บันเทิง

ยอดหญิงปันซู 26

ยอดหญิงปันซู 26

03 มิ.ย. 2560

องค์หญิงเหวินสี่เข้าเฝ้าไทเฮาขอให้ช่วยปันซู ยังไปหาหลิวเอี้ยนให้พูดความจริง เพราะปันซูได้ช่วยชีวิตเธอไว้ ทำให้หลิวเอี้ยนคิดได้ แล้วยอมพูดความจริงต่อหน้าไทเฮา

ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 05.00 น. / 23.10 น. ทางช่อง NOW26

Ban shu Legend ตอนที่ 26

    หมิงกงจ่างทูลเรื่องอาการป่วยของปันซูกับไทเฮา
    “นางสูดควัน ไปไม่น้อย หลังกับมือมีรอยถูกของทับ อาการหนัก ดังนั้นจึงสลบไป”
    “ให้หมอหลวง ไปตรวจชีพจรของนาง ต้องรักษาให้หาย”
    “เพคะ”
    “ตามที่เหยาเจวียนเล่า ส่งคนไปตรวจสอบ นางเป็นคนซื่อ ไม่น่าจะโกหก”
    “เพคะ หม่อมฉันว่าไม่ถูกต้อง เมื่อกี้ จิ่นซูคนดูแลงานในโรงเรียน บอกว่าตอนบ่ายมีคนแจ้งว่าให้สาวใช้ไปรับเสื้อใหม่ แต่พอไปถึง ที่นั่นบอกว่าไม่รู้เรื่อง”
    “งั้นเรื่องนี้ ต้องตรวจสอบให้ดี” ไทเฮาถอนใจ “ไฟไหม้ครั้งนี้ ไม่รู้ว่าเสียหายไปเท่าไหร่”
    “ทหารฮั่วหวนก็อยู่ในนั้น เรียกเขามาสอบถามสิเพคะ”
    “เฮ่อ เรียกมา”
    ไม่นานฮั่วหวนก็เข้าเฝ้าทูลรายงาน
    “ตรงนี้ยิ่งเห็นชัด ไฟไหม้ครั้งนี้ เผาบ้านเรือน374หลัง ท้องพระโรง4หลัง สาวใช้ตาย3 ขันที1 บาดเจ็บ 78 คน”
    “นอกวังล่ะ”
    “เสียหายไม่น้อย หอหวงเก๋อ ถูกเผาไม่น้อย หอวังกับที่ทำการหมอหลวง อาจารย์หลายท่าน ได้รับบาดเจ็บ”
    “ฮ่องเต้ล่ะ”
    “ทรงปลอดภัย หมู่นี้ฮ่องเต้ ไม่ได้ไปหอวัง”
    “หึ สวรรค์คุ้มครองโอรสสวรรค์ คงมีเหตุผลไม่ต้องไปเรียน หึ ช่างเถอะ เรื่องครั้งนี้ เจ้าก็..ไปจัดการให้ดี คนที่บาดเจ็บ หรือตาย ชดเชยสองเท่า”
    “พะย่ะค่ะ”
    ใต้เท้าโหลวเข้ามาทูลไทเฮาให้ลงโทษหนักแกปันซูที่เป็นคนวางเพลิงให้หนัก แถมยังพาบัณฑิตไปหอนางโลม เติ้งเข้ามาได้ยินก็สวนว่าตาข้างไหนเห็นว่าปันซูเป็นคนวางเพลิง แล้วว่าปันซูพาไปแค่ครั้งเดียวถึงกับใส่ร้ายกันแบบนี้ เติ้งจะเอาเรื่องใต้เท้าโหลว ไทเฮารีบปราม ฮั่วหวนรีบแยกใต้เท้าโหลวออกไปก่อน
    “พี่ใหญ่ ท่านมุทะลุเกินไป ยังไงโหลวเต๋อหวินก็เป็นหมอหลวง ไม่พูดกับเขาสักคำก็ลงมือแล้ว”
    “ถ้าเขาพูดเหลวไหลอีก ข้าจะต่อยอีก อาสุ่ย ปันซูไม่ได้ทำ ออกคำสั่งปล่อยนางเถอะ”
    ไทเฮาถอนใจ “เฮ่อ เกี่ยวพันหลายเรื่อง อย่าใจร้อนได้มั้ย”
    “ไม่ใจร้อนได้เหรอ นางยังไม่ฟื้นเลย อย่าเพิ่งพูด ออกคำสั่งก่อน”
    “เกินไปแล้ว เห็นข้าอยู่ในสายตาบ้างมั้ย”
    “ที่นี่ไม่มีคนอื่น กับพี่ชายยังวางท่าอีก ข้ารับประกัน ปันซูไม่ได้ทำ”
