บันเทิง

ยอดหญิงปันซู 27

ยอดหญิงปันซู 27

04 มิ.ย. 2560

เติ้งไปขอถอนหมั้นหลันจือ และพูดเรื่องที่ให้เป่ยเย่เผาโรงเรียน หลันจือยืนยันว่าเธอไม่ได้สั่ง และกรีดมืดใช้เลือดเขียนหนังสือถอนหมั้นให้เติ้ง จนตัวเธอสลบ

ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 05.00 น. / 23.10 น. ทางช่อง NOW26
Ban shu Legend ตอนที่ 27

    เว่ยอิงส่งจดหมายมาให้ปันซูว่า “สะอาด คือสะอาด ข้าจัดการเอง เจ้าอยู่ในคุก ฝึกเขียนอักษร ออกมาแล้ว ข้าจะอธิบายให้ฟัง”
    “เว่ยอิง ปลอบใจข้าหน่อยก็ไม่ได้”
    เหยาเจวียนถาม “ศิษย์พี่เขียนว่าอะไรเหรอ”
    “เฮ่อ เปล่าหรอก ศิษย์พี่ ติดคุกครั้งนี้ เกินคุ้ม ไม่เพียงช่วยเจ้า ยังชนะใจศิษย์ กับเว่ยอิง ข้าว่า คุ้มค่ามาก จิ่นซู ตักน้ำมา ข้าจะฝึกเขียน ศิษย์พี่ ข้าต้อนรับเจ้ากับฮั่วเหิงด้วยเหล้านมม้าดีมั้ย”
    เหยาเจวียนหัวเราะ “ดี ดีเลย”
    “ศิษย์พี่ ทำไมพวกเขารีบประกาศว่า ข้าไม่ใช่ตระกูลปัน ข้าเป็นลูกสาวพ่อ พยายามมาตลอด”
    เหยาเจวียนปลอบ “อื่อๆ ไม่เป็นไร อย่าคิดมาก ไทเฮาเป็นคนดี นางต้องช่วยเจ้าแน่นอน จะว่าไป เจ้าทำเพื่อข้า ข้าต้อง โดนเนรเทศด้วย”
    “ศิษย์พี่ หนังสือหน้าหลังไม่เข้ากัน ใครจงใจทำหนังสือปลอมมาใส่ร้ายข้า”
    “โค่วๆ หลันจือ ไม่มั้ง วันนั้น นางพาคน มาช่วยดับไฟ” เหยาเจวียนว่า
    “ใช่ ถึงนางเกลียดข้า คงไม่ถึงขั้นให้ตาย ไม่รู้ว่าบันทึก..เขียนจบหรือเปล่า”

ยอดหญิงปันซู 27
    ไทเฮาเรียกฮั่วหวนมาบอกว่าให้เขาช่วยออกความเห็นหน่อย
    “ถ้าหาก มีเรื่องหนึ่ง ที่เจ้าต้องทำ แต่ทำแล้ว คนอื่นลำบาก คนสำคัญของเจ้า ไม่เข้าใจ แถมโทษเจ้า ทำไงดี”
    “มันมีสองด้าน ทำร้ายคน ช่วยคน กระหม่อมเชื่อ ตอนไทเฮาตัดสินใจ คงลำบากใจมากแต่ว่า ทุกคนมีทางเดิน มีทางเลือก คนอื่นเข้าใจผิด ขอเพียงไม่ละอายใจ ก็ทำไปเถอะ”
    ไทเฮาถอนใจ หมิงกงจ่างเข้ามาทูลว่าใต้เท้าหยางมาขอเข้าเฝ้า ฮั่วหวนทูลลา
    ใต้เท้าหยางเข้าเฝ้า “ไทเฮา ในวัง เกิดเพลิงไหม้ ลามไปถึงหอวัง เหล่าอาจารย์ถูกควันไฟ ได้รับบาดเจ็บ ตอนนี้อาจารย์เว่ย รักษาตัวอยู่ ดังนั้น การสอนที่หอวัง เกรงว่า..”
