
ยอดหญิงปันซู 25
เกิดเพลิงไหม้ ปันซูก็เลยต้องฝ่ากองไฟเข้าไปช่วยเหยาเจวียน แต่ท่อนไม้ติดไฟจะตกใส่ก็เลยเตะไป แต่กลับไปตกในวังของไทเฮาจนเป็นเรื่องใหญ่
ทุกวันจันทร์อังคารเวลา 18.25 น. ทางช่อง NOW26
Ban shu Legend ตอนที่ 25
ปันซูบ่นเรื่องเว่ยอิงให้พวกเหว่ยสี่ฟัง จิ่นซูเข้ามาบอกว่าได้บอกเว่ยอิงไปแล้วว่าปันซูไม่สะดวกเชิญเข้ามาพบ
ปันซูชม “ทำได้ดีมาก พูดแบบนี้แหล่ะดี”
“แต่ว่า ข้าเห็นอาจารย์เว่ย เดินเหินไม่ค่อยคล่องตัว”
“ฮ่ะ เขาบาดเจ็บหนักหรือเปล่า”
“ไม่เท่าไหร่ เดินเหินไม่มีปัญหาอะไร”
“ในเมื่อยังเดินได้ ต้องไม่เป็นอะไรมาก”
อาหลิงว่า “ใช่แล้วอาจารย์ เวลานี้ท่านต้องอย่าใจอ่อน แม่ข้าพูดไว้ว่า เวลาผู้ชายรู้สึกผิดต้องสั่งสอนสักหน่อย เขาถึงจะได้รู้คุณค่าของผู้หญิง”
“ใช่แล้วอาจารย์ ท่านควรให้เขารู้สึกผิดก่อน ให้เขาลิ้มรสของการถูกปฏิเสธบ้าง”
ปันซูแปลกใจ “ช้าก่อน ฟังไม่ผิดใช่มั้ย ทำไมเดี๋ยวนี้ไม่ช่วยเขาพูดล่ะ เขาเป็นแรงบันดาลใจของพวกเจ้า วีรบุรุษในฝันไม่ใช่หรือ”
เหว่ยสี่ว่า “แต่ท่านเป็นอาจารย์ของพวกเรา เขารังแกท่าน ก็มีปัญหากับพวกเราด้วยเช่นกัน”
เหล่าบัญฑิต “ถูกต้อง ใช่แล้ว ก็มีปัญหากับพวกเรา ถูกต้อง อาจารย์ไม่ชอบเขา พวกเราก็ไม่ชอบเขาแล้ว ใช่”
อาหลิงว่า “ถ้างั้น กลับไปบอกอาจารย์เว่ยเถอะ ว่าที่นี่ไม่ต้อนรับเขาแล้ว”
“ใช่แล้ว ไม่ต้อนรับเขาแล้ว”
จิ่นซูรับคำแล้วออกไป ปันซูชม “ขอบใจนะ ไม่เสียแรงที่สอนมา”
เหว่ยสี่สวน “ในเมื่ออาจารย์รู้ว่าพวกเรามีน้ำใจ ที่ให้พวกเราเขียนเสี่ยวจ้วน ไม่ต้องเขียนแล้วสิ”
เหล่าบัญฑิตเห็นพ้อง “ใช่แล้ว”
ปันซูทำเสียง “ฮื่มๆๆ เจ้าว่าไงล่ะ”
เหว่ยสี่เสียงเศร้า “ก็ได้”
เหล่าบัญฑิตพากันแยกย้าย หลิวเอี้ยนว่า “ใจคอคับแคบอย่างนี้ ถึงจะกระโดดลงในทะเลสาบ อาจารย์เว่ยก็ไม่สนใจหรอก”
“องค์หญิงเป่ยเซียง มาเข้าเรียนได้แล้วหรือ วันนี้ข้าอารมณ์ไม่ดี ถ้าไม่อยากถูกสั่งสอน รีบหุบปาก แล้วกลับไปที่ของตัวเอง”
หลิวเอี้ยนเรียก “อาฮุ่ย ช่วยข้าหยิบของ อาฮุ่ย”
อาฮุ่ยนิ่ง อาหลิงว่า “เคยเอาคนอื่นเป็นผีตายแทน ตอนนี้ก็ยังร้องเรียกตะโกน คิดว่าคนอื่นเกิดมาเป็นทาสอย่างงั้นหรือ”
หลิวเอี้ยนไม่พอใจ “เจ้ากำลังพูดว่าใครอยู่น่ะ”
“ข้าก็ไม่ได้เจาะจงว่าเป็นใครหนิ ไม่ต้องตื่นเต้นหรอก”
อาฮุ่ยไม่อยากมีเรื่องหยิบให้ หลิวเอี้ยนว่า “ขอบใจนะอาฮุ่ย คราวก่อน ข้าไม่ได้ตั้งใจเอาเจ้าเข้าคุกจริงๆ นะ ข้าเพียงแต่ใจร้อน เพราะฉะนั้น”
“ข้ารู้แล้ว ลูกชาวบ้านจนๆ ไร้ชื่อเสียง เกิดมาก็ควรวิ่งตามองค์หญิงอยู่แล้ว”
“เอ่อ ไม่ๆๆ ข้าไม่มีความคิดอย่างนั้น ข้ารู้ว่าเมื่อก่อนทำไม่ดีต่อเจ้า แต่ว่าคราวนี้ข้าถูกขังในบ้าน คิดถึงเจ้าจริงๆ นะ อาฮุ่ย ต่อไปข้า จะไม่ทำกับเจ้าเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว พวกเขาเพียงแค่หันไปตามทิศทางลม มีแต่เจ้า ที่ดีต่อข้าอย่างจริงใจ เจ้าเป็นเพื่อนเพียงคนเดียว”