    “ท่านรับประกัน รับประกันยังไง เอาอะไรรับประกัน โค่วหลันจือ หลิวเอี้ยนและอีกหลายคนเห็นนางเตะท่อนไม้ ทำให้ไฟไหม้ เหล่ากองปราบไปสกัดนางหน้าประตูวัง นางคิดจะหลบหนี ข้ารู้ว่าท่านชอบนาง แต่ข้าเป็นไทเฮา ข้าต้องตัดสินอย่างยุติธรรม ทิศใต้ไฟไหม้สร้างความเสียหาย เรื่องนี้แม้ท่านรับประกัน ข้าไม่ยุ่งไม่ได้ เฮ่อ เอาล่ะ ไม่ต้องเข้ามาก้าวก่าย ไม่อย่างงั้น พระญาติใช้อำนาจ ไม่สนกฎหมายก็มีโทษเหมือนกัน”
    “ข้าไม่เคยกลัวอยู่แล้ว”
    “ท่านไม่กลัวแต่ข้ากลัว ฮ่องเต้อายุยังน้อย ไม่สนิทกับข้า ข้าอยู่ในตำแหน่งไทเฮา ต้องจัดการอย่างยุติธรรม ท่านเข้าใจมั้ย”
    “แต่ปันซูถูกใส่ร้าย เหยาเจวียนบอกแล้ว ว่าบันทึกมีปัญหา”
    “ได้ ข้าส่งกองปราบไปตรวจสอบ ถ้านางถูกใส่ร้ายข้าจะไม่ทำโทษ อดทนรอหน่อยได้มั้ย”
    “แต่ตอนนี้นางป่วยจนไม่รู้สึกตัว อาสุ่ย พี่ใหญ่ขอร้อง ปล่อยนางออกมา พอนางหายดีแล้วค่อยว่ากันได้มั้ย”
    “ไม่ได้ มันส่งผลต่อราชสำนัก ข้าไม่ยกเว้น”
    “ดี เฮอะ ราชสำนัก ราชสำนักทำให้เยี่ยจิ่นตาย ยังจะอ้างราชสำนักอีกเหรอ”
    “ท่านหมายความว่ายังไง ถามตัวเองดูไม่ละอายใจบ้างเหรอ”
    เติ้งสวน “ไม่ละอายใจ ถ้าหากปันซูไม่มาช่วยเจ้า เจ้ายังจะอวดดี วางท่าเป็นไทเฮาได้อีกมั้ย”
    ไทเฮาสะอื้น ฮั่วหวนกลับมาทูลว่าใต้เท้าโหลวกลับไปแล้ว 
    ไทเฮาว่า “เจ้าได้ยิน..ทั้งหมดแล้วใช่มั้ย”
    “อ้อ ที่ท่านแม่ทัพใหญ่พูด เหลวไหลจริงๆ ทุกคนในโลกเหมือนกัน ชายมีหญิงก็ลืมแม่หญิงมีชายก็ลืมพ่อ ไม่ต้องเสียใจ พี่น้องก็แบบนี้แหละ”
    “หึ พี่น้องเจ้าเป็นแบบนี้มั้ย”
    “เป็นสิ กระหม่อมมีน้องสาว อยากเอาใจคนรัก ให้กระหม่อมประลองยุทธ์กับเขา แกล้งทำ-เป็นแพ้ แถมว่ากระหม่อมแพ้ไม่เป็นท่า เฮอะ กระหม่อมมีน้องชาย ไม่ได้เรื่องเหมือนกันเขารักกับแม่นางคนนึง ขโมยฤกษ์เกิด ไปที่บ้านนาง บอกว่าเป็นลูกเขย โอ้ ท่านยังไม่รู้ข้ารีบแทบแย่ จนม้า..เหนื่อยตายสองตัว แต่มาจับเขาได้ ในวันเข้าหอ” ไทเฮาหัวเราะ “หึ เรื่องบ้านข้า ทำให้ไทเฮาหัวเราะ”
    “ฮั่วหวน เจ้าเพิ่งอายุสามสิบ เป็นแม่ทัพทหารเสือ เป็นลูกชายท่านแม่ทัพฮั่วติง ที่เห็น..ก็มีแต่ฮั่วเหิง เจ้ายังมีพี่น้องอีกเหรอ”
    “เอ่อ นับว่ามี แต่ว่า เป็นลูกพี่ลูกน้อง”
    “หึ เอาล่ะ เจ้าทำให้ข้าหัวเราะก็ดี แต่ฮั่วหวน เจ้าเป็นแม่ทัพ จะทำอะไรต้องหนักแน่นจริงใจ”
    “อื้อ พะย่ะค่ะ กระหม่อมรู้สึกว่า ไทเฮาควรยิ้มให้มาก ท่านเป็นถึงไทเฮา กุมต้าฮั่นเอาไว้ทั้งหมด ต้องคลุกคลีอยู่กับขุนนาง ต่อหน้าทุกคน ต้องทำท่าทางหนักแน่น ต้องเหน็ดเหนื่อย”
