ทำให้สินค้าของเราไม่จำเป็นต้อง “ดีที่สุด” ก็ขายได้ อย่าลืมว่า “เบียร์ลาว” ไม่ได้ติด ท็อป 5 ในตลาดบ้านเราก็ขายได้, อย่าลืมว่า อีกหน่อยโรงแรมขนาดกลางจะตายไป แล้วที่พักแบบไหนจะมาแทนที่ ?
อย่าลืมว่าคนไม่ได้ซื้อ “ประกันชีวิต” แบบที่ซื้อ “มะพร้าวข้างทาง” เวลาไปต่างจังหวัด และที่ลืมไม่ได้คือ สังคมไม่ได้ค้าขาย ซื้อ ทำธุรกิจ ใน “แพลตฟอร์ม” แบบเดิมๆ แล้วอีกต่อไป นั่นทำให้ “สารพัดธุรกิจ” ที่เคยเดินตัวพองในอดีต เจอสภาพเดินตกเหวแบบ ตัวการ์ตูนในเว็บไซต์ CNN
อย่างไรก็ตาม แม้จะเสนอความคิดว่า เราควรทำให้ไอเดียนั้น “ยั่งยืน” มากกว่าแค่ “คิดออกมาได้” แต่ผมจะลองเสนอไอเดียเล่นๆ แบบ disruptive economy กับสินค้าไลฟ์สไตล์สองอย่างที่กำลังป๊อปตอนนี้
อย่างแรกคือ “ท่องเที่ยว” และ “ที่พักอาศัย”
เราจะพบว่าตอนนี้มีรีสอร์ทและโฮสเทลแปลกๆ ตามต่างจังหวัดและชุมชนในเมืองใหญ่เกิดขึ้นเยอะมาก (ที่น่าสนใจมากคือ พิษณุโลกและสุโขทัย) รวมไปถึงตลาดน้ำหลายแห่ง แต่หลายครั้ง เราปล่อยให้การบอกกล่าวเหล่านี้ มีแค่การลงข่าวว่า มีสินค้าอะไร ที่พักแบบไหน ที่เป็นจุดเด่น ซึ่งเป็นเรื่องเบสิกมากๆ ในการค้าขาย
ถ้าเป็นผม ผมจะใช้เทคโนโลยีหรือไอที สร้าง story ของในพื้นที่นั้นขึ้นมา ด้วยการระบุ โฟกัสไปในเรื่องใดเรื่องหนึ่งชัดเจน ใช้ออนไลน์เล่า ให้คนตามอ่านทางมือถือหรือแอพสถานที่ สิ่งที่ดวลชนะใน economy ไม่ใช่ความถูกแพงแล้วนะครับ ของถูกอาจขายไม่ออก แต่ของราคาแพงอาจหมดเกลี้ยง ถ้า story มันทำงานให้ content
คนในพื้นที่หรือชาวบ้านสามารถขายของตรงนี้ได้เพราะมีความเข้าใจ product มากกว่า “คนนอก” อย่างง่ายๆ เลย เสนอขายแพ็กเกจ ถ้ามาเที่ยว 4-6 คน ให้พักแบบ “ดื่มด่ำลึกซึ้ง” พักนอนด้วยกันในบ้านแบบแบ่งห้อง (บูมมากทั่วโลกตอนนี้) ใส่เสื้อผ้า กินอาหาร ใช้ชีวิตไลฟ์สไตล์แบบคนท้องถิ่น ตกกลางวันก็ทำตัวเองเป็นไกด์ พาไปสัมผัสเรื่อง traditional มากๆ แบบที่ไม่ใช่การดื่มกินแบบทัวริสต์
ทำไมคนรวยในกรุงเทพฯ ยอมไปแต่งตัวเป็นชาวนา นั่งมองควายอาบน้ำ หรือยอมทำไร่แทนชาวบ้าน เพราะคนรวยยุคใหม่อยากได้ new experience คือ แตกต่าง แต่ไม่จำเป็นต้องดีที่สุด แบบขนบทั่วไป คนยุคนี้ใฝ่ฝันหาสิ่งที่แปลก แตกต่าง มากกว่า “แพง หรู” แค่นั้น
จากข้อแรก, ผมนำมาทำให้เป็นจริง ในข้อที่สอง! เพื่อให้ดูว่าเป็น disruption economy ที่เป็นจริงได้ แม้จะเล่นกับ “พื้นที่ต่างประเทศ” แต่อยู่ในไอเดียเดียวกัน
ผมจึงใช้เทคโนโลยีและสื่อต่างๆ เล่า story สถานที่ 10 แห่ง ที่ไม่เคยมีใครพาไป หรืออย่างน้อยๆ มีคนนิดเดียวที่อาจเคยผ่านไป จากนั้นผมเสนอให้แบรนด์อาหารทำทริปนี้ให้ผู้โชคดี ที่ซื้ออาหารเขา และส่งรหัสชิงโชค โดยพาไปแค่ 10 ท่าน
คอนเซ็ปต์ผม ทริปที่ไม่เคยเกิดขึ้น! ไม่บ้าบอลไม่ต้องไป! การเดินทางแบบใหม่! ถูกร้อยเรียงผสมผสานในไอเดียเดียว และล้มขนบเดิมคือ ไม่ไปที่เก่าๆ ที่เคยไป มีตัวละครหลักคือฟุตบอล
ผลก็คือ มันประสบความสำเร็จมาก คนส่ง sms จำนวน 6 หมื่นคน และทันทีที่ลองเปิดขายตั๋วอีกส่วนในราคาเกือบ 2 แสนบาท มันหมดทันที 30 ที่ในวันแรก !
นี่คือ different not the best !
เพราะไม่มีใครรู้ว่า the best คือแบบไหน แต่คนไปรู้แล้วว่า มัน different แน่นอน เพราะมันคือ disruptive economy ที่ปรับใช้ ผ่านไอที และวิธีการใหม่ๆ จนผมลองเขียนขึ้นมาอีก 5 ไอเดีย และจะลองใช้ในปีหน้า
ไอเดียเหล่านี้ที่ประสบความสำเร็จในปี 2017 หรือ 2560 ก็อาจใช้ไม่ได้ในปี 2018 หรือ 2561
พึงตระหนักว่า disruptive economy นั้น มีแบบของมันในแต่ละช่วงเวลา และหมดอายุขัย พร้อมเกิดใหม่ในแบบใหม่ หน้าตาใหม่ ในปีต่อมา...
ไม่ว่าสิ่งนั้นหรือตัวละครในไลฟ์สไตล์นั้น จะเป็น อาหาร, กีฬา, บัตรเครดิต, ดนตรี, ที่พักอาศัย หรือ “ความเชื่อ” ก็ตาม...