    “เมื่อเป็นแบบนี้ จะย้ายอาจารย์บางส่วน จากโรงเรียนหลวงมาดูแลหอวัง”
    “คือ...ไทเฮา ไม่ใช่..กระหม่อมปฏิเสธ แต่ว่า การสอบคัดเลือกมาถึงแล้ว”
    “เฮอะ ลืมเรื่องนี้ไปเลย ก็จริง การสอบคัดเลือก เป็นเรื่องใหญ่ ผู้ที่ดีเด่น ต่อไปต้องเป็นขุนนาง ต้องสำคัญกว่าอยู่แล้ว หอวัง ต้องรอเว่ยอิงหายดี ค่อยเรียนต่อ”
    “กระหม่อม รับบัญชา”
    “จริงสิ ลูกศิษย์โรงเรียนหลวงเข้าร่วมสอบ กี่คนเหรอ”
    “อ้อ ราชสำนัก และอำเภอเสนอมาทั้งหมด 781 คน”
    “หึ ลูกศิษย์ของท่านเป็นที่รู้กันว่าเป็นศิษย์ที่ดี ครั้งนี้ เข้าสอบกี่คน”
    “อ้อ 121 คน”
    “ท่านหยางมีลูกศิษย์มากมาย สมคำร่ำลือ”
    “อ่ะ ชมเกินไปแล้ว กระหม่อมเป็นคน..มีนิสัย ชอบสอนหนังสือคน ตอนนั้น เป็นเพราะโรงเรียนส่วนตัว จึง รับปากฮ่องเต้ เข้าวังเป็นขุนนาง ตอนนี้ กระหม่อม ไม่กล้าละเลยไทเฮาโปรดวางใจ โรงเรียนของกระหม่อมแม้จะใช้ชื่อของกระหม่อม แต่งานทั้งหมด ลูกศิษย์ของกระหม่อมเป็นคนทำ กระหม่อม เพียงแต่ไปสอนวันหยุด เพียงแค่นั้น จะไม่ทำให้งานราชสำนักเสียหาย”
    “อ่ะ ท่านคิดมากไปแล้ว ท่านชื่อว่าเป็นซีฟูจื่อ ไม่ใช่ข้าไม่รู้ จริงสิ หอวังเข้าสอบกี่คน”
    “คือ...อ๋อ คราวนี้ลงชื่อคนเดียว”
    “เฮ่อ ปีก่อนสามคน ปีนี้คนเดียว ฮื่อ ดูแล้ว หอวังของข้าคงจะเสียแรงเปล่า ก็ใช่ แม้แต่ฮ่องเต้ ยังเกเร คนย่อมทำตาม ลูกศิษย์คนอื่น จะตั้งใจเรียนได้ยังไง”
    “ไทเฮา ทรงคิดมากไป หอวัง ตั้งแต่มีอาจารย์เว่ย การเรียนที่หอวัง เปลี่ยนไปมาก เหล่าลูกศิษย์ที่มีความขยันไม่พอ อยู่ที่..ตัวของพวกเขาเอง”
    “หา โปรดพูดให้ชัดเจน”
    “ไทเฮา กระหม่อมพูดตามตรง ทำไมราชวงศ์ ถึงมีระบบเลือกลูกศิษย์ เป็นเพราะ ลูกศิษย์คนจน เรียนลำบาก ถ้าได้เป็นเสาหลักของประเทศไม่ต้องใช้แรงงาน เข้าโรงเรียนหลวงไทเฮาตั้งหอวัง ก็เพื่อ อยากให้ลูกศิษย์สูงศักดิ์ เรียนแบบฮ่องเต้องค์ก่อน มานะบากบั่น แต่ว่า ลูกศิษย์หอวัง เกิดมาสูงศักดิ์ แค่พ่อแม่ปกป้อง ก็สืบทอดตำแหน่งได้ หรือว่า..รุ่นพ่อสอน ก็เข้าวังเป็นขุนนางได้ ในเมื่อไม่ต้องเสียแรง ทำไมต้อง..ลำบากเล่าเรียน เข้าร่วมสอบคัดเลือกด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้อาจารย์เว่ยจะตั้งใจสอน แต่พวกเขา..รักสบาย ไม่มีจิตใจเรียน”
    “ท่านทำให้ข้าตื่นจากฝัน ข้าขาดความรอบคอบ ได้โปรดสอนข้า ทำยังไง ถึงจะแก้ไขได้”
    “รับสั่งได้หรือไม่ ลูกศิษย์หอวัง ห้ามไม่ให้คนอื่นเสนอเป็นขุนนาง แต่ว่า ให้จบโรงเรียนหลวง ถึงจะเป็นขุนนางได้”
    “เกรงว่ายังไม่ถึงเวลา ไม่อย่างงั้น ขุนนางอาวุโสโวยวาย ข้าลำบากแน่”
    “เฮ้อ งั้นก็ยากแล้ว ลูกศิษย์หอวัง เป็นบุตรหลานเชื้อพระวงศ์ ต้องมีคนที่..ไม่กลัวอำนาจ ใช้วิธีลัด เปลี่ยนรูปแบบใหม่ จึงจะ..เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้”
    “ไม่กลัวอำนาจ แถมเป็นวิธีลัด หาคนแบบนี้ได้ที่ไหน”
    “กระหม่อมนึกถึงคนๆ หนึ่ง สามารถ..แก้ปัญหานี้ได้”
    จิ่นซูทำแผลให้ปันซูพลางบ่นที่หลิวเอี้ยนมาเยี่ยมแค่ครั้งเดียว
    ปันซูว่า “เฮ่อ นี่คุกประหาร ข้าเป็นนักโทษ ไม่มีรับสั่ง เข้ามาไม่ได้”
    “แต่นาง.. เฮ่อ หมอบอกว่า แผลของเจ้า อาจไม่หายชั่วชีวิต” 
    “หึ ไม่หายก็ช่างเถอะ แค่แผลเป็น ไม่สำคัญเท่าชีวิตหรอก”
    จิ่นซูจะพูดต่อพอดีหมิงกงจ่างเข้ามา บอกว่า
    “ไทเฮารับสั่ง ให้อาจารย์หญิงปันซู เข้าวังเข้าเฝ้า”
    “รับบัญชา อาจารย์หญิงปันซูเหรอ ไทเฮาไม่ได้ปลดตำแหน่งข้า ฮ้า”


    ปันซูเข้าเฝ้าไทเฮา ทรงถามว่าอาการเป็นยังไงบ้าง
    “ขอบพระทัยไทเฮา หายหกเจ็ดส่วนแล้ว”
    “ข้าตรวจสอบแล้ว เรื่องวางเพลิง เป็นคนอื่นทำ แต่ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าเตะท่อนไม้ วังทิศใต้ก็คงไม่ไหม้”
    “หม่อมฉันรู้ผิด แล้วแต่จะลงโทษ ขอแค่ ไม่เกี่ยวกับคนอื่น”
    “ไม่คิดว่าตัวเองบริสุทธิ์เหรอ มันต้องเกี่ยวอยู่แล้ว เจ้าถูกชี้ความผิด ช่วยชีวิตคน แต่กลับถูกขัง”
    ปันซูอึกอัก “คือ...”