อาฮุ่ยว่า “คนที่ดีต่อท่านคืออาจารย์ปัน ถ้าไม่มีนางช่วยท่านพูด ตอนนี้ท่านจะมาอยู่ที่นี้ได้เหรอ”
“ไม่ใช่ว่าข้าจะไม่ขอบคุณเขา ข้าส่งของไปให้ แต่ว่านางไม่เคยสนใจเลย แม้แต่จะกล่าวขอบคุณก็ไม่มี ตอนที่เดินเข้าประตูมา ก็เสียงดังกับข้า”
“องค์หญิง ท่านทำร้ายคนอื่น ส่งของให้เขาก็หวังให้คนอื่นสำนึกบุญคุณอย่างงั้นหรอ อาฮุ่ยบุญน้อย มิอาจเป็นเพื่อนของท่านได้ ท่านไปเลือกคนอื่นเถอะ” หลิวเอี้ยนถึงกับหน้าเสีย
ด้านเว่ยอิงพอรับฟังจากจิ่นซูก็ว่า
“เมื่อเป็นอย่างนี้ ข้าก็ไม่ขออยู่นาน อาจารย์ปัน ร่างกายยังไม่หายดี ช่วยดูแลนางให้มากหน่อย”
“ใต้เท้าเว่ยวางใจเถอะ อาจารย์ปันแม้ปากพูดว่าโมโห แต่หลายวันนี้ ก็ไม่ลืมไปดูต้นอ้อเลย ต้นอ้อสูงขึ้นมากแล้วล่ะ นางน่ะ แค่ปากไม่ตรงกับใจ ที่เคยเห็นมาน่ะ ผ่านไปสองวันก็คงหายโมโห จะว่าไป อาจารย์เหยาก็อยู่ จะช่วยตักเตือนนางด้วย”
“ข้าทำร้ายอาซูมาก กลัวว่าครั้งนี้ แม้แต่อาจารย์เหยาก็จะไม่ช่วยข้า ฮ่ะ ข้านี่แย่มากเลยใช่มั้ย คิดจะสั่งสอนนาง นางไม่สบายก็ยังดูไม่ออก”
“ใต้เท้าเว่ย อย่าหาว่าข้าพูดมากเลย ท่านน่ะ ก็ได้อยู่แต่ในหอวัง เป็นอาจารย์จนเคยชิน ทุกวันก็สั่งสอนคน ท่านกับอาจารย์หลิว ก็เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก คิดดูซิ หากแม่ทัพฮั่วสั่งสอนอาจารย์เหยาหมือนพี่สอนน้อง นางจะพอใจมั้ย อาจารย์เหยาไม่ค่อยรู้เรื่อง เป็นหนอนหนังสือ ใช่ว่าจะสมบูรณ์แบบ ท่านอยากให้อาจารย์ปันเป็นคนสุขุม ทั้งเรียบร้อย เข้าใจคนอื่น ยังเป็นอาซูของท่านอีก ก็คงเป็นเหมือนโค่วหลันจือ มีแต่อาจารย์ปัน ที่ทำให้ท่านอารมร์ดีขึ้น หรือเสียใจได้”
เว่ยอิงเข้าใจ “นั่นนะสิ มีแต่นาง ที่ไม่เหมือนกับคนอื่น”
ที่จวนใต้เท้าโค่ว ใต้เท้าโค่วพูดกับหลันจือ
“หลันจือ พระนางไทเฮา ได้ส่งคนมาพูดข้าแล้ว แม่ทัพเติ้ง บาดเจ็บเกิดอุบัติเหตุ ไม่ได้คิดจะถอนหมั้นกับเจ้า ดังนั้น คำนินทาข้างนอก เจ้าก็อย่าไปใส่ใจมันเลย ยิ่งเป็นเวลานี้แล้ว ยิ่งต้องสงบไว้ เข้าใจมั้ย”
“ค่ะ ข้าได้จัดส่งคน ให้ส่งของบำรุงไปให้ท่านแม่ทัพแล้ว อย่างอื่นไม่ได้เอ่ยเลย”
“อืม แบบนี้ถูกต้องแล้ว คิดจะเป็นฮูหยินของแม่ทัพใหญ่ จำเป็นต้องจิตใจกว้างขวาง แม้ในใจจะไม่พอใจแค่ไหน ก็ต้องรอเลยปีใหม่ แต่งเข้าบ้านสกุลเติ้งแล้วค่อยพูด”
“ค่ะ น้อมรับคำสอนของท่านพ่อ”
หลันจือยืนคิดน้อยใจในสวน น้องชายเข้ามาทัก
“ท่านพี่ ทำไมมาอยู่ที่นี่ เรื่องของแม่ทัพได้ยินหรือยัง ไป พวกเราไปคิดบัญชีกัน เฮ่อะ”
