บันเทิง

หลากคิดผู้กำกับไทย ไขปัญหาหนังไทยซบเซา

หลากคิดผู้กำกับไทย ไขปัญหาหนังไทยซบเซา

15 พ.ค. 2560

นับเป็นปรากฏการณ์ที่น่ายินดีสำหรับวงการหนังไทยเพราะ “ฉลาดเกมส์โกง” ของค่ายจีดีเอช กระแสดีเกินคาดเข้าฉาย 6 วันทำเงินไป 57.33 ล้านบาท แต่ไม่ใช่ทุกเรื่องจะทำเงิน

         หากมองโดยรวมวงการภาพยนตร์ไทยก็ยังคงซบเซา เพราะตั้งแต่ต้นปี 2560 เป็นต้นมา ยังไม่มีหนังเรื่องไหนทำเงินได้ 100 ล้านสักเรื่อง แถมหนังบางเรื่องยังทำรายได้เปิดตัวในหลักร้อยและปิดตัวไปอย่างเงียบๆ ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ไม่คุ้มกับการลงทุนในการสร้างหนังเลยแม้แต่น้อย ครั้นจะมองว่าคนไทยดูหนังน้อยลง เพราะตั๋วหนังแพงก็ไม่น่าจะใช่ เพราะหนังฝรั่งก็ยังทำเงินกันโครมๆ แถมโรงภาพยนตร์ยังทำกิจกรรมเสริมออกมาล่อตาล่อใจคอหนังไม่ขาด ทั้งลดราคาบัตรก็แล้ว ซื้อ 2 แถม 1 ก็แล้ว แต่ดูเหมือนจะไม่กระแทกใจคนดูสักเท่าไหร่ งานนี้เลยต้องถามผู้สร้างผู้กำกับกันสักหน่อยว่าแต่ละคนมองว่าหนังไทยซบเซากันแค่ไหน และมีวิธีที่แก้ไข พัฒนาและต่อยอดให้วงการหนังไทยยังคงอยู่กันอย่างไร

หลากคิดผู้กำกับไทย ไขปัญหาหนังไทยซบเซา

(“กอล์ฟ” ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์)

         ประเดิมกันที่ “กอล์ฟ” ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์ ผู้กำกับที่ผลิตผลงานออกมาให้คอหนังไทยได้ยลกันไม่ขาด โดยปีที่แล้วมีภาพยนตร์เรื่อง “ปั๊มน้ำมัน” ซึ่งผู้กำกับคนดังกล่าวถึงภาวะหนังไทยในตอนนี้ว่า

         "มันซบเซา แต่จะบอกว่าเป็นเพราะเศรษฐกิจไม่ดี คงไม่ใช่ เพราะคนยังดูหนังฝรั่งอยู่ หนังฝรั่งบางเรื่องทำเงินเป็นร้อยล้าน เพียงแต่ว่าคนไม่เลือกดูหนังไทย เพราะหนังไทยและหนังฮอลลีวู้ดราคาตั๋วหนังมันเท่ากัน เป็นเราก็เลือกหนังที่เรารู้สึกว่าคุ้มเงินกว่า ซึ่งเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี คนไม่ดูหนังไทย คนขาดความเชื่อใจและตั้งป้อมว่าคุณภาพหนังไทยจะไม่ดี นอกจากนี้หนังไทยที่คุณภาพดีก็ไม่ได้ถูกส่งเสริมหรือถูกสนับสนุนให้เข้าถึงคนไทย จริงๆ แล้วปัญหาเหล่านั้นหยั่งรากลึกมายาวนานมาก การที่จะทำให้คนไทยหันมาดูหนังไทย ไม่ได้เพียงแค่บอกให้เขาไปดูหรือให้เขาช่วยดูเพียงอย่างเดียว แต่เราต้องสร้างความเชื่อถือของหนังไทยเกิดขึ้นก่อน