    “เฮ่อ ไม่ยุติธรรมต่อเจ้า บางครั้งอยู่ในวัง มันก็เลี่ยงไม่ได้ เจ้าอ่านหนังสือจริยธรรมตงฟางซั่ว ความผิดแค่เรื่องมารยาท อยู่ต่อหน้าท้องพระโรง อู่ตี้ลงโทษเขา เพราะอะไร เพราะต้าฮั่นเน้นมารยาท พูดและกระทำมิอาจผิดพลาดได้ เรื่องวังเกิดเพลิงไหม้ ขุนนางจ้องมอง ราษฎรวิจารณ์ แม้ข้ารู้ว่า เจ้าไม่ได้ตั้งใจ ก็มิอาจละเว้นได้”
    “หม่อมฉันเข้าใจ”
    “แต่ว่า เจ้าช่วยชีวิตข้า องค์หญิงเป่ยเซียงและเหยาเจียน เห็นแก่คนมากมายที่ขอร้องเพื่อเจ้า ข้าก็สามารถลดโทษเจ้าได้ เฮ่อ มีโอกาสให้ทำคุณไถ่โทษ แต่ว่า เจ้าจะคว้าไว้หรือเปล่า”
    “โปรดรับสั่งมา”
    “เจ้ารู้มั้ย ทำไมโรงเรียนฝ่ายในให้ผู้หญิงเรียน หอวังให้ผู้ชายเรียน”
    “ลูกศิษย์ผู้สูงศักดิ์ อยู่อย่างฟุ่มเฟือย ไม่มีใจเล่าเรียน ไทเฮาจึงตั้งโรงเรียนในวังขึ้นมา” 
    “โรงเรียนฝ่ายในเฉาต้ากูกับหลิวเสียนดูแล พอวางใจได้ แต่หอวัง ตั้งมาสามปีกว่า ลูกศิษย์ไม่ใฝ่ก้าวหน้า สิ่งที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ เป็นเพราะลูกศิษย์ ไม่มีแรงผลักดัน ไม่เหมือนคนจนที่อดทนเรียน วังทิศใต้เกิดเพลิงไหม้ อาจารย์ป่วยลากลับบ้าน พวกเด็กหนุ่มเหมือนม้าที่หลุดจากเชือก ดังนั้น หวังว่าจะมีอาจารย์สักคน มาช่วยสั่งสอนพวกเขา”
    “ทรงหมายความว่า..”
    “หึ ถูกต้อง ในเมื่อ เจ้าดูแลลูกศิษย์พวกนั้น ได้อย่างเป็นระเบียบ ข้าเชื่อว่า อยู่ในหอวัง สร้างผลงานได้ ข้ามีคำสั่ง ให้ลูกศิษย์ทั้งหมด เข้าร่วมหลังสอบคัดเลือกเสร็จ ลูกศิษย์ในห้าสิบสามคน สอบผ่านห้าคน ข้าละเว้นโทษให้” 
    ปันซูตะลึง “หา”
    “แน่นอน ถ้าเจ้าทำไม่ได้ ข้าจะลงโทษที่ทำเพลิงไหม้ เนรเทศไปหลิ่งหนาน”
    “ขอทูลถาม ที่ผ่านมาศิษย์หอวัง สอบผ่านคัดเลือกกี่คน”
    “ไม่มี”
    ปันซูตกใจมาก “หา”
    “ทำไม กลัวเหรอ จะสละสิทธิ์ก็ได้ เห็นแก่คนที่ขอร้องให้เจ้า ข้าจะลดจากสามพันลี้เป็นพันห้าร้อยลี้”
    “หม่อมฉันไม่กลัว หม่อมฉันยินดี แต่ไทเฮา นี่เป็นงานยาก ขออภัย ที่กล้าเพิ่มพระกรุณา”
    “เฮอะ กล้าต่อรองกับข้าเหรอ ได้ ต้องการอะไร พูดมา”
    “หากหม่อมฉันทำสำเร็จ โปรดรับสั่ง ให้ตระกูลปัน บันทึกชื่อหม่อมฉัน ยอมรับเป็นสายเลือดด้วย”
    “ได้ ข้ารับปาก หัวหน้าวัง ถ่ายทอดคำสั่ง ให้อาจารย์หญิงปันซู ดูแลหอวัง หายดีแล้ว รับหน้าที่ทันที”
    หมิงกงจ่างน้อมรับ “เพคะ”
    เวลาต่อมา ไทเฮาปรึกษากับฮั่วหวนว่า
    “เจ้าว่า ข้าจัดการเป็นไงบ้าง”
    “อ่ะ ปันซูเป็นเพื่อนที่ดี ยอมอนุโลมให้ ขอบพระทัยมาก”
    “ข้าทนไม่ได้ที่พวกเจ้ามาขอร้อง แต่ครั้งนี้ นางถูกใส่ร้าย หวังว่าครั้งนี้ นางจะใช้ความสามารถ ทำให้ศิษย์ตั้งใจเรียน ไม่อย่างงั้น ข้าตั้งโรงเรียนหอวัง ยังสู้โรงเรียนชาวบ้านไม่ได้ ถ้าเผยแพร่ออกไป จะให้ข้าเอาหน้า..ไปไว้ที่ไหน”
    “แต่ว่า เอ่อ ขอพูดตามตรง ความรู้ของนาง ยังห่างไกลอาจารย์ในวัง คิดจะบรรลุเป้าหมาย กลัวว่า...”