“เขาเป็นแม่ทัพใหญ่ ข้าเป็นเพียงอาจารย์หญิง จะเอาอะไรไปคิดบัญชี ข้าแค้นใจตัวเองมาก ทำไมข้าต้องแซ่โค่ว ทำไมต้องเป็นยอดหญิงอันดับหนึ่ง ทำไมจะต้องแต่งงานกับแม่ทัพใหญ่ ทำไมจะต้องทำตามกฎกุลสตรี กฎพรหมจรรย์ ฝ่ามือของคนอื่นตบถูกที่ใบหน้าแล้ว ข้ายังต้องใจกว้าง แสร้งมีคุณธรรม ข้าแค้นใจมาก เพราะอะไรข้าต้องทนเขาทุกอย่าง ในสายตาของเขา กลับมีแต่ปันซู เพราะอะไรผู้หญิงคนนั้น จึงเหยียบบนหัวข้าได้ ข้าแค้นนาง ข้าแค้นนาง ข้าแค้น” หลันจือสะอื้น
“ท่านพี่”
“ข้าแค้นนาง”
“เจ้าอย่าเสียใจเลยข้าจะไปคิดบัญชีให้เอง”
“อย่าไป สกุลโค่วของเรา ขายหน้ายังไม่พออีกหรอ ท่านพ่อพูดถูก ข้าต้องอดทนต้องอดทนถึงวันแต่งงาน อดทนจนได้เป็นฮูหยินแม่ทัพใหญ่ ได้เป็นฮูหยินแม่ทัพใหญ่แล้ว ไง ในใจของเขาก็ยังไม่มีข้าอยู่ดี แล้วข้าล่ะ โอกาสกลับไปโรงเรียนฝ่ายในก็ไม่มี”
“ท่านพี่ อย่าเสียใจเลยไม่ต้องแต่งงานแล้วได้มั้ย เห๋อ ส่งท่านกลับไปบ้านเดิมให้ท่านพ่อหาคนที่คู่ควรแต่งกับท่าน ข้าไม่เชื่อในโลกนี้ มีแต่แม่ทัพใหญ่คนเดียว”
หลันจือสะอื้น “เจ้าเด็กโง่ การแต่งงานครั้งนี้ ไทเฮาเป็นคนรับสั่งด้วยพระองค์ จะบอกว่าไม่แต่งได้ยังไงกัน”
“ท่านพี่ อย่าพูดอย่างนี้ซิ ท่านแม่เคยพูด มีคนเคยดูโชคชะตาของท่าน จะเป็นคนมีบุญวาสนา จะต้องมีชีวิตที่ดี”
“ฮ่ะ เด็กโง่ พวกเขาก็แค่หลอกคน”
“ท่านพี่ อย่าร้องไห้อีก อย่าร้องไห้อีกได้มั้ย”
หลืนจือสะอื้น “ให้ข้าร้องไห้สักครู่เถอะ แค่สักครู่ ผ่านไปสักครู่ ข้าต้องทำเป็นเหมือน ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ต้องเสแสร้งใจกว้าง แสร้งมีจริยธรรม”
เป่ยเย่เห็นโค่วหลันจือเสียใจกับเรื่องที่ว่าแม่ทัพเติ้งจะขอถอนหมั้นกับโค่วหลันจือมาก ก็เลยคิดหาวิธีที่จะกำจัดปันซู โดยการให้ขันทีทำปลอมบันทึกแดนตะวันตกเอาไปไว้ในห้องเรียนของปันซู เพื่อจะลอบวางเพลิงเผาห้องเรียนและปันซูให้ตาย
วันนี้หลันจือเข้าเฝ้าไทเฮาออกมา เป่ยเย่เดินคุยมากับหลันจือ
“คุณหนู เมื่อกี้ไทเฮาได้มอบสิ่งของให้มากมาย”
“มันก็ใช่ คนเป็นพี่ชายได้ตบหน้าของข้า นางเป็นน้องสาว มาทำดีก็เพื่อกลบเกลื่อน ต้องขอบพระทัยในพระกรุณา รักษาคุณธรรม ไม่ได้ตามใจความคิดของพี่ชาย เปลี่ยนเป็นเจ้าสาวสกุลปัน”
“ฮ่ะ คุณหนู คุณหนูวางใจเถอะ ผ่านพ้นวันนี้ไป ในวังนี้ ก็จะไม่มีปันซูคนนี้อีกต่อไป”
หลันจือตกใจ “มานี่”
หลันจือมาหลบมาคุยตรงไม่มีคน “ฮึ่ เจ้ากำลังทำอะไรอีก พูดมา”
“คุณหนูอย่าใจร้อน คราวนี้ ข้าได้วางแผนแล้ววางแผนอีก อย่างละเอียดรอบคอบ จะไม่เหมือนคราวที่แล้วแน่”
“เจ้าคิดจะทำอะไร”
“คุณหนู นางทำให้ท่านไม่สบายใจ ครั้งนี้ข้าก็จะทำให้นางตายอย่างสะใจ วันนี้เป็นวันที่ 15 ตามกฎแล้ว บัญฑิตจะเลิกเรียนและถูกปล่อยออกจากวังช้ากว่าปกติ ส่วนข้าน่ะ ได้สืบข่าวปันซูว่าตลอดเวลาอยู่ในวังหาหนังสือ ชื่อว่าบันทึกดินแดนตะวันตก ให้ช่างหนังสือเร่งทำสองวัน เลือกคัดออกมาบางส่วน ตอนนี้หนังสือปลอมเล่มนี้ ได้วางไว้ที่โต๊ะของปันซู นางมีนิสัยใจร้อน จะไม่ดูได้หรือ แต่ว่าข้า ได้ทำอะไรบางอย่างในหนังสือปลอม ได้แช่ยาพิษ รอน้ำแห้งแล้ว ยาพิษนั้นก็จะติดไฟขึ้นมาเอง เฮ่อะๆ” เป่ยเย่หัวเราะสะใจ