    “ข้าเป็นมารดาฮ่องเต้ จะไม่หนักแน่นได้ยังไง ทุกคนจ้องมาที่ข้า จริงสิ เจ้ากับปันซู สนิทกัน ทำไมเจ้าไม่ขอร้อง”
    “อ๋อ กระหม่อมกับนางสนิทกัน ไทเฮาตัดสินตามกฎหมาย กระหม่อมไม่เอาเรื่องส่วนตัวมาเกี่ยว ให้ไทเฮาลำบาก”
    “ถ้าพี่ใหญ่มีสติอย่างเจ้า คงดีไม่น้อย”

ยอดหญิงปันซู 26
    เติ้งไปดูปันซูแล้วเจอกับเว่ยอิงจึงถามว่าปันซูเป็นไงบ้าง
    เว่ยอิงตอบ “นางไข้ขึ้น เพิ่งให้กินยา ยังไม่ฟื้นเลย”
    “นางเป็นคนแข็งแรง ทำไมเป็นแบบนี้”
    “นางเป็นหวัด บวกกับที่ไปช่วยคน ที่หลังถูกของหล่นทับ ที่แขน ถูกไฟไหม้”
    “ต้องโทษเจ้า ปกป้องคนรักไม่ได้ เป็นความผิดเจ้า”
    “ถูกต้อง ข้าผิดเอง แต่ท่านแม่ทัพใหญ่ควรดูแลคู่หมั้นให้ดี ไฟไหม้ครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับนางแปดส่วน”
    “โค่วหลันจือเหรอ” เติ้งมองเว่ยอิง เขาพยักหน้า
    องค์หญิงเหวินสี่นำเพื่อนเข้ามาเยี่ยมปันซู เติ้งรีบบอกว่าปันซูหลับอยู่อย่างเสียงดัง เหวินสี่ถามว่าปันซูเป็นยังไงบ้าง เติ้งตัดบทว่าไม่ใช่เรื่องของเด็ก
    ใต้เท้าหลี่เข้าเฝ้าไทเฮา ทูลเรื่องโทษ
    “ไทเฮา ไทเฮา กระหม่อมได้ตรวจตามหนังสือกฎหมาย ความรับผิดชอบเพลิงไหม้ ทั้งจงใจ และไม่จงใจวางเพลิง ผู้จงใจ ลงโทษรถทับ สามชั่วโคตร ผู้ไม่จงใจ บทลงโทษข้อที่ห้าสิบ ลงโทษเนรเทศสามพันลี้”
    “เอ่อ ปันซูไม่ได้จงใจ ไม่มีเหตุผล ที่นางจะวางเพลิง แถมนางยังช่วยข้าไว้ ตามตระกูลสูงศักดิ์แปดข้อ นางควรได้รับข้อยกเว้น”
    “ตระกูลปัน ที่ฟูฟง ไม่มีชื่อปันซู บันทึกในวงศ์ตระกูล ตระกูลสูงศักดิ์นี้ กลัวว่า”
    ไทเฮาอึ้ง “ท่านพูดอะไร ไม่มีชื่องั้นเหรอ”
    องค์หญิงเหวินสี่เสด็จนำเพื่อนๆ มาเข้าเฝ้าไทเฮา
    “ถวายบังคมเสด็จแม่”
    “ถวายบังคมไทเฮา”
    “ไม่ต้องมากพิธี”
    “ขอบพระทัย”
    “เสด็จแม่ อาจารย์ปันทำผิดโดยไม่ตั้งใจ อย่าลงโทษนางเลยเพคะ ลูกยินดีรับประกัน โปรดเมตตาด้วย”
    “ไทเฮาโปรดเมตตา” 
    ไทเฮาให้ใต้เท้าหลี่กลับไปก่อน แล้วจึงตรัสกับพวกเหวินสี่ว่า
    “อาจารย์ปันของพวกเจ้า ไม่ใช่ว่าจะปล่อยก็ปล่อยได้”
    เหวินสี่กับอาฮุ่ยไปหาหลิวเอี้ยน บอกเรื่องที่ปันซูต้องโดนปล่อยเกาะ หลิวเอี้ยนตกใจ
    เหวินสี่ว่า “เราขอร้องจนน้ำลายแห้ง แต่ก็ไม่ยอมปริปาก ประเทศกับบ้านต้องมีกฎ แม้อาจารย์ปันจะดีต่อพวกเรา ทำผิดก็ต้องรับโทษ ไม่งั้นกฎก็ไม่เป็นกฎ เฉาต้ากูได้เข้าวัง ขอโทษแทนอาจารย์ปัน นางแทบจะร้องไห้ แต่ก็ต้องลงโทษตามกฎหมาย”
    หลิวเอี้ยนตกใจมากขึ้น “หา แต่ว่า นางเป็นหลานสาวนะ ทำไมไม่ช่วยนางล่ะ”