    “เจ้าวางใจเถอะ ที่เจ้าพูดกับข้า ข้าก็นึกขึ้นมาได้ เป็นปัญหาของข้าด้วย คิดแต่ว่า จะอธิบายกับราชสำนัก จนลืมเรื่องสำคัญ เมื่อจับผู้ร้ายวางเพลิงได้แล้ว ก็ไม่ควรตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องคนอื่น ไม่อย่างงั้น จะมีกี่คนยินดีทำความดี ปันซู แม้ความรู้สู้คนอื่นไม่ได้ แต่ว่าด้านอบรมสั่งสอนไม่แพ้ใคร ห้องหนึ่งกับห้องสอง ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน แต่เพื่อขอร้องให้นาง กลับรวมตัวกัน หึ ส่วนหลิวเอี้ยน นางเป็นเชื้อพระวงศ์ ที่เกเร กับปันซูเหมือนน้ำกับไฟ เพื่อช่วยนางกลับมาขอร้องข้า หึ และครั้งนี้ ข้าฝากความหวังไว้กับนาง แต่ว่า ถึงนางทำไม่สำเร็จ ข้าก็จะไม่ลงโทษอีก แต่บอกให้นางรู้ไม่ได้ ม้าตัวนี้ คอยห่วงว่าจะโดนแส้เมื่อไหร่ จะได้วิ่งเต็มแรงถูกมั้ย”
    “ทรงพระปรีชา”
    “ถึงเป็นเพื่อนกัน ก็ต้องรักษาความลับ”
    “พะย่ะค่ะ แต่รู้สึกว่า ไทเฮาหาคนมาแทนไม่ได้ ถึงใช้ม้าตาย..รักษาแบบม้าเป็น”
    “หึ เจ้าพูดจาคล่องแคล่วจริงๆ เฮ่อ ใช่ ลูกศิษย์ในหอวัง เฮอะ ถือว่าเป็นเพื่อนกับฮ่องเต้แต่ละคนหยิ่งยโส เมื่อก่อนนอกจากเว่ยอิง ไม่มีใครคุมได้ ข้าเองก็จนปัญญา จึงนึกถึงปันซูไม่กลัวฟ้าดิน”
    “เดี๋ยวฮ่องเต้คงเข้าใจ”
    “เขาเข้าใจแล้ว ว่าข้าไม่ใช่แม่บังเกิดเกล้า”
    “เอ่อ ฮ่องเต้ไม่ได้ตาบอด อายุสิบสี่แล้ว ต้องรู้เรื่องนั้นอยู่แล้ว ท่าทางนี้ อย่างมากก็เป็นแค่พี่สาว”
    “ฮั่วหวน ในวังนี้ มีแต่เจ้าที่กล้าพูดเล่นกับข้า”
    ฮั่วหวนหัวเราะ “ถ้าหากมีคน กระหม่อมก็ไม่กล้า แต่นี่ไม่มีใคร ท่านอายุยังน้อย แต่ทรงงานหนักมาก ถ้าเอาแต่วางตัว จะยิ่งเหนื่อย”
    “เฮ่อ เป่ยเย่ ต้องลงโทษหนัก เจ้าว่า โค่วหลันจือรู้เห็นเป็นใจมั้ย”
    “พูดตามจริง รู้สึกว่า เพลิงไหม้ครั้งนี้ น่าจะเป็นเป่ยเย่ทำเอง โค่วหลันจือช่วยดับไฟ พวกเหยาเจียนก็เห็นกับตา นางเป็นยอดหญิง หากคิดทำร้ายปันซู มีหลายวิธี ไม่จำเป็นต้องเอาตำแหน่งฮูหยินของท่านแม่ทัพใหญ่ ไปเกี่ยวพันด้วย”
    “ข้าก็คิดแบบนั้น เฮ่อ แต่พี่ชายข้า โวยวายจะไปถอนหมั้น ไม่รู้ว่า วุ่นวายแค่ไหนแล้วจริงสิ พวกเจ้าเป็นเพื่อนสนิทกัน บอกความจริงข้าได้มั้ย พี่ชายข้า กับปันซูมันยังไงกันแน่ หากการแต่งงานครั้งนี้ล้มเหลว ข้าคิดว่า..”
