บันเทิง

eatplaylife อาทิตย์ที่ 14 พ.ค. 60

eatplaylife อาทิตย์ที่ 14 พ.ค. 60

13 พ.ค. 2560

Blu & Rosso “หนังรัก”ไม่เคยแก่เฒ่า

โดย นันทขว้าง สิรสุนทร 

    ขณะที่นิตยสาร Variety พ่นบทความอย่างเสียงดังว่า love story ได้ดับสูญไปแล้วจากอุตสาหกรรมหนังยุคใหม่ที่ต้องผสมหลายแนวตระกูลเข้าด้วยกันนั้น
    หนังรักทำมาจากวรรณกรรมเรื่องหนึ่งก็ครบรอบ 15 ปีในช่วงเวลานี้ ช่วงปี 2001-2002 หนัง Calmi Cuori Appassionate โด่งดังมากเพราะทำมาจากวรรณกรรม Blu&Rosso ของญี่ปุ่น โดยมีมิลานเป็นฉากหลังสำคัญของความรักตัวละคร
    ผมว่า มิลาน มีอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างที่ควรไป เหมือนเวลาไปเวียนนาด้วยความรู้สึกเป็นเมืองของศิลปะยุคเก่า แต่ขณะที่เมืองหลัง ทำให้คิดถึง บ้านของโมสาร์ต ชื่อมิลาน กลับทำให้ผมปักใจมาจากหนังเรื่องหนึ่งคือ calmi cuori passionati 
    เรื่องนี้พล็อตเรื่องเป็นหนังรักที่ชายหนุ่มหญิงสาว ต้องพรากจากด้วยอะไรบางอย่างและทั้งสองคนเคยสัญญากันในตอนคบหาว่า จะไปเที่ยวอิตาลีกันสักครั้ง สถานที่ก็คือฟลอเรนซ์ แต่กลายเป็นว่า นางเอกของเรื่องมาทำงานที่มิลานในร้านจิวเวลรีและพบรักกับเศรษฐีหนุ่ม หน้าตาดี (แสดงโดย ไมเคิล หว่อง) ทว่า หัวใจของเธอส่วนที่ลึกที่สุด ยังไม่เคยลืม “ชายหนุ่มคนรักเก่า” ที่จากกันไป ทั้งสองคนได้กลับมาเจอกันแน่ๆ ที่มิลาน หลังจากต้องต่างคนต่างเยียวยาตัวเองเรื่องรักๆ ใคร่ๆ นั้น น่าเข้าอกเข้าใจ แม้ว่าบางที มันก็ไม่เข้าใครออกใคร
    หนังที่ว่านี้ ทำมาจากหนังสือชื่อ blue และ rosso (ความหมายคือ red) ผู้ชายคือฟ้าและหญิงสาวคือ แดง
    จะดูหนังหรืออ่านวรรณกรรม 2 เล่มสถานที่สำคัญและควรไปเมื่อเดินทางไปมิลานก็คือ Duomo square หรือจัตุรัสดูโอโมเพราะที่นี่คือสถานที่สวยงาม กว้างขวาง และเขาเอาไว้จัดงานฉลอง เวลาทีมเป็นแชมป์หรือมีเทศกาลประจำปี (กลางปีที่ผ่านมา มิลาน ก็เอารถมาแห่ทีม ที่ตรงนี้และมีแฟนหลายหมื่นมาจัดเต็มสนุก)
    มิลาน เป็นเมืองหลวงของแคว้นลอมบาร์เดียและเป็นเมืองสำคัญในภาคเหนือของประเทศอิตาลี ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลอมบาร์ดี (Lombardy) ชื่อเสียงของมิลานมาจากหลายด้าน แต่ด้านที่หนาแน่นที่สุดคือชื่อเสียงในด้านแฟชั่นและศิลปะ เพราะมิลานถูกจัดให้เป็นเมืองแฟชั่นในลักษณะเดียวกับนิวยอร์ก ปารีส ลอนดอน และโรม
    ลองไปเดินๆ ดู จะมีไกด์มาเล่าให้คุณฟัง (หรือคุณไปเอียงๆ หูก็ได้) ก็จะรู้จักจากประเพณีคริสต์มาสที่เรียกว่า ปาเนตโตเน (Panettone) แถมยังมีอุตสาหกรรมผ้าไหม และแหล่งผลิตรถยนต์อัลฟา โรมิโอ นอกจากนี้ขอบอกว่าไวน์และสปาเกตตีริมทางอร่อยมาก ออกไปเดินดูโอโม (Duomo) โดยที่ข้างหน้าตระหง่านใส่ตัวคุณคือมหาวิหารแบบโกธิคที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ในยุโรป และสร้างในปี 1386
    ด้านนอกจะมีหลังคายอดเรียวแหลมจำนวน 135 ยอด และมีรูปปั้นหินอ่อนจากทุกยุคทุกสมัยกว่า 2,245 ชิ้น บนสุดมีรูปปั้นทองขนาด 4 เมตรของพระแม่มาดอนนาเป็นสง่าอยู่ อิสระให้ท่านได้ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกอีกที่หนึ่งคือ แกลลอเรีย วิคเตอร์ เอ็มมานูเอ็ล อาคารกระจกที่เก่าแก่และมีความสวยงามโรงละครโอเปร่า ลาสกาล่า ชมรูปปั้นของลีโอนาโด ดาวินชี จิตรกรเอกที่วาดภาพ “เดอะลาสซัปเปอร์” (the last supper) ไว้ในมหาวิหารซานตามาเรีย เดลลา กราซ

eatplaylife อาทิตย์ที่ 14 พ.ค. 60
    ในมิลานนี้ เขาไม่ได้นับถือศิลปินวาดรูปเท่านั้น มาร์โก แวน บาสเทน ยังคงเป็นพระเจ้าอีกองค์ เหมือนที่เนเปิล มี มาราโดนา เป็น God ก่อนไปอิตาลี 2 ครั้ง ผมถูกขู่สารพัดจากรอบทิศว่า จะเจอดีจากหัวขโมยแน่นอนแต่กลับไม่มีเรื่องเหล่านี้ และทำให้ผมหลงรักอิตาลีไปมากมายอาจจะมีบ้าง ตอนไปโรม ที่เจอจิ๊กโก๋ร่างโตสองคน พยายามจะมาไถเงิน แต่เราก็เจอคนแบบนี้อยู่แล้วในหลายเมืองของยุโรปอังกฤษ ไม่แย่กว่าเหรอ
    ในหนัง ไม่ได้เอามาหมดจากหนังสือ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของการผ่องถ่ายด้านศิลปะ แต่มีการพูดถึงเบอร์ลินด้วยถ้าเราดูหนังอย่างเดียว ผมว่าคุณต้องจำภาพของเบอร์ลินมาผิดๆ จากหนังในยุค 80-90แน่ๆ เพราะเบอร์ลินที่ “ถูกให้ภาพ” ผ่านหนังนั้น ไม่ตรงกับเบอร์ลินที่เปลี่ยนไปแล้วเมืองทึมๆ บ้านสีจืดๆ ตกค่ำคนปิดบ้านนอนมันไม่ใช่อีกแล้ว
    เพราะตอนนี้ เบอร์ลินได้ทุนจากรัฐบาล และให้งบแก่คนหนุ่มสาวคนที่มีความสามารถกลับมาช่วยกันทำให