    “เพลิงไหม้ครั้งนี้รุนแรง เฉาต้ากูก็หมดปัญญา องค์หญิง เมื่อวานเจ้าอยู่ที่นั่นคนเดียว คิดดูให้ดี เจ้าเห็นคนแปลกหน้าบ้างมั้ย แล้วมันเกิดเพลิงไหม้ได้ยังไง” อาฮุ่ยว่า
    หลิวเอี้ยนชะงัก “ข้า ขะ ข้าไม่เห็นอะไรเลย”
    “เจ้าทูลเสด็จแม่ได้มั้ย ขอร้องแทนอาจารย์ เจ้าเป็นองค์หญิง และนางก็ช่วยเจ้า แค่เจ้าพูด.. อาจทำให้อาจารย์ไม่ต้องรับโทษหนัก”
    “ข้า ข้า โอ๊ย ซื๊ด ปวดหัวจัง ให้ข้าพักก่อนเถอะ ไว้ค่อยคุยกัน” หลิวเอี้ยนเดินไปนอนเอาผ้าคลุม
    อาฮุ่ยตามมา “นี่ องค์หญิง นี่มันเวลาไหนแล้ว ยังจะคิดแค้นอาจารย์ปันอีก นางช่วยชีวิตเจ้านะ”
    “ข้า เฮ้อ ข้ารู้ โธ่เอ๊ย”
    อาฮุ่ยหันไปบ่นกับเหวินสี่ เหวินสี่จึงเอ่ยว่า
    “คิดให้ดีแล้วกัน เพื่อช่วยเจ้า อาจารย์ปัน เกือบไม่รอด อาฮุ่ย ไปเถอะ”
    หลิวเอี้ยนเองก็เริ่มกังวล แต่ก็กลัวเพราะรับปากหลันจือไว้
    เว่ยอิงไปสำรวจซากเพลิงไหม้ ขณะที่หลันจือก็นำเงินมาให้เป่ยเย่ บอกให้กลับไปอยู่บ้านก่อน อยู่เมืองหลวงไม่ได้ เป่ยเย่ไม่อยากไปเลย อ้อนวอนยังไง หลันจือก็ไม่ใจอ่อน นางว่าครั้งนี้เรื่องใหญ่ ปกป้องเจ้าไม่ได้ นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุด

ยอดหญิงปันซู 26
    เหล่าขุนนางก็พากันเข้าเฝ้ากดดันไทเฮาให้รีบตัดสินลงโทษปันซู เติ้งเองก็พยายามช่วยพูดว่าปันซูมาจากตระกูลปัน ซึ่งมีผลงานมากมาย แถมครั้งนี้ก็ยังช่วยไทเฮา เหล่าขุนนางต่อว่าเติ้งที่เข้าข้างปันซู จนไทเฮาตัดบท ขอตรวจสอบให้ละเอียดก่อน
    ไทเฮากลับไปเปลี่ยนชุด รับสั่งกับหมิงกงจ่างว่าอยากได้เสื้อผ้าสีสดหน่อย เหวินสี่เข้ามาหาชมว่า
    “เสด็จแม่ สวยจังเลย”
    “อ่ะ มานี่สิ ถ้าเจ้าชอบ แม่จะตัดให้เจ้า”
    “ขอบพระทัย อื่อ เรื่องนั้น”
    “มีอะไร อ้ำๆ อึ้งๆ พูดมาเถอะ แต่ว่า แม่ขอบอกไว้ก่อน เรื่องปันซู ราชสำนักตัดสินพวกเจ้าไม่ต้องมาอ้อนวอนหรอก”
    “เอ่อเปล่าๆ หม่อมฉันไม่ได้อ้อนวอน หวงอิงหวงเชี่ยมานี่” ทั้งสองเข้ามา 
    “หัวหน้าวังบอกว่า เพลิงไหม้ในวัง เสียหายไป ประมาณ12,000ตำลึง ดังนั้น พวกเราเอาของที่มีค่าที่สุด มารวมกัน จิ่นซูบอกว่า ของเหล่านี้มีค่าห้าพันตำลึง เสด็จแม่หม่อมฉันขอปรึกษาหน่อย ลดโทษเนรเทศ จากสามพันลี้ เป็น หนึ่งพันลี้ได้มั้ย”
    “หึ เฮ่อ เด็กโง่เอ๊ย นี่ไม่ใช่ทำการค้านะ มีเงินลดโทษได้ที่ไหน วันหลัง ไม่ต้องมาขอร้องแม่แล้ว”
    “แต่เสด็จแม่ ตามทฤษฎี อาจารย์มีเรื่อง ลูกศิษย์ต้องช่วย”
    “ไม่ต้องทำตามทฤษฎีทั้งหมดหรอก”
    “เสด็จแม่พูดอย่างงั้นได้ยังไง เสด็จแม่ อาจารย์ปัน ดีต่อพวกเรามาก ตอนนี้ นางเกิดเรื่อง เราเป็นลูกศิษย์ ไม่สนใจได้เหรอ”