         เรามองว่ารัฐบาลมีส่วนสำคัญ ที่จะช่วยส่งเสิรมและสนับสนุน โดยการมีหลักสูตรภาพยนตร์ตั้งแต่ชั้นประถมเพื่อให้คนดูรุ่นใหม่เห็นความสำคัญของภาพยนตร์ และส่งเสริมและสนับสนุนคนทำ ปีที่ผ่านมาเรารู้ว่ามีหนังที่ดีมากอย่าง ดาวคะนอง มหาสมุทรและสุสาน โรงแรมต่างดาว ธุดงควัตร ปั๊มน้ำมัน ถึงคนไม่คิดถึง แต่ทำไมคนส่วนใหญ่ไม่รู้จักและไม่ได้ดู นั่นเป็นเพราะหนังเหล่านี้มีงบน้อยและไม่มีกำลังที่จะโฆษณาเพื่อให้เข้าถึงคนดู ก็เลยเป็นอย่างที่เราเห็น หากรัฐส่งเสริมและสนับสนุนจริงจังจะมีคนเข้าใจ และได้พัฒนาคนทำหนังรุ่นใหม่ และพัฒนาโรงหนังมีโควตาให้หนังไทยได้มีพื้นที่ยืน โดยการมีโรงฉายและยืดระยะเวลาในการฉาย เพราะหนังแต่ละเรื่องต้องมีพื้นที่และเวลาให้มัน ไม่ใช่พอหนังเข้าไม่มีคนดูก็ถอดหนังเรื่องนั้นออกไปเลย ถ้าเราผสมผลานกันได้หนังไทยก็จะอยู่" กอล์ฟ กล่าว 

หลากคิดผู้กำกับไทย ไขปัญหาหนังไทยซบเซา

(อนุชา บุญยวรรธนะ)

         ในขณะที่ อนุชา บุญยวรรธนะ ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง อนธการ นั้นกล่าวว่า "หากมองผ่านระยะเวลาที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่หนังไทยซบเซา หากเทียบเรื่องรายได้ของหนังไทยกับหนังต่างประเทศแล้ว หนังไทยมีไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ จากรายได้ของหนังที่เข้าโรงภาพยนตร์ ซึ่งวิธีตั้งรับภาวะนี้ เราก็อยากให้รัฐบาลดูแลและกวดขันเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ทางออนไลน์ให้มากขึ้น เพราะแต่ก่อน แม้หนังไทยจะไม่ได้ฉายในโรงภาพยนตร์เยอะมาก และไม่ได้ทำรายได้สักเท่าไหร่ แต่หนังก็ยังสามารถไปจบรายได้ที่โฮมเอ็นเตอร์เทนเมนท์ ซึ่งเป็นวีซีดีและดีวีดีได้ แต่ตอนนี้ระบบโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนท์ได้ตายไปแล้ว หรือถ้ายังเหลืออยู่ก็จะเป็นเม็ดเงินที่น้อยมาก ทำให้เราต้องไปฉายหนังในระบบออนไลน์ต่างๆ พอเรานำหนังไปฉายในระบบออนไลน์ทำให้พบกับการละเมิดลิขสิทธิ์ที่เยอะมาก และไม่มีอะไรกลับมาให้ผู้สร้างได้เลย ปัญหาเหล่านี้เรามองเป็นปัญหาหลัก เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้ทุกคนต่างเรียกร้องว่าอยากฉายหนังในโรงภาพยนตร์มากกว่าการฉายทางออนไลน์ ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นการช่วยเพิ่มพื้นที่ในการฉายภาพยนตร์ หากจะให้หนังไทยอยู่ได้ปัญหาเรื่องละเมิดลิขสิทธ์จะต้องได้รักบการแก้ไขก่อน” อนุชา กล่าว 

หลากคิดผู้กำกับไทย ไขปัญหาหนังไทยซบเซา (“อ๊อด” บัณฑิต ทองดี )