เป่ยเย่เอ่ยต่อ “ก่อนหน้านั้นข้าก็ ได้ทาอะไรบางอย่างอยู่บนโต๊ะ ทาน้ำมันสนลงไป รวมไปถึงในห้องเรียนทั้งห้อง ได้ทาน้ำมันใสที่ไร้กลิ่น ท่านคิดดูซิ ถึงตอนนั้นจะเป็นยังไง”
หลันจือสวน “เจ้าบ้าไปแล้ว ปันซูไม่ใช่คนโง่ นางจะไม่หนีไปก่อนหรอ”
เป่ยเย่หัวเราะ “หนี จะหนีรอดหรือ คุณหนู เมื่อคืนขันทีน้อยสองคนที่แอบเข้าไปในโรงเรียนฝ่ายใน ก็เป็นคนของพวกเรา ขอเพียงในห้องมีกลิ่นลอยออกมา ก็จะเป่าควันสลบเข้าไป นางดมก็จะสลบ จากนั้นก็ปิดกลอนเทวดาก็ช่วยไม่ได้ โรงเรียนก็เกิดไฟลุกไหม้ รอถึงคนช่วยดับไฟมาถึง ปันซูก็กลายเป็นเถ้าถ่านแล้ว ข้าว่าถึงตอนนั้นนางจะอยู่ต่อหน้าของท่าน วางท่าอวดดีได้ยังไง”
หลันจือตบหน้าเป่ยเย่ “เจ้า เฮอ เฮอ ใครให้เจ้าทำเรื่องแบบนี้”
“คุณหนู ลองคิดดูซี ขอเพียงปันซูตายไป ยังจะมีใครมาทำให้ตำแหน่งฮูหยินแม่ทัพใหญ่ของท่านสั่นคลอนได้อีก”
“เฮอ ข้าโค่วหลันจือเป็นอาจารย์หญิง ไม่จำเป็นใช้วิธีแบบนี้” หลันจือเมินหน้า เป่ยเย่ไม่สนใจ
ขันทีนำตำรามามอบให้ปันซู ว่ามีใต้เท้าส่งมาให้ ปันซูนำเข้าไปจะเปิดอ่าน แต่เปิดไม่ได้ก็ลุกออกไป เหยาเจวียนมาหาปันซูไม่เจอ เห็นตำราก็เข้ามานั่งดู เปิดอยู่ครู่จึงออก เหยาเจวียนลองอ่านแล้ว จู่ๆ ก็เกิดไฟลุก ปาตำราทิ้ง ทำให้เกิดไฟลุกลามไปอย่างรวดเร็ว
“เฮ่อะๆๆ ช่วยด้วย”
ปันซูย้อนกลับมาเห็นก็ตกใจ จะเปิดประตูเข้าไปช่วยก็ไม่ได้ เพราะถูกล็อกอยู่ ปันซูพยายามพังประตูเข้าไป
หลันจือรีบเดินนำเป่ยเย่มา แล้วสั่งให้หาน้ำมาดับไฟ เป่ยเย่พยายามยื้อไว้ ยิ่งรู้จากขันทีว่ามีเหยาเจวียนอยู่ด้วย หลันจือยิ่งกังวลมาก เป่ยเย่พยายามบอกไม่ให้หลันจือสนใจ แต่หลันจือไล่เป่ยเย่ไป ไม่งั้นจะฆ่าเป่ยเย่
เป่ยเย่ว่า “งั้นก็ฆ่าข้าเสียเถอะ ที่ข้าทำอย่างนี้ก็เพราะหวังดีต่อคุณหนู เพื่อไม่ให้พวกเขารังแกท่านอีก เพื่อให้คุณหนูได้แต่งงานกับท่านแม่ทัพใหญ่ ถ้าท่านยินดี ก็ฆ่าข้าเสียเถอะ”
“บ้าไปแล้วจริงๆ เจ้าคิดว่าจุดไฟเผาเรื่องก็จบ ปันซูนางเก่งวิทยายุทธ ถ้านางไม่เป็นอะไรล่ะ ผู้เคราะห์ร้ายก็จะเป็นพวกเรา”
“ก็อย่างให้นางรู้เรื่องของเราสิ คุณหนูก็เคยพูด ทำเรื่องใหญ่ต้องกล้าที่จะเสี่ยง ข้าจะไปหาน้ำมัน วันนี้ต้องเผาพวกนางให้ตาย เจ้า ห๋า”
หลิวเอี้ยนที่มาจากห้องเรียนได้ยินก็ตกใจ “ห๋า”
เป่ยเย่อึ้ง “องค์หญิง เฮ่อะ”
หลิวเอี้ยนตกใจร้องตะโกน “เฮ้อ มีคนมาที่นี่ มีคนวางเพลิงเผาบ้าน มาที่นี่เร็ว มาที่นี่เร็ว”
หลันจือรีบเข้าไปหา “องค์หญิง องค์หญิง”
หลิวเอี้ยนยังไม่หยุด “มีคนวางเพลิงเผาบ้าน”
หลันจือปิดปาก “อย่าร้อง องค์หญิง อย่าร้อง องค์หญิง เจ้าใจเย็นหน่อย”
“พวกเจ้าจะฆ่าคน นี่ เป็นโทษประหาร ข้าจะไปทูลไทเฮา”
เป่ยเย่อึกอัก “เอ่อ องค์หญิง องค์หญิง”