    “หึ เจ้ารู้จักเคารพอาจารย์ แม่ดีใจมาก แต่ว่า นั่นเป็นมิตรภาพส่วนตัว ราชสำนักเป็นส่วนรวม พูดรวมกันไม่ได้ ฮื่อ เอาล่ะ กลับไปเรียนเถอะ ไปบอกเพื่อนๆ ด้วย ต่อไปห้ามขอร้องเรื่องปันซูอีก ไม่งั้น จะต้องถูกลงโทษอย่างหนัก”
    “เพคะ แต่จะไปเรียนที่ไหนล่ะ โรงเรียนถูกเผาแล้ว อาจารย์ก็ไม่อยู่”
    “แม่ลืมเรื่องนี้ไปเลย อาหมิง ให้คนไปทำความสะอาดท้องพระโรง หลันจือกับเหยาเจวียนเสียขวัญ เอาอย่างงี้ ให้หยุดพักก่อนแล้วกัน วันที่สิบห้า ให้ย้ายไปที่ท้องพระโรงแทน”
    “เพคะ”
    “ข้ารู้ พวกเจ้าไม่วางใจ ก็ได้ ให้จิ่นซู ไปดูแลปันซูที่คุก”
    “ขอบพระทัยเพคะ” 
    หลิวเอี้ยนมาเยี่ยมปันซู แต่ปันซูยังไม่ฟื้น จิ่นซูว่าแผลที่แขนเป็นหนองอาจเป็นแผลเป็นชั่วชีวิต หลิวเอี้ยนรู้สึกไม่ดี
    จิ่นซูบ่นว่า “ข้าอยากให้นางฟื้นเร็วกว่านี้ ถ้าฟื้น ได้ยินว่าอาจารย์เว่ยบาดเจ็บ ตัวเองก็ถูกเนรเทศใครจะรับได้ เจ้าคนชั่วคนไหน มันวางเพลิง ยังลอยนวลอยู่ได้ ไม่กลัวเวรกรรม”
    ปันซูเพ้อ “หลิวเอี้ยน ระวัง หลิวเอี้ยน” ปันซูหายใจแรง หลิวเอี้ยนนิ่งคิด 
    ด้านเหวินสี่ก็พาเพื่อนๆ มาเข้าเฝ้าไทเฮาอีกครั้ง 
    “เหวินสี่ มาทำอะไรกัน หึ จะมาขอร้องอีกใช่มั้ย เมื่อวานแม่พูดว่ายังไง ไม่เข้าใจเหรอ”
    “เสด็จแม่ พวกเราไม่ได้มาขอร้อง แต่ว่า เราอยู่ที่โรงเรียนตั้งนาน เรียนรู้มากมาย ก็เลยมารายงานเสด็จแม่ ประเทศรุ่งเรือง”
    ทุกคนเอ่ยพร้อมกัน “ประเทศรุ่งเรือง อาจารย์สั่งสอนศิษย์ ศิษย์ช่วยเหลืออาจารย์ นักปราชญ์มีคุณธรรม เคารพอาจารย์ เรียนอยู่ที่อาจารย์ ปกครองอยู่ที่กฎหมาย อาจารย์เปรียบเหมือนบิดา เคารพอาจารย์ไม่แบ่งแยกชนชั้น”
    เหวินสี่ถาม “เสด็จแม่ เราท่องถูกมั้ย”
    “พวกเจ้าท่องได้ดี ข้าดีใจมาก เอาล่ะ สิ่งที่พวกเจ้าพูด ข้าเข้าใจแล้ว กลับไปก่อนเถอะ”
    หลังพวกเหวินสี่ออกไป ไทเฮาเอ่ยกับหมิงกงจ่าง
    “เด็กพวกนี้ ในที่สุดก็โต”
    “ทรงพระปรีชา”
    “ปันซูกับโค่วหลันจือ ใครดีกว่ากัน ด้านความรู้ ปันซูยังห่างไกลมาก เพราะอะไรปันซู กลับได้ใจของเด็กพวกนี้”
    “ไทเฮา โบราณว่า สุภาพบุรุษเน้นคุณธรรม ข้อนี้ มีเหตุผลมาก”
    “เน้นคุณธรรมงั้นเหรอ หึ”
    หลิวเอี้ยนเข้ามาเฝ้าไทเฮา ทรงถามว่ามีเรื่องอะไร
    “หม่อมฉันมีเรื่องสำคัญต้องทูลไทเฮา”
    “เรื่องอะไร”
    “เกี่ยวกับเพลิงไหม้ครั้งนี้เพคะ”
    “เจ้ารู้อะไร”
    “หม่อมฉัน หม่อมฉันรู้ว่า ใครเป็นคนวางเพลิง”
    หลิวเอี้ยนที่เล่าความจริงกับไทเฮา ทรงถามว่าเป่ยเย่พูดจริงเหรอ
    “หม่อมฉันกล้าสาบาน”