         หันมามองที่ “อ๊อด” บัณฑิต ทองดี นายกสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย กล่าวถึงวิกฤติหนังไทยซบเซาไว้ว่า “เราต้องยอมรับว่ามันซบเซาจริงๆ แต่มันเป็นการซบเซาเฉพาะโรงใหญ่ที่ฉายตามระบบ คนดูก็ยังดูหนังไทย เพียงแต่เขาไปดูในรูปแบบอื่น ไม่ว่าจะเป็นในมือถือ ไอแพด ทั้งของฟรี และไม่ฟรี ดังนั้นเราต้องตามคนดูให้ทัน เราต้องหาทางหารายได้จากรูปแบบนั้นๆ ให้ได้ หากเขาดูฟรีจากของเถื่อน ผู้สร้างก็จะไม่มีรายได้ เราก็อยู่ไม่ได้ ซึ่งเราก็คิดกันอยู่ว่าควรจะทำอย่างไร ซึ่งผมเชื่อว่าคนไทยยังดูหนังไทยอยู่ เพราะเทคโนโลยี มันพัฒนามากขึ้น ส่วนวิธีแก้ปัญหานั้น ผมมองว่าผู้สร้าง ผู้กำกับ ผู้เขียนบท ต้องพัฒนาเนื้อเรื่องบทภาพยนตร์ให้ดี ต้องทำตัวเองให้ดีก่อน เพราะคนดูหนังไทยมีหลายรูปแบบ บางคนอาจจะรักในไทยแต่ดูหนังไทยในรูปแบบอื่น ในขณะที่อีกหลายคนเบื่อ เพราะหนังไม่ค่อยดี บทอ่อน ซึ่งเราไปโทษเขาไม่ได้ เราอาจจะทำให้เขาเบื่อและหมดศรัทธาเอง ผมมองว่าผู้สร้างต้องมองว่าเข้ามาในวงการหนังไทยเพื่ออะไร หากคุณเข้ามาเพื่อหาผลประโยชน์จากหนังไทยก็ต้องทำให้หนังไทยดีก่อน ต้องสร้างผลงานออกมาให้ดี ให้คนศรัทธาและเชื่อถือ ผมเชื่อว่าหากทำได้คนไทยก็จะกลับมาดูหนังไทยเอง” อ๊อดกล่าว 

หลากคิดผู้กำกับไทย ไขปัญหาหนังไทยซบเซา (“คุณชายอดัม”​ ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล )

           ปิดท้ายที่ “คุณชายอดัม”​ ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล ที่กล่าวถึงภาวะหนังไทยในยุคปัจจุบันไว้ว่า “ผมมองว่าหนังไทยบ้านเราไม่เชิงซบเซานะ ปีที่แล้วเรามีหนังไทยทั้งสิ้น 52 เรื่อง ปริมาณหนังของเราไม่ได้ลดลง แต่รายได้ของหนังไทยกลับลดลงมหาศาล ถามว่าเป็นเพราะอะไร ผมมองว่ามันขึ้นอยู่กับคุณภาพของหนัง ความเชื่อถือของคนดูต่อหนังไทย แม้กระทั่งเรื่องการลงทุนของค่ายหนังเอง ที่ต้องการลดรายจ่ายมากขึ้น ในขณะผู้สร้างหนังเองก็อยู่ในช่วงยุคเปลี่ยนผ่าน ผู้กำกับที่มีอายุมากขึ้นก็อยู่ในช่วงผันแปรตัวเองไปเป็นผู้บริหารค่ายหนังเอย อะไรเอย ในขณะที่ผู้กำกับรุ่นใหม่ต่างเป็นเด็กจบใหม่ ซึ่งมีประสบการณ์ในการสร้างหนังค่อนข้างน้อยแทบทั้งสิ้น ซึ่งผมมองว่าเราต้องให้เวลาอีกพักหนึ่งในการพัฒนา

         แถมสื่อในปัจจุบันก็เทความสนใจไปในทางละคร ความเชื่อถือในวงการภาพยนตร์ก็ต่ำ ดูได้จากงานประกาศรางวัลต่างๆ อย่างสมัยก่อน นักแสดงจะมาร่วมงานประกวดหนัง แต่ปัจจุบันเราไม่รู้สึกว่างานประกวดหนังสำคัญ อีเว้ท์สำคัญกว่า นั่นคือสิ่งที่ทำให้เป็นการฆ่าหนังทางอ้อม หากถามถึงวิธีแก้ไข ผมมองว่าผู้สร้างต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตัวเองตลอดเวลา การสร้างหนังออกมาเรื่องหนึ่ง แล้วประสบความสำเร็จ ไม่ได้หมายความว่าหนังเรื่องต่อไปจะต้องประสบความสำเร็จ ผู้กำกับจึงไม่ควรย่ำอยู่กับที่ เมื่อผู้ผลิตมีความพร้อมที่จะพัฒนาและนำเสนอสิ่งใหม่ ผมเชื่อว่าต่อไปหนังไทยต้องกลับมาฟูเฟื่องแน่นอน” คุณชายอดัมกล่าว

         นี่คือความคิดเห็นส่วนหนึ่งของผู้สร้างและผู้กำกับที่มองถึงปัญหาและการแก้ปัญหาของหนังไทยในยุคปัจจุบัน