    “ไทเฮา ไม่ได้เด็ดขาด เรื่องนี้ กระหม่อมไม่อยากพูด แต่รู้ว่า แม่ทัพใหญ่ มีใจให้ปันซู แต่ปันซูกับเว่ยอิง รักกันจริง”
    “เฮ่อ ลืมเรื่องนี้ไปเลย ฮื่อ”

ยอดหญิงปันซู 27
    เติ้งมาพบใต้เท้าโคว่ มีน้องชายของหลันจืออยู่ด้วย เพื่อบอกเรื่องถอนหมั้น หลันจือแอบฟังอยู่นอกห้อง
    “ถอนหมั้น ไม่ได้นะ ไม่ได้เด็ดขาด แม่ทัพใหญ่ งานแต่งนี้ ไทเฮาเป็นคนกำหนดขึ้นเอง”
    “เรื่องนี้ ไทเฮารู้แล้ว ที่ข้าอยากถอนหมั้น ก็ห่วงทางนี้เหมือนกัน ใต้เท้าโค่ว ข้าเป็นแม่ทัพใหญ่ ทำศึกทั้งปี ไม่อยากทำลายอนาคตนาง จึงต้องถอนหมั้น” เติ้งว่า
    ใต้เท้าโคว่ไม่ยอม “แต่ตระกูลเราหมั้นกันหลายปี หลันจือต้องแต่งกับท่าน ทุกคนรู้กันหมด จะถอนหมั้นก็ถอนได้เหรอ”
    “มีรวมก็มีแยก ขอให้ท่านเข้าใจด้วย อย่าให้ข้าลำบากใจ”
    น้องชายหลันจือโมโห “ลำบากใจงั้นเหรอ ท่านรังแกตระกูลโค่ว”
    ใต้เท้าโคว่ปราม “ลูกฟง ออกไป เจ้าไม่ควรพูดมาก”
    “ท่านพ่อ ข้าไม่ไป ได้ใหม่ลืมเก่า ชอบลูกสาวบ้านอื่น ไม่ใยดีกับพี่ข้า ข้ารู้มาตลอด ในหอวังพูดกัน ท่านกับอาจารย์เว่ยแย่งปันซู พี่สาวข้าไม่ดีต่อท่านตรงไหน ตั้งแต่หมั้นก็รัก แต่ท่านแต่ท่าน เจ้าชู้ไม่เลือก เที่ยวหอนางโลม ไม่ไว้หน้าตระกูลโค่วเลย”
    ใต้เท้าโคว่ตบหน้าลูกชาย “เหลวไหล”
    หลันจือตกใจมาก ใต้เท้าโคว่สั่งให้คนพาลูกชายออกไป
    “ท่านพ่อ ต้องช่วยพี่ข้า อย่าให้นางถูกรังแก ท่านพ่อ”
    ใต้เท้าโคว่ถอนใจ “เฮ่อ แม่ทัพใหญ่ เด็กไม่รู้เรื่องพูดไปอย่างงั้น ขอให้ท่าน..”
    เติ้งสวน “เด็กไม่รู้เรื่อง นี่เป็นคำพูดจากใจของตระกูลโค่วใช่มั้ย ช่างเถอะ ตระกูลโค่วมีอคติกับข้า ก็ยิ่งต้องถอนหมั้น หนังสือนี้ หาคนกลางมา ทำลายทิ้งซะ”
    “แม่ทัพใหญ่ ข้าอดทนมาตลอด ไม่คิดว่า..รังแกกันมากไปเหรอ ลูกสาวข้าไม่มีความผิดแม้ท่านเป็นพี่ชายไทเฮา ก็ทำตามใจชอบไม่ได้ ถ้าท่านยืนกรานเช่นนี้ ข้าก็จะยอมขายหน้า ไปฟ้องท่านที่วัดจงเจิ้ง ขอให้ใต้เท้าจงเจิ้งตัดสิน”
    “ไปฟ้องสิ ข้าต้องกลัวท่านด้วยเหรอ ถึงตอนนั้น เกรงว่าตระกูลโค่ว จะขายหน้า”
    “ที่พูดหมายความว่ายังไง”
    “ความหมายก็คือ ในคุกมีนักโทษหญิงชื่อเป่ยเย่ เป็นสาวใช้ลูกสาวท่าน นางสารภาพกับไทเฮาว่า ลูกสาวท่าน อิจฉาอาจารย์ปัน ครั้งนี้ถึงกลับกล้าวางเพลิง เผาทำลายวังทิศใต้”
    ใต้เท้าโคว่ตกใจมาก “อะไรนะ ไม่ เป็นไปไม่ได้”
    เติ้งเอ่ยต่อ “ถ้าอยากรู้ความจริง ถามจงเจิ้งได้ ที่จริงข้าก็อยากไว้หน้าตระกูลโค่ว ถึงหาเหตุผลมาอ้าง เรื่องถอนหมั้น แต่พวกท่านกลับเอาเปรียบ โค่วหลันจือใจร้ายดั่งงูพิษ อิจฉาริษยา มีชื่อเสียงแต่เปลือกนอก กล้าทำเรื่องโหดเหี้ยมอย่างไม่น่าให้อภัย”
    หลันจือตกใจมากที่โดนว่า “หา”
    ใต้เท้าโคว่เสียหน้ามากคุกเข่าต่อหน้าเติ้ง “แม่ทัพใหญ่ ข้าไร้ความสามารถถึงได้สอนลูกอกตัญญู ขอให้ท่าน เห็นแก่ความสัมพันธ์ในอดีต ให้อภัยสักครั้งเถอะ ถอนหมั้น ไม่ใช่ว่าจะถอนไม่ได้ ขอให้ท่าน อดทนรออีกวันสองวัน ข้าจะจัดการ ให้ลูกสาวอกตัญญูแกล้งป่วยหนัก แล้วค่อยถอนหมั้นจะได้มั้ย”