    “เฮ่อ อาหมิง ส่งหน่วยลับไปบ้านโค่ว ต้องตรวจสอบให้ละเอียด”
    “เพคะ”
    “ไทเฮา ทั้งหมดเป่ยเย่ทำคนเดียว ไม่เกี่ยวกับอาจารย์โค่ว หม่อมฉันเห็นอาจารย์โค่วช่วยดับไฟ อ้อ จริงสิ อาจารย์โค่วยังดุว่าเป่ยเย่ด้วย”
    “เป่ยเย่เป็นสาวใช้ เจ้านายก็เลี่ยงไม่พ้น แต่ว่าเจ้า เป็นศัตรูกับปันซูไม่ใช่เหรอ ทำไมถึงช่วย-นางล่ะ อีกอย่าง เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งนานแล้ว ทำไมเจ้าเพิ่งมารายงานข้า”
    “หม่อมฉัน หม่อมฉัน..นี่เรื่องใหญ่ หม่อมฉันตกใจ ขาดสติ เป็นห่วงว่า อาจารย์โค่วจะเกี่ยวข้อง ก็เลย ไม่กล้าพูดออกมา ก็จริง ที่หม่อมฉันไม่ชอบปันซู แต่ว่าครั้งนี้ นางช่วยหม่อมฉัน ขงจื๊อกล่าวว่า ผิดต้องแก้ไข หม่อมฉัน ก็ต้องตอบแทนบุญคุณ ไทเฮา อาจารย์ปันไม่เกี่ยว หม่อมฉันเห็น นางกับอาจารย์เหยาเกือบถูกเผา ถ้านางไม่เตะท่อนไม้ พวกนางคงตายอยู่ในนั้นแล้ว จริงสิไทเฮา หม่อมฉัน ยังไงก็เป็นองค์หญิง อาจารย์ปันช่วยหม่อมฉัน ยังไง ก็นับว่ามีผลงาน ลงโทษนาง สถานเบาได้มั้ย เนรเทศสามพันลี้ มันไกลเกินไป”
    “เจ้าปกปิดความจริงมานาน ถือว่าเป็นโทษหนัก กลับมีแก่ใจพูดแทนนาง”
    “หม่อมฉันรู้ผิด อาจารย์ปันเคยสอนกฎหมายเก้าข้อของราชวงศ์ กล่าวว่า นักโทษอายุต่ำกว่าสิบห้า ยกโทษให้ได้ ปีนี้หม่อมฉันเพิ่งสิบสี่”
    “เฮอะ รู้จักใช้หลักฐานมาพูดนะ หืม”
    “ไทเฮา หม่อมฉันขอร้อง อาจารย์ปันช่วยหม่อมฉันจนบาดเจ็บ ตอนนี้ยังไม่ฟื้นเลย ละเว้นนาง..จะได้มั้ย”
    หมิงกงจ่างทูล “ไทเฮา ท่านแม่ทัพใหญ่ขอเข้าพบ”
    เติ้งเข้ามาพร้อมเป่ยเย่ “อาสุ่ย ไม่ต้องใช้หน่วยลับ คนร้ายวางเพลิง ข้าพามาแล้ว”
    เป่ยเย่ทูลต่อหน้าไทเฮา “กราบทูลไทเฮา โค่วหลันจือเคยพูด ถ้านางแต่งกับแม่ทัพใหญ่ หม่อมฉันต้องตามไปด้วย หม่อมฉันคิดว่า จะชงชาให้ท่านแม่ทัพใหญ่ มองดูเค้าอยู่ห่างๆ หม่อมฉันก็มีความสุขแล้ว หม่อมฉันก็เลย ยินดีช่วยโค่วหลันจือ ร่วมเป็นร่วมตายวางเพลิงเพื่อรักษาตำแหน่งฮูหยินของนาง แต่สุดท้าย นางให้เงินก้อนนึงและไล่ออกมา ไทเฮาเพคะ โค่วหลันจือ อิจฉาปันซู ทุกอย่างที่หม่อมฉันทำ โค่วหลันจือบงการทั้งนั้น โปรดทรงวินิจฉัยด้วย”
    เติ้งตวาด “หักหลังเจ้านาย ให้อภัยไม่ได้ เจ้าหน้าที่ พาตัวไป”
    “หา โปรดอภัยด้วย” เป่ยเย่สะอื้น 
    “ข้าบอกแล้ว อยู่ดีๆ ไฟไหม้ได้ยังไง โชคดีที่จับได้ อยู่นอกบ้านตระกูลโค่ว ทำลับๆ ล่อๆ ยังไม่ลงโทษก็สารภาพแล้ว” 
    “ท่านก็พูดเกินไป โค่วหลันจือก็ช่วยดับไฟ คนเห็นมากมาย” ไทเฮาว่า
    “นางเป็นยอดหญิงอันดับหนึ่ง งานโรยหน้าทำได้ดี เอาล่ะ ความจริงปรากฏแล้วปล่อยปันซูเถอะ คนวางเพลิงก็จับได้แล้ว ควรปล่อยคนในคุก” เติ้งกระแหนะ 