หลันจือแทรก “ได้ เจ้าไปก็ดี พอถึงตอนนั้น ข้าลากเจ้าลงน้ำด้วย”
หลิวเอี้ยนชะงัก “เฮ่อะ เห๋อ”
“เจ้าวางแผนทำร้ายปันซู อยู่ที่ไทเฮา ขึ้นป้ายนานแล้ว ครั้งนี้โรงเรียนเกิดเพลิงไหม้ ถ้าข้าพูดว่าเจ้าเป็นคนทำ เจ้าจะเอาตัวรอดได้หรือ”
หลิวเอี้ยนโมโห “เจ้าจงใจใส่ร้ายคน”
“ข้าไม่อยากให้เจ้าพลอยลำบาก แต่ว่าครั้งนี้ อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ต้องโทษเป่ยเย่ที่ ตัดสินใจทำเอง ข้ากล้าสาบาน เพลิงนี้ไม่ใช่ข้าเป็นคนวาง ไม่เคยคิดที่จะทำร้ายปันซู เฮ่อะ อาเอี้ยน นึกถึงความสัมพันธ์ในอดีต อย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกใครได้มั้ย”
หลิวเอี้ยนอึ้ง “ข้า”
ปันซูพยายามหาทางเข้าไปช่วยเหยาเจวียนจนได้ แต่ก็มีไม้ที่ไหม้หล่นลงมา ปันซูต้องเตะออกไป โดยไม่ทันมองว่าไม้นั้นไปถูกตำหนักที่ไทเฮาประทับอยู่ ปันซูรีบพาเหยาเจวียนออกมาเจอกับหลันจือ
หลันจือรีบถาม “พวกเจ้าเป็นไงบ้าง เป็นไงบ้าง ไม่เป็นไรใช่มั้ย เฮ่อะ”
ปันซูว่าไม่ พอดีมีสาวใช้วิ่งหน้าตาตื่นมา ปันซูถามว่า “เรื่องเป็นยังไงหรือ”
“เจ้าเตะท่อนไม้ติดไฟปลิวไป ไฟได้ลุกไปถึงวังซิงชิ่งแล้ว”
ขันทีวิ่งร้องบอกว่าสวนด้านหลังก็ไฟไหม้แล้ว
ปันซูถามเหยาเจวียน “ศิษย์พี่ เรื่องเป็นยังไง ทำไมถึงไฟไหม้จนเป็นแบบนี้ เห๋อ”
“ข้า ข้าไม่รู้เหมือนกัน เฮ่อะ หนังสือเล่มนั้น ทำๆ ทำไมจู่ๆ ก็ไหม้ขึ้นมาได้”
เป่ยเย่ว่า “ต้องเป็นอาจารย์เหยาไม่ระวังชนแท่นเทียนล้มละสิ เจ้าสายตาไม่ดีอยู่แล้ว”
ปันซูถามหลิวเอี้ยน “หลิวเอี้ยน ในห้องเรียนมีเจ้าคนเดียวใช่มั้ย คนอื่นหนีออกมาหรือยัง”
“อืม มีข้าคนเดียว”
“ขอบคุณสวรรค์ แย่แล้ว”
ปันซูนึกได้รีบหลันจือพาเหยาเจวียนออกไป แล้วเธอก็วิ่งไปที่สวน เหยาเจวียนร้องถามว่าจะไปไหน ปันซูว่าไปช่วยต้นอ้อ แล้วก็วิ่งไป หลิวเอี้ยนเองก็นึกได้ว่าลืมกล่องหมากล้อมที่เสด็จแม่เหลือไว้ให้ ก็วิ่งไปเลย ไม่ทันได้ฟังคำทัดทานของใคร
ปันซูไปที่สวนเจอต้นอ้อก็รีบหยิบมา เว่ยอิงเข้ามาหาทันที
“เจ้าเป็นยังไงบ้าง บาดเจ็บตรงไหนมั้ย”
ปันซูสวน “ข้าไม่เป็นอะไร ท่านมาได้ยังไง”
“รีบไปเถอะ หรือว่าต้นอ้อสำคัญกว่าชีวิตของเจ้า”
“แน่นอน นี่เป็นพี่เซวียนเหลือไว้ให้เจ้านะ คราวก่อนเพราะข้าไม่ระวังทำลายภาพวาดของนาง ไม่ว่ายังไงก็ต้องรักษาต้นอ้อนี้ไว้ ฮ่ะๆ” เว่ยอิงจูบปันซู
เว่ยอิงว่า “ต่อไปห้ามเสี่ยงอันตรายเพราะสิ่งของอีก จำไว้ เจ้าสำคัญที่สุดสำหรับข้า”
ปันซูดีใจ ทั้งสองรีบวิ่งออกไป
เว่ยอิงกับปันซูมาสมทบกับพวกหลันจือ เหยาเจวียนบอกว่าหลิวเอี้ยนเข้าไปเอากล่องหมากล้อม ปันซูว่าจะเข้าไปดูเอง ให้เว่ยอิงพาทุกคนออกไปก่อน เพราะเธอรู้ทางดีที่สุด เว่ยอิงสั่งให้ระวังตัว
ปันซูนำชุดนอกจุ๋มน้ำก่อนคลุมตัวเข้าไปหาหลิวเอี้ยนที่ห้องเรียน ซึ่งกำลังตกใจกลัว ปันซูมองหาจนเจอ กำลังจะหาหลิวเอี้ยนออกมา ก็มีไม้หล่นใส่จนโดนที่แขน แต่ปันซูแข็งใจพาหลิวเอี้ยนออกมาได้สำเร็จ