    “เกรงว่าจะไม่ได้ ถอนหมั้น ต้องถอนวันนี้ อย่าว่าแต่สองวันเลย อีกสองชั่วยาม กองปราบจะมาจับตัวลูกสาวท่าน ข้าไม่อยากจะเสียชื่อ”
    หลันจือร้องไห้แสดงตัว “ท่านวางใจเถอะ กองปราบมาจับข้า ข้าโค่วหลันจือจะไม่ยอมให้ใครเดือดร้อน”
    ใต้เท้าโคว่ถอนใจ “เฮ่อ”
    “ลูกอกตัญญู ทำให้ท่านพ่อขายหน้า”     หลันจือร้องไห้ “เรื่องแต่งงาน เป็นเรื่องของสองตระกูล ในเมื่อท่าน คิดว่าข้าเป็นคนโหดเหี้ยม จะถอนหมั้น ก็ไม่เป็นไร แต่ข้าสาบานต่อฟ้า เรื่องเป่ยเย่วางเพลิง ข้าไม่รู้เรื่องอะไรเลยวันนั้น ถ้าข้าคิดจะทำร้าย หรือคิดฆ่าปันซูล่ะก็ ขอให้เหมือนถ้วยใบนี้” 
    หลันจือปาถ้วยแตก เติ้งกับใต้เท้าโคว่ตกใจ
    หลันจือกล่าวต่อ “ถ้ากองปราบตัดสินว่าข้าผิด ข้าจะไปที่ศาลเอง ต่อหน้าทุกคน ข้าจะพูดทุกอย่าง แต่ว่าตอนนี้ ข้ามีเรื่องต้องจัดการ” 
    เติ้งถาม “จะทำอะไร”
    หลันจือแทรก “อย่าเข้ามา”
    ใต้เท้าโคว่เรียกเตือน “หลันจือ”
    “ไม่ต้องห่วง ข้าไม่คิดฆ่าตัวตาย แค่เขียนหนังสือถอนหมั้น ต่อหน้าท่านเท่านั้น” หลันจือร้องไห้ เติ้งตกใจมาก
    หลันจือใช้เลือดเขียนหนังสือไปพร่ำตัดพ้อไป
    “เติ้งจื้อ ไทเฮามีรับสั่ง ให้เราหมั้นกัน ก็หลายปีแล้ว หลายปีนี้ ไม่ทำศึกข้างนอก ท่านก็ไปหาหญิงอื่น ข้าโค่วหลันจือ เคยตัดพ้อมั้ย ตามหลักแล้ว ข้าเป็นคู่หมั้นของท่าน แม้ไม่รักข้า ก็ควรให้เกียรติข้าบ้าง แต่บัดนี้ เกิดคดี ที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ท่านก็มาโวยวาย ถอนหมั้นถึงที่บ้าน ท่านมีจุดประสงค์อะไร ทำลายงานแต่งตามใจ ขัดรับสั่งไทเฮา ถือว่าไม่จงรักภักดี ท่านมีสัญญาแต่งงาน กลับไปชอบหญิงอื่น ถือว่าไร้คุณธรรม ไม่คู่ควรเป็นสามีของข้า ไม่ใช่ท่าน แต่เป็นข้าต่างหาก ที่ต้องการถอนหมั้น”
    ใต้เท้าโคว่เตือน “หลันจือ อย่าวู่วามเด็ดขาด”
    “ท่านพ่อ เขามาโวยวายถึงบ้าน หรือว่าเรา จะถือเป็นเรื่องถูกต้อง ทำลายศักดิ์ศรีตัวเองตระกูลเติ้งเป็นพระญาติ ตระกูลโค่วก็ไม่เลว เป็นลูกหลานของแม่ทัพยี่สิบแปดคน เราต้องอ่อนน้อมยอมคน ให้คนอื่นเหยียบย่ำ เอาไป นี่คือหนังสือถอนหมั้น” หลันจือโยนหนังสือที่เขียนให้ “จากนี้ไปตระกูลเติ้งกับโค่ว ไม่เกี่ยวข้องกัน ข้ามีเรื่องต้องทำ ไม่ส่งนะ” หลันจือสะอื้นแล้วหันหลังออกไป เลือดไหลเป็นทาง
    เติ้งเองก็อึ้ง “ใต้เท้าโค่ว”
    “อ้อ แม่ทัพใหญ่”
    เติ้งรู้สึกผิด “วันนี้ ข้าวู่วามเกินไป ข้ารับรอง ตระกูลเติ้งและโค่ว แม้ไม่มีสัญญาหมั้น แต่มิตรภาพ-ยังคงอยู่ ข้าจะไปไกล่เกลี่ย ไม่ให้เรื่องบานปลาย”
    “ขอบคุณ..ท่านแม่ทัพใหญ่มาก”
    หลันจือออกไปก็กรีดข้อมูลเลือดไหล สาวใช้เห็นก็ร้องลั่น ใต้เท้าโคว่รีบไปดู เติ้งเก็บหนังสือแล้วรู้สึกหดหู่ใจ พอเดินออกมาก็ตบหน้าตัวเอง
    เติ้งมารายงานไทเฮา ทรงตกใจที่รู้ว่าหลันจือกรีดข้อมือตัวเอง เติ้งเองก็ไม่คิดว่าหลันจือจะใจเด็ดเดี่ยวแบบนี้
    “เฮ่อ กองปราบมารายงาน เป่ยเย่ ทนโบยไม่ไหว ยอมสารภาพ เรื่องวางเพลิง นางร่วมมือกับขันทีสองคน เรื่องนี้ โค่วหลันจือไม่รู้เรื่อง”
    “อาสุ่ย กรุณานางได้มั้ย โค่วหลันจือผิดที่ไม่เข้มงวด แต่ว่า..”
    ไทเฮาสวน “ข้าเข้าใจ วางใจเถอะ ปกป้องปันซูได้ ก็ปกป้องนางได้ เหล่าขุนนาง ข้าจัดการเอง”
    “ขอบใจ เจ้าก็รู้ ข้าไม่ชอบนาง แต่ครั้งนี้ ข้ารู้สึกผิดต่อนาง”
    “พี่ใหญ่ ท่านต้องหนักแน่นกว่านี้นะ ทำอะไร อย่าวู่วาม เฮ่อ สิ่งที่ข้าพูดกับท่าน ล้วนมาจากใจ ท่านก็รู้ ฮ่องเต้ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ตอนนี้ในราชสำนัก มีเพียงท่าน ที่ข้าเชื่อใจที่สุด”
    “เฮ่อ พูดแบบนี้ ทำให้ข้าคิดถึงท่านพ่อท่านแม่ ช่างน่าเวทนา เหลือแต่เราสองพี่น้อง”
    “ฮื่อ ใช่ ตอนนี้ทุกอย่างก็ดีแล้ว ข้าเป็นไทเฮา ท่านเป็นขุนพล”
    “เจ้าเป็นไทเฮา ข้าเป็นขุนพล จะเป็นอย่างเดิมไม่ได้ เจ้าว่า ปกป้องปันซู และ..ปล่อยนางเหรอ”
    “ใช่ ข้าเพิ่งมีคำสั่ง ให้ปันซู ทำคุณไถ่โทษ ให้ดูแลหอวัง”
    “ข้าจะไปหานาง เฮอะ”
    เติ้งกำลังเดินออกจากวัง ไทเฮาตามมาเรียกไว้
    “พี่ใหญ่ รอเดี๋ยว จะไปหานาง ข้าไม่ว่า แต่ว่า นางคงไม่อยู่ตระกูลปัน แต่อยู่ตระกูลเว่ย ข้าให้เกี้ยวส่งนางออกจากวัง ได้ยินว่า นางไปฝั่งตะวันออก” เติ้งถอนใจ
    ไทเฮาสวน “ท่านชอบนาง แต่ใจนาง มีคนอื่นแล้ว กลัวไม่มีภรรยาเหรอ โค่วหลันจือไม่ดี ข้าจะเลือกให้ใหม่ก็แล้วกัน” 
    “หึ น้องพี่ เข้าใจผิดแล้ว ข้า ที่จริง ไม่ชอบนาง นางเป็นเพื่อนผู้ชาย เป็นน้องสาว ใช่มั้ย เจ้าเข้าวังเป็นไทเฮา ข้าอยู่คนเดียว หาความสนุก ว่าแต่วังโซ่วอัน มีเหล้ากวาง เขากวาง.. เอามาหน่อย ไปเยี่ยมคนป่วย ไปมือเปล่า คงไม่ดี”
    “ได้ ข้าจะให้คนเตรียมไว้ให้ ขอเพียงท่านคิดได้ ข้าก็ยินดีมีน้องสาว”
    “หึ เฮ้อ มีน้องสาวเพิ่มอีกคน” เติ้งหัวเราะ 
    เว่ยอิงกำลังให้คนรับใช้ช่วยประคองหัดเดิน ปันซูมาเรียกและวิ่งเข้ามาหา 
    “เว่ยอิง”
    “หา อาซู” เว่ยอิงดีใจจูบเธอ ปันซูหัวเราะ “อาซู เจ้าฟื้นแล้ว ออกมาแล้ว”
    “อื้อ ลมมันแรง ไปข้างในเถอะ”
    “ได้ โอ้ย” เว่ยอิงเซจะล้ม
    “เอ๊ะ ยังเจ็บอยู่เหรอ” 
    “ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็หายแล้ว”
    “ได้ยังไง ลมก็แรง เดี๋ยวข้าอุ้ม”
    “หา เอ่อ อาซู ทำอะไร”
    ปันซูอุ้มเว่ยอิงทันที “ไม่มีใคร ไม่ต้องอาย ไปเถอะ”
    ปันซูอุ้มเว่ยอิงไปนอนบนเตียง พอถึงเตียงก็วางลงแต่แรงไปนิด
    “เฮ้อ เจ็บมั้ย”
    “เจ็บ เจ็บไม่ตาย จะตกใจตาย”
    “ยังห่วงเรื่องนี้อีก อยู่ทุ่งหญ้า อุ้มลูกม้าประจำ พวกมันหนักกว่าอีก”
    “อ่ะ พูดเหลวไหลอีก ข้าจะลงโทษเจ้า” เว่ยอิงจูบปันซู
    “ใครพูดเหลวไหล เฮ่อ ท่านนี่ก็ ทำไมต้องต่อสู้กับกองปราบ ทำให้ขาเจ็บ ตั้งแต่พบท่านเห็นท่าน..เดินปกติไม่กี่วัน”
    “ข้าก็ไม่รู้ ข้าบาดเจ็บ เพื่อใครน๊า”
    “เว่ยอิง”
    “หึ ลืมแล้วเหรอ เวลาไม่มีใคร ควรเรียกข้าว่าอะไร”