    ไทเฮาเตือน “เรื่องนี้ต้องมองให้ไกล ท่านฟังข้าพูดก่อน ปันซูถูกคนใส่ร้าย วังถูกเพลิงไหม้กับนางเตะท่อนไม้เกี่ยวข้องกันแม้จะไม่ตั้งใจ ก็ต้องรับโทษ ไม่งั้นใครจะรับผิดชอบ ที่ถูกเผา เกือบครึ่งหนึ่งของวังขุนนางอาวุโส รู้ว่าท้องพระโรงทิศใต้ถูกเผา แต่ละคนต่างก็ไม่พอใจ ร้องเรียกให้ลงโทษปันซู”
    “พวกเขาต้องการลงโทษคนวางเพลิง บอกพวกเขาว่านางสารภาพแล้ว”
    “ไม่ง่ายอย่างงั้น เป่ยเย่เป็นคนวางเพลิง ต้องจัดการอย่างเงียบๆ”
    “เพราะอะไร”
    “ก็เพราะว่านางเป็นสาวใช้ของโค่วหลันจือไงล่ะ ฮื่อ สองตระกูลดองกันคนรู้หมดแล้วสาวใช้คนสนิทของโค่วหลันจือวางเพลิง จะให้ตระกูลโค่ว กับตระกูลเติ้งจัดการยังไง ฮ่องเต้ทรงพระเยาว์ ดื้อรั้น แม้ข้าจะสั่งการ แต่เหล่าขุนนางอาวุโส สร้างความลำบากใจให้ข้า ต้องถูกวิจารณ์ตลอดว่า ผู้หญิงสั่งการ ฝืนมติสวรรค์ สวรรค์ตักเตือนด้วยการเกิดเพลิงไหม้” 
    “เหลวไหล ใครพูด ข้าจะตัดลิ้นมัน”
    “ปากคนมากมายตัดหมดเหรอ พี่ใหญ่ ข้าเป็นผู้หญิง อยากสยบขุนนางพวกนั้น ต้องอาศัยท่าน และตระกูลเติ้ง มิอาจให้ตระกูลโค่วพลอยโดนไปด้วย ไม่อยากให้ตระกูลเติ้งเสียชื่อเสียง โค่วหลันจือ เป็นหลานสาวแม่ทัพโค่วเสียน ตระกูลโค่ว”
    เติ้งแทรก “เพื่อโค่วหลันจือ เพื่อชื่อเสียงของตระกูลเติ้งเลยไม่สนใจปันซูใช่มั้ย”
    “ข้าก็อยากปล่อยนาง หลายคนขอร้องเพื่อนาง แต่เราต้องการคำอธิบาย”
    “ไม่ต้องแต่ อาสุ่ย ตั้งแต่เจ้าเป็นไทเฮาข้ารู้สึกผิดหวังมาก ไม่มีความเป็นผู้หญิง ตั้งแต่ต้นจนจบ ปันซูเคยทำอะไรผิดต่อฟ้าดินบ้าง หากมีใคร ข่มขู่ไทเฮาอย่างเจ้า เจ้าจะจัดการโดยไม่ลังเล แต่เพื่อชื่อเสียงของตระกูลเติ้งเจ้าไม่สนใจนาง ต่อไป..เจ้าก็คงไม่สนใจพี่ชายอย่างข้า”
    “ถามใจตัวเองเถอะ ที่เป่ยเย่ทำร้ายนาง เป็นเพราะท่านทำไม่ถูก ถ้าแต่งกับโค่วหลันจือเร็วกว่านี้ นางก็คงไม่แค้น” 
    “ได้ ได้ เจ้าเป็นไทเฮา จะจัดการกับปันซูข้าเป็นขุนนางไม่มีสิทธิ์พูด แต่ข้าอยากบอกว่า..จากนี้ไป เรื่องของสองตระกูลต้องลบทิ้ง แม้ว่าข้าจะแย่ ก็ไม่อยากมีฮูหยิน ที่จิตใจมีแต่แผนชั่ว ข้าขอลา”

ยอดหญิงปันซู 26
    ปันซูฟื้นขึ้นมาก็เจอเหยาเจวียนกับจิ่นซู เหยาเจวียนถามว่าจำได้มั้ยว่าใคร
    “ศิษย์พี่ ข้าบอกแล้ว ว่าอย่าอ่านนิทานพวกนั้น นี่ไม่ใช่นิทาน แค่สลบ แต่ยังจำได้” เหยาเจวียนหัวเราะ “ที่นี่..ที่ไหน”
    เหยาเจวียนว่า “คุกประหาร”
    “ถิงเว่ยตรวจสอบเป็นไง จะลงโทษยังไง”
    “ยังไม่มีผลสรุปเลย ในราชสำนัก ต่างบอกว่าเจ้ามีโทษสูงสุด บอกให้ไทเฮาลงโทษอย่างหนัก”