“ห๋า อาจารย์ อาจารย์ ไม่เป็นอะไรใช่มั้ย”
“อืม ไม่เป็นอะไร เอ่อะ ไม่ต้องห่วง่รีบออกไปเถอะ”
ปันซูกับหลิวเอี้ยนมาสมทบกับเว่ยอิง
เว่ยอิงรีบเข้ามาหา “อาซู อาซู เป็นยังไงบ้าง ไม่เป็นอะไรใช่มั้ย หา”
เหยาเจวียนก็ร้อนใจ “เป็นยังไงบ้างอาซู”
“อืม ข้าไม่เป็นอะไร”
เว่ยอิงมองสำรวจ “เป็นอะไรหรือ ฮ่ะๆ เจ้ารับบาดเจ็บ เห๋อ”
ปันซูเปลี่ยนเรื่อง “โรคของเจ้าหายแล้ว ถูกตัวข้า เฮ่อะ”
“โรคของข้า ได้หายแล้ว”
“ฮ่ะ ดีจังเลย”
หลันจือพาหลิวเอี้ยนมาอีกทางแล้วย้ำว่า “เรื่องเมื่อกี้นี้ ต้องอย่าบอกคนอื่น ทั้งวังเต็มไปด้วยไฟ ถ้าเกิดเรื่องใหญ่ จะต้องมีคนตาย ถือว่าข้าขอร้องเจ้า อย่าพูดเลย ได้มั้ย”
ระหว่างนี้ใต้เท้าตู้ก็นำทหารเข้ามาจะจับปันซู โทษฐานเป็นคนวางเพลิง ปันซูตกใจ เว่ยอิงห้ามไว้
“ช้าก่อน ใต้เท้าตู้ เจ้าเข้าใจผิดหรือเปล่า อาจารย์ปันเพิ่งได้ช่วยองค์หญิงเป่ยเซียง กลายเป็นคนวางเพลิงได้ยังไง”
“ผู้หญิงคนนี้ กับขันทีชี้ตัว เป็นเพราะนาง เตะท่อนไม้ที่ติดไฟ จึงทำให้วังซิงชิ่งไฟไหม้ ข้าเป็นหน่วยกองปราบ จะต้องทำตามหน้าที่ จับผู้หญิงคนนี้ มอบให้กับไทเฮาจัดการ”
เว่ยอิงหันทางปันซู “อาซู ท่อนไม้นั้น เจ้าเป็นคนเตะจริงหรือ”
“ตอนนั้นวุ่นวายมาก ข้าจำไม่ได้แล้ว”
เหยาเจวียนรีบช่วยพูด “ใต้ ใต้เท้าตู้ เหตุการณ์ตอนนั้น สับสนมากจริงๆ หนังสือเล่มนั้น จู่ๆ ก็ลุกเป็นไฟ อาจารย์ปันเป็นเพราะช่วยข้า ถึงได้เตะท่อนไม้นั้น นางไม่ได้ตั้งใจแน่”
ใต้เท้าตู้ว่า “ทิศใต้ของวัง เกือบจะถูกไฟเผาจนวอด เจ้าตั้งใจวางเพลิง หรือว่าไม่ได้ตั้งใจ ไทเฮาจะเป็นผู้ตัดสินเอง แม่นางปันซู เชิญ”
เว่ยอิงห้ามไว้ “ช้าก่อน ใต้เท้าตู้ ขอให้ข้าพูดกับอาจารย์ปันก่อน มานี่”
เว่ยอิงหาปันซูมาทางหนึ่งแล้วบอกว่า “เจ้าต้องเชื่อ มีไทเฮาช่วยเจ้าตัดสิน ต้องคืนความบริสุทธิ์ให้เจ้า คนพวกนี้มีปัญหา รีบไปหาเติ้งจื้อ มีแต่เขาที่คุ้มครองเจ้าได้ หาไม่เจอก็หนีออกไปจากวังก่อน จะให้พวกเขาจับไว้ไม่ได้ รีบไป ข้าช่วยเจ้าสกัดพวกเขา”
ปันซูอึ้งๆ เว่ยอิงก็จับปันซูโยนไปด้านบน ใต้เท้าตู้โวยวายเว่ยอิงแล้วสั่งทหารจัดการ เว่ยอิงสู้แต่ทหารหลายคนทำให้เขาได้รับบาดเจ็บ หลิวเอี้ยนเห็นเว่ยอิงโดนจับก็โวยวายใส่ใต้เท้าตู้
“ต่อหน้าข้า กล้าทำร้ายต่อธารกำนัล อาจารย์เว่ยเป็นอาจารย์ของโอรสองค์ฮ่องเต้ เจอเขาก็ต้องแสดงความเคารพอาจารย์ เจ้าเป็นกองปราบตัวเล็กๆ คนนึง อวดดีอวดเบ่งอะไรกัน”
ใต้เท้าตู้ไม่สน “องค์หญิงเป่ยเซียง เจ้าดูหมิ่นขุนนางราชสำนัก ข้าจะทูลรายงานไทเฮา ลงโทษเจ้าแน่”
หลิวเอี้ยนโกรธ “เจ้า”
