
eatplaylife อาทิตย์ที่ 14 พ.ค. 60
Blu & Rosso “หนังรัก”ไม่เคยแก่เฒ่า
โดย นันทขว้าง สิรสุนทร
ขณะที่นิตยสาร Variety พ่นบทความอย่างเสียงดังว่า love story ได้ดับสูญไปแล้วจากอุตสาหกรรมหนังยุคใหม่ที่ต้องผสมหลายแนวตระกูลเข้าด้วยกันนั้น
หนังรักทำมาจากวรรณกรรมเรื่องหนึ่งก็ครบรอบ 15 ปีในช่วงเวลานี้ ช่วงปี 2001-2002 หนัง Calmi Cuori Appassionate โด่งดังมากเพราะทำมาจากวรรณกรรม Blu&Rosso ของญี่ปุ่น โดยมีมิลานเป็นฉากหลังสำคัญของความรักตัวละคร
ผมว่า มิลาน มีอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างที่ควรไป เหมือนเวลาไปเวียนนาด้วยความรู้สึกเป็นเมืองของศิลปะยุคเก่า แต่ขณะที่เมืองหลัง ทำให้คิดถึง บ้านของโมสาร์ต ชื่อมิลาน กลับทำให้ผมปักใจมาจากหนังเรื่องหนึ่งคือ calmi cuori passionati
เรื่องนี้พล็อตเรื่องเป็นหนังรักที่ชายหนุ่มหญิงสาว ต้องพรากจากด้วยอะไรบางอย่างและทั้งสองคนเคยสัญญากันในตอนคบหาว่า จะไปเที่ยวอิตาลีกันสักครั้ง สถานที่ก็คือฟลอเรนซ์ แต่กลายเป็นว่า นางเอกของเรื่องมาทำงานที่มิลานในร้านจิวเวลรีและพบรักกับเศรษฐีหนุ่ม หน้าตาดี (แสดงโดย ไมเคิล หว่อง) ทว่า หัวใจของเธอส่วนที่ลึกที่สุด ยังไม่เคยลืม “ชายหนุ่มคนรักเก่า” ที่จากกันไป ทั้งสองคนได้กลับมาเจอกันแน่ๆ ที่มิลาน หลังจากต้องต่างคนต่างเยียวยาตัวเองเรื่องรักๆ ใคร่ๆ นั้น น่าเข้าอกเข้าใจ แม้ว่าบางที มันก็ไม่เข้าใครออกใคร
หนังที่ว่านี้ ทำมาจากหนังสือชื่อ blue และ rosso (ความหมายคือ red) ผู้ชายคือฟ้าและหญิงสาวคือ แดง
จะดูหนังหรืออ่านวรรณกรรม 2 เล่มสถานที่สำคัญและควรไปเมื่อเดินทางไปมิลานก็คือ Duomo square หรือจัตุรัสดูโอโมเพราะที่นี่คือสถานที่สวยงาม กว้างขวาง และเขาเอาไว้จัดงานฉลอง เวลาทีมเป็นแชมป์หรือมีเทศกาลประจำปี (กลางปีที่ผ่านมา มิลาน ก็เอารถมาแห่ทีม ที่ตรงนี้และมีแฟนหลายหมื่นมาจัดเต็มสนุก)
มิลาน เป็นเมืองหลวงของแคว้นลอมบาร์เดียและเป็นเมืองสำคัญในภาคเหนือของประเทศอิตาลี ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลอมบาร์ดี (Lombardy) ชื่อเสียงของมิลานมาจากหลายด้าน แต่ด้านที่หนาแน่นที่สุดคือชื่อเสียงในด้านแฟชั่นและศิลปะ เพราะมิลานถูกจัดให้เป็นเมืองแฟชั่นในลักษณะเดียวกับนิวยอร์ก ปารีส ลอนดอน และโรม
ลองไปเดินๆ ดู จะมีไกด์มาเล่าให้คุณฟัง (หรือคุณไปเอียงๆ หูก็ได้) ก็จะรู้จักจากประเพณีคริสต์มาสที่เรียกว่า ปาเนตโตเน (Panettone) แถมยังมีอุตสาหกรรมผ้าไหม และแหล่งผลิตรถยนต์อัลฟา โรมิโอ นอกจากนี้ขอบอกว่าไวน์และสปาเกตตีริมทางอร่อยมาก ออกไปเดินดูโอโม (Duomo) โดยที่ข้างหน้าตระหง่านใส่ตัวคุณคือมหาวิหารแบบโกธิคที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ในยุโรป และสร้างในปี 1386
ด้านนอกจะมีหลังคายอดเรียวแหลมจำนวน 135 ยอด และมีรูปปั้นหินอ่อนจากทุกยุคทุกสมัยกว่า 2,245 ชิ้น บนสุดมีรูปปั้นทองขนาด 4 เมตรของพระแม่มาดอนนาเป็นสง่าอยู่ อิสระให้ท่านได้ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกอีกที่หนึ่งคือ แกลลอเรีย วิคเตอร์ เอ็มมานูเอ็ล อาคารกระจกที่เก่าแก่และมีความสวยงามโรงละครโอเปร่า ลาสกาล่า ชมรูปปั้นของลีโอนาโด ดาวินชี จิตรกรเอกที่วาดภาพ “เดอะลาสซัปเปอร์” (the last supper) ไว้ในมหาวิหารซานตามาเรีย เดลลา กราซ
ในมิลานนี้ เขาไม่ได้นับถือศิลปินวาดรูปเท่านั้น มาร์โก แวน บาสเทน ยังคงเป็นพระเจ้าอีกองค์ เหมือนที่เนเปิล มี มาราโดนา เป็น God ก่อนไปอิตาลี 2 ครั้ง ผมถูกขู่สารพัดจากรอบทิศว่า จะเจอดีจากหัวขโมยแน่นอนแต่กลับไม่มีเรื่องเหล่านี้ และทำให้ผมหลงรักอิตาลีไปมากมายอาจจะมีบ้าง ตอนไปโรม ที่เจอจิ๊กโก๋ร่างโตสองคน พยายามจะมาไถเงิน แต่เราก็เจอคนแบบนี้อยู่แล้วในหลายเมืองของยุโรปอังกฤษ ไม่แย่กว่าเหรอ
ในหนัง ไม่ได้เอามาหมดจากหนังสือ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของการผ่องถ่ายด้านศิลปะ แต่มีการพูดถึงเบอร์ลินด้วยถ้าเราดูหนังอย่างเดียว ผมว่าคุณต้องจำภาพของเบอร์ลินมาผิดๆ จากหนังในยุค 80-90แน่ๆ เพราะเบอร์ลินที่ “ถูกให้ภาพ” ผ่านหนังนั้น ไม่ตรงกับเบอร์ลินที่เปลี่ยนไปแล้วเมืองทึมๆ บ้านสีจืดๆ ตกค่ำคนปิดบ้านนอนมันไม่ใช่อีกแล้ว
เพราะตอนนี้ เบอร์ลินได้ทุนจากรัฐบาล และให้งบแก่คนหนุ่มสาวคนที่มีความสามารถกลับมาช่วยกันทำให้เบอร์ลินกลายเป็นเมืองที่ทันสมัยที่สุดของยุโรป ด้วยแฟชั่น ดีไซน์ ที่สุดฮิพเล่นสำนวนหน่อยก็ต้องบอกว่า หากฟลอเรนซ์คือ “บ้านของความหลัง” “เบอร์ลิน” เป็นเมืองของเอเยนซีโฆษณาและดีไซเนอร์ทั้งหลาย แต่ละคูหา แต่ละช่วงตึก มีแต่วัฒนธรรมใหม่ๆ เต็มไปหมด โรงหนัง แกลเลอรีและหอศิลป์ ไม่เคยขาดสื่อศิลปะยุคใหม่
ใครจะเชื่อว่า แต่ละปีมีพ็อกเก็ตบุ๊กเกือบ 10,000 เล่มออกมาวางขาย มีหนัง 300 เรื่อง เทียบเท่าที่คนไทยได้ดูจากฮอลลีวู้ดตลอด 1 ปีเต็มน้ำหนักของเบอร์ลินนั้น เทไปที่ความเป็นฮิพ ซิตี้ คือ สมัยใหม่ แต่ไม่ทิ้งไปไกลเพราะนักท่องเที่ยวจะรู้สึกว่ามันมีราก เพราะใกล้ๆ กันมี “บรานเดนเบิร์ก” ที่เป็นพื้นที่ชุมนุมของศิลปะ มากถึงหมื่นๆ ชนิด
ภาพที่เห็นคนเยอรมันนั้น พวกเขาขยัน สดชื่น หลายคนออกกำลังกายและสามารถจะช่วยเราดูแผนที่เพื่อบอกเส้นทางจนผมสามารถบอกกับหลายคนได้ว่า 4-5 ครั้งที่ไปแวะเที่ยวเยอรมันนั้น ภาพที่ฝังมาถูกลบจนหมด
เบอร์ลินไม่เหลือซากอะไรทึมๆ แบบปี 1989 ไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างอย่างในหนัง the pianist และถนนหนทาง สุภาพอ่อนน้อม ไม่เหมือนสไตล์ดุดันของทีมฟุตบอลจึงไม่ค่อยแปลกใจที่ทำไมช่วง 3 ที่ผ่านมา จึงมีข่าวว่า นักโฆษณาบ้านเราชอบมาดูงานที่เบอร์ลิน (คนหนึ่งที่ชมชอบมากก็คือ คุณภาณุ อิงคะวัต นั่นเอง) คนที่ชอบพวกศิลปะสมัยใหม่ พวกสื่อสมัยใหม่ เหมาะมากในการมาเที่ยว
ระหว่างเดินเล่นในเบอร์ลิน ผมเผลอซื้อสิ่งของ ผ้า ภาพวาด หนังสือกล่องเพลงและกระเป๋าย่าม ไปหลายร้านและสิ่งที่เห็นได้จากทุกร้านก็คือ คนหนุ่มสาวและสามีภรรยาสูงวัย ที่ยิ้มแย้มแม้แต่หญิงชรา
หรือพวกเขาจะบอกเราว่า เบอร์ลิน ไม่เคยแก่เฒ่าแม้ผู้คนจะมีอายุมากขึ้น
เหมือนที่หนังรักดีๆ ไม่เคยเหี่ยวย่น...แม้วัยวันจะล่วงไปหลายปี