    “ข้าเคราะห์ร้ายอย่างที่สุด ท่านอา รู้เรื่องนี้มั้ย”
    “พอนางได้ฟังเรื่องนี้ ก็ไปหาไทเฮา เจ้าก็รู้ นิสัยเที่ยงตรงของนาง ถึงเสียใจ แต่ก็ไม่ขอร้องไทเฮา ให้ไทเฮาจัดการอย่างยุติธรรม”
    “นางไม่สบาย แต่เข้าวัง พบไทเฮา นั่นก็ช่วยแล้ว นางเป็นไงบ้าง ไม่ป่วยใช่มั้ย”
    “พอกลับไปก็ป่วยหนักอีกรอบ แต่ตอนนี้หายแล้ว”
    “ทำไมป่วยอีก เป็นเพราะข้าไม่เอาไหน”
    เหยาเจวียนว่า “ไม่ ไม่เกี่ยวกับเจ้า ตระกูลปันที่ฟูฟง เรื่องเพลิงไหม้เผยแพร่ออกไป หัวหน้าตระกูลปันมีคำสั่งว่า ชื่อเจ้าไม่มีในบันทึก ก็เลยไม่นับ ฉะนั้นโทษทั้งหมด ไม่เกี่ยวกับตระกูลปัน”
    “เว่ยอิงล่ะ ทำไมไม่มาเยี่ยมข้า”
    เหยาเจวียนอึกอัก จิ่นซูว่า “อาจารย์ ท่านเข้าใจผิดแล้ว เขามาเยี่ยมท่านทุกวัน เขาบาดเจ็บที่ขาอาการหนักเลยมาไม่ได้ อ้อ เขาสั่งข้าไว้ ให้มอบสิ่งนี้ให้ท่าน”
    “ทำไมอาการเขากำเริบล่ะ”
    เหยาเจวียนว่า “ไม่ใช่กำเริบหรอก เพราะวันนี้ เขากับคนของกองปราบ พวกเขาต่อสู้กัน เลยถูกแทงที่ขา” ปันซูตกใจ “เจ้าๆ อย่าห่วงเลย ไม่เป็นไรมาก แต่ว่า ต้องพักผ่อนให้มาก ห้ามเดินไปมา เดี๋ยวก็ได้พบกัน”
    “ข้ากลัวว่าข้าจะถูกตัดหัว ไม่ได้พบเขาแล้ว”
    “พูดๆ เหลวไหล ไทเฮาเป็นคนดี ไม่ตัดหัวเจ้าหรอก อีกอย่างถิงเว่ย ยืนยันว่า มีคนจงใจวางเพลิง แม่ทัพเติ้งกำลังช่วยตรวจสอบ ลูกศิษย์ในโรงเรียน เพื่อเจ้าแล้ว ทำทุกทางเพื่อขอร้องไทเฮา”
    ปันซูนิ่งไป “ช่วยขอร้องเหรอ”
    จิ่นซูบอกเล่าต่อ “ใช่แล้วค่ะ องค์หญิงเหวินสี่พาทุกคน ไปเข้าเฝ้าไทเฮา”
    ฮั่วหวนมาเข้าเฝ้าไทเฮา ทรงให้คนอื่นออกไปก่อน
    “กระหม่อมมาแล้ว ไทเฮามีอะไรรับสั่ง”
    “ไม่ต้องระวังตัวมาก อยู่ที่หอจูเชี่ย ไม่เห็นเป็นแบบนี้”
    “ขอบพระทัย คราวก่อน อยู่ข้างนอกไม่มีใครเห็น แต่อยู่ในวัง มีคนจ้องมอง ถ้ากระหม่อมไม่ระวังตัว เสียมารยาท ก็ถูกลากไปโบยน่ะสิ”
    “เจ้าช่วยชีวิตข้า ใครกล้าโบยเจ้า”
    “จริงเหรอ คำพูดของไทเฮามีค่า กลับคำไม่ได้ เอางี้ โปรดประทานป้ายพิเศษ ให้กับกระหม่อม ในนั้นเขียนว่า..ยกเว้นถูกโบย กระหม่อม ถึงจะมีเป็นหลักฐาน”
    “ฮึ รู้แล้วว่าทำไม เจ้าเป็นเพื่อนกับพี่ชายข้าได้ พูดจา ไม่ต่างกันเลย”
    “เรียกว่า คนเรา..แบ่งตามกลุ่ม ไทเฮาก็พูดได้ ว่าเราเป็นพวกเดียวกัน เจ้าเล่ห์เหมือนจิ้งจอก”
    “พี่ข้าเป็นจิ้งจอก แล้วเขาเป็นอะไร”
    “กระหม่อมพูดผิด แต่ว่า ไทเฮาก็ชินแล้ว”
    “เอาล่ะ ฮั่วหวน เรื่องซ่อมแซมวัง ข้าอยากปรึกษาเจ้า ไปดูเป็นเพื่อนข้าหน่อย” 
    “พะย่ะค่ะ”

จบตอนที่ 26