เว่ยอิงว่า “ขอบคุณองค์หญิง ใต้เท้าตู้ เจ้าคิดจะทำอะไร ทำได้เต็มที่ ถึงแม้จะเป็นทะเลเพลิง ข้าจะรับมือแน่นอน แต่ว่าข้าอยากถามสักหน่อย ในวังไฟไหม้ตั้งนาน ไม่วิ่งไปช่วยกันดับไฟ แต่กลับมานี่เพื่อจับผู้ต้องสงสัย มีจุดประสงค์อะไร อาจารย์โค่ว เจ้ายามคับขันไม่ตกใจ โรงเรียนไฟไหม้ได้ถึงขนาดนี้แล้ว ยังมีเวลาหาคนไปฟ้องปันซูอีก”
หลันจือตะลึง “อาจารย์เว่ย ไม่รู้ว่าเจ้าพูดอะไร”
“แน่ใจนะ”
ปันซูจะหนีแต่เห็นขันทีกำลังช่วยกันเร่งดับไฟ จึงไปที่วังซิงชิ่ง จึงรีบตามไปช่วย ได้ยินเสียงคนร้องบอกว่าไทเฮาอยู่ข้างใน ปันซูรีบหาทางพังประตู ฮั่วหวนมาพอดี ปันซูรีบบอกแล้วรีบหาทางพังประตูสำเร็จ
ฮั่วหวนเข้าไปตามหาไทเฮาจนเจอ แล้วอุ้มออกมา
“ไทเฮา ไม่เป็นอะไรใช่มั้ย”
“ข้าไม่เป็นอะไร รีบปล่อยข้าลงมาเถอะ”
“ยังปล่อยลงมาไม่ได้ เสลี่ยงยังมาไม่ถึง ขาของพระองค์ก็บาดเจ็บ รออีกสักครู่เถอะ อ่ะ ไทเฮา ยังดีแค่เท้าแพลง ไม่เป็นอะไรมาก”
“เฮ่อะ บังอาจ”
“ฮ่ะ ไทเฮา โปรดอภัย ข้าเสียมารยาทแล้ว ข้าเพียงแต่รู้สึกว่า อาการเจ็บของไทเฮาค่อนข้างหนัก ก็เลย..”
“เอาล่ะ ข้ารู้ว่าหวังดีต่อข้า จะไม่ลงโทษเจ้า ข้ามาที่นี่เพราะระลึกถึงฮ่องเต้องค์ก่อน ไม่คิดว่าจะต้องอยู่ในกองไฟ เจ้าช่วยข้ามีผลงาน ข้าจะให้รางวัลตอบแทน”
“เฮอ ขอบพระทัยไทเฮา เฮ่อ” ฮั่วหวนดีใจ
หลันจือหลบมาต่อว่าเป่ยเย่
“ใครใช้เจ้าไปที่หน่วยกองปราบ แจ้งความปันซู เจ้ายังให้เงินเขาอีก เจ้าก่อเรื่องไม่ใหญ่พอใช่มั้ย”
“ฮ่ะ คุณหนู ข้าไม่มีทางเลือกถึงได้ทำ ท่านคิดดู ปันซูไม่เป็นอะไร เบื้องบนต้องทำการตรวจสอบหาสาเหตุไฟไหม้ หากข้าไม่เอานางเสนอออกไปก่อน ถึงตอนนั้นที่โชคร้ายก็คือพวกเรา อีกอย่าง ข้าก็ไม่ได้พูดโกหก นางเป็นคนเตะไม้จริง หน่วยกองปราบก็ไม่ได้ทำผิดกฎ ข้าเพียงแต่ให้เขามีโอกาสดีเลื่อนขั้นก็เท่านั้น” หลืนจือตบหน้า “คุณหนู”
หลันจือหันมาคุกเข่าต่อหน้าหลิวเอี้ยน “พี่หลันจือ ท่านทำอะไร ลุกขึ้นเร็ว ลุกขึ้นมาเร็ว”
“อาเอี้ยน เพราะข้าดูแลไม่เข้มงวด ถึงได้สอนสาวใช้จนเป็นแบบนี้” หลันจือสะอื้น “กลายเป็นอวดดียะโส ข้ารู้ว่านางสมควรได้รับโทษ แต่ข้าขายหน้าไม่ได้ ถ้าเกิดเรื่องรั่วไหล สกุลโค่วก็ไม่เหลืออะไร อาเอี้ยน ข้าจะลงโทษนาง ขอร้องเจ้าอย่า เฮ่อะ ที่ข้าเคยทำไม่ดีกับเจ้า เคยขู่เข็ญบังคับใช้เจ้า ข้าไม่ควรเป็นอาจารย์ของเจ้า ไปบอกเรื่องทุกอย่างให้ไทเฮาทราบเถอะ”
“ฮ่ะ พี่หลันจือ รีบลุกขึ้น”
เป่ยเย่เองก็อึ้งมาก “คุณหนู”
“เรื่องนี้” หลิวเอี้ยนเห็นหลันจือสะอื้นก็ใจอ่อน “สำหรับเรื่องนี้ ข้า ข้า วางใจเถอะ เรืองนี้ข้าจะไม่บอกใคร เป็นอุบัติเหตุเท่านั้น ฝั่งปันซูมีเฉาต้ากูปกป้องนาง ยังมีอาจารย์เว่ยช่วยเหลือ จะต้องไม่เป็นอะไร อย่างมาก ถึงตอนนั้นพวกเราช่วยนาง”
“อาเอี้ยน ขอบใจมาก เฮ่อะ ขอบใจ”
ใต้เท้าตู้นำตัวปันซูเข้าเฝ้าไทเฮา เหยาเจวียนให้ปากคำว่า
“คิด คิดไม่ถึง หนังสือม้วนนั้น จู่ๆ ก็ไฟลุกไหม้ขึ้นมา พระนางไทเฮา หนังสือนั้นต้องมีอะไรแน่นอน ขอไทเฮาโปรดวินิจฉัย ข้า ข้ากล้าเอาชีวิตเป็นประกัน ปันซู ต้องไม่ใช่คนจงใจวางเพลิงแน่นอน”