    “ฮึ เว่ย”
    “ฮึ ครั้งก่อนยังเรียกไม่หยุดปาก ทำไมวันนี้อายซะล่ะ” 
    “พี่เว่ยๆๆๆ” เว่ยอิงจูบปันซูอีก “พี่เว่ยที่ไหน สุนัขจิ้งจอกชัดๆ”
    “เอาล่ะ มาคุยเรื่องงาน ไทเฮาให้เจ้า ดูแลหอวัง ได้ฝึกฝน แต่เจ้า ต้องขยันให้มาก ทำได้ดี ทุกคนดีใจ ทำไม่ดี ข้าก็จะขอเนรเทศด้วย ลูกศิษย์ที่หอวัง ต้องสั่งสอน เฮ่อ ถ้าข้าไม่เคยเป็นแม่ทัพมาก่อน”
    ที่วังหลวง ไทเฮาส่งหนังสือให้ฮั่วหวนดู
    “ตระกูลโค่วเขียนมาขอโทษ เจ้าดูหน่อย”
    “โค่วหลันจือขออภัยที่บกพร่อง ขอลาออกจากตำแหน่งอาจารย์หญิง กลับบ้านเกิดไปปรนนิบัติท่านย่า”
    “เฮ่อ มีทิฐิเหลือเกิน รู้จักถอยเพื่อรุก แต่เสียดาย พี่ใหญ่ชอบนางไม่ได้แล้ว”
    “เนื้อคู่เป็นลิขิตสวรรค์ โทษใครไม่ได้”
    “ฮื่อ ถ้าพี่ใหญ่รู้เรื่องนี้แล้ว จะคิดยังไง ฮั่วหวน ช่วงนี้ ช่วยเฝ้าดูเขาหน่อย อย่าให้ทำอะไรนอกกรอบ เฮ่อ ทั้งเรื่องบ้านเมืองเรื่องครอบครัว น่าเป็นห่วงทั้งนั้น ฮื่อ”
    “ไทเฮาเหนื่อยล้าเกินไป กระหม่อม จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ อ๋อ กระหม่อมเคยเรียนมาบ้าง แม้ไม่ได้ผลมาก แต่ก็ช่วยผ่อนคลายได้บ้าง” ฮั่วหวนนวดไหล่ให้ไทเฮา “มีสาวงามหนึ่งคน พบแล้วไม่ลืม หนึ่งวันไม่พบหน้า คิดถึงอย่างบ้าคลั่ง”
    ไทเฮาได้สติ ลุกขึ้นแล้วคิดในใจ “เขาไม่ใช่ฮั่วเหิง ฮั่วเหิงไม่จอมปลอมแบบนี้ ข้ากำลังทำอะไร”
    ฮั่วหวนงง “ไทเฮา”
    “เอ่อ ขอบใจมาก ข้าไม่เป็นไร กลับไปเถอะ”
    ฮั่วหวนน้อมรับแล้วถอยออกไป
    ไทเฮากลับไปนั่งคิดเครียดอยู่คนเดียว หมิงกงจ่างเข้ามาหาไล่นางกำนัลออกไป 
    “ไทเฮา หากมีอะไร พูดกับหม่อมฉันได้ ให้หม่อมฉันช่วยแบ่งเบา อย่าขังตัวเองแบบนี้ เห็นไทเฮาเป็นแบบนี้ หม่อมฉันไม่สบายใจ”
    “เฮ่อ ข้าไม่เป็นไร อาหมิง ทำไมคนเราต้องอยู่อย่างทรมาน ข้าถูกเลือกเข้าวัง พ่อข้าพูดว่า..นี่เป็นเรื่องดีสามชั่วคน แต่สุดท้าย อยู่ตำแหน่งสูง กุมอำนาจใหญ่ แต่ข้างตัวไม่มีใครเลยซักคน รอแต่ข้าเข้าประชุม แต่ลืมว่า ข้าก็ต้องการคนเป็นห่วง”
    “หรือว่า ให้แม่ทัพฮั่ว มาสนทนาเป็นเพื่อน ไทเฮา แม้ในวังเข้มงวด หากท่านชอบ ใครจะกล้าพูดล่ะ”
    “ข้ารู้ ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ ถ้าข้าคิดจะทำอะไร ใครจะขวางข้าได้ แต่เจ้ารู้มั้ย นั่นไม่ใช่เขา แม้หน้าตาจะเหมือนกัน แต่ก็ไม่ใช่เขา เฮ่อ หัวใจของคนเล็กมาก อยู่ได้เพียงคนเดียว ไม่มีใครอื่นอีก”
    “เอาอย่างงี้ หม่อมฉันจะหาวิธี”
    “ไม่ต้อง ห้ามพูดประโยคหลัง รักคนหนึ่ง หวังให้เขาได้ดี ขอเพียงเขาดี ข้าก็ดีด้วย”
    “ไทเฮา ใจท่าน หนักแน่นเหลือเกิน ท่าน..เป็นห่วงเขาเสมอ”
    “เฮ่อ หวังว่าเขาจะรู้” ไทเฮาได้แต่หวัง

จบตอนที่ 27