“เพคะ ไทเฮา หลังจากหม่อนฉันออกจากวังไปแล้ว คิดจะกลับไปเอาของหน่อย คิดไม่ถึง เห็นโรงเรียนเกิดไฟลุกไหม้ ต่อมา หม่อมฉันกับองค์หญิงเป่ยเซียงก็ช่วยดับไฟ แต่ว่าจู่ๆ ก็มีท่อนไม้ที่ติดไฟท่อนหนึ่ง ถูกเตะออกมาจากในห้อง ตกเข้าไปในวังซิงชิ่ง ต่อมา ได้ยินว่าวังซิงชิ่งก็ไฟไหม้”
“ปันซู เจ้าจะธิบายเรื่องนี้ยังไง” ไทเฮาตรัสถาม
“ไทเฮา ตอนนั้นโรงเรียนถูกควันไฟคลุม ถ้าไม่เตะไม้ท่อนนั้นออกไป เกรงว่าตอนนี้ก็คงถูกเผาไปพร้อมกับอาจารย์เหยาแล้ว”
เหยาเจวียนเสริม ”ถูก ถูกต้อง น้องสาวไม่ได้ทำผิด คนที่ผิดเป็นหม่อมฉัน คนที่ทำให้เกิดไฟไหม้เป็นหม่อมฉัน ขอให้ไทเฮา รับสั่งลงโทษหม่อมฉันด้วย”
“ศิษย์พี่ เรื่องไม่เกี่ยวกับท่าน มีคนจงใจใส่ร้ายพวกเรา ไทเฮา ขอเพียงตรวจสอบสาเหตุอีกครั้ง เรื่องทุกอย่างก็จะปรากฎความจริงเพคะ”
ใต้เท้าตู้แทรกว่า “เฮ่อะ ถ้าเจ้าบริสุทธิ์จริง ทำไมต้องจงใจหลบหนี ไทเฮา พวกเขาจะตั้งใจวางเพลิงหรือไม่ แต่ว่า วังฝั่งทิศใต้ถูกเผาทำลาย นั่นเป็นความจริง ในวังบาดเจ็บล้มตายไม่น้อย ถ้าหากไม่ลงโทษพวกเขา จะยุติธรรมได้อย่างไร จะปกครองประเทศได้อย่างไร ขอไทเฮา ตัดสินอย่างเป็นธรรม”
“พอแล้ว ในใจข้ารู้ว่าควรทำยังไง” ไทเฮาตรัส
“ไทเฮาทรงพระปรีชา ยังมีอาจารย์หอวังเว่ยอิงอีก รู้ทั้งรู้ว่าปันซูเป็นผู้ต้องหา”
เหยาเจวียนกับปันซูตกใจ “ฮ่ะ”
ใต้เท้าตู้เอ่ยต่อ “แต่กลับช่วยให้นางหลบหนี ไม่เพียงแค่นั้น ยังทำร้ายทหารอีกหลายคน ขอไทเฮารับสั่งให้ลงโทษ”
“เรื่องไม่เกี่ยวกับอาจารย์ หม่อมฉันบังคับ เขาจึงจำเป็นต้องปล่อยไป” ปันซูรีบทูล
“โกหกทั้งนั้น ข้าเป็นกับตาตัวเอง เขาโยนเจ้าไปบนกำแพง”
ไทเฮาปราม “พอแล้วพวกเจ้าอย่าทะเลาะกันได้มั้ย ข้าฟังพวกเจ้าทะเลาะกันจนปวดหัว ปันซู เวลานี้ เรื่องไฟไหม้เกี่ยวข้องกับเจ้า แม้ว่าเจ้าช่วยข้า แต่ว่าก็มีโทษวางเพลิง แต่ผลงานลบล้างความผิดได้หรือไม่ ต้องมอบให้ราชสำนักตัดสิน ดังนั้นข้าต้องเอาเจ้าไปขังคุกไว้ก่อน ให้ถิงเว่ยมาตรวจสอบเรื่องนี้ มีความเห็นอะไรมั้ย”
“แล้วแต่ไทเฮาจะตัดสิน แต่ว่า ถ้าเอาผลงานมาลบล้างได้ ขอไทเฮาโปรดละเว้นโทษอาจารย์เว่ย”
“เจ้าคิดให้ดีก่อน หากเจ้าไม่ช่วยชีวิตข้า โทษวางเพลิงเมื่อได้ตัดสินออกมา เจ้าต้องรับโทษประหาร”
“หม่อมฉันทราบดี”
“ฮึ่ ก่อนหน้านั้นฟังฮั่วหวนพูด เห็นชัดว่าเจ้ามีโอกาสหลบหนีไปได้ เพราะอะไรย้อนกลับไปช่วยดับไฟที่วังซิงชิ่ง”
“ไม่ได้คิดอะไรเพค่ะ รู้แต่เพียงว่า ตัวเป็นอาจารย์ จะต้องเป็นตัวอย่างที่ดี มิอาจเห็นคนตายได้”
“ได้ ข้ารู้แล้ว งั้นก็ทำตามคำขอของเจ้า เอาตัวไปก่อน”
“พะยะค่ะ”
ขันทีนำตัวปันซูไป แต่ปันซูเดินได้ไม่กี่ก้าวก็สลบไป
เหยาเจวียนหันมาเห็นก็ตกใจมาก “อาซู อาซู”
จบตอนที่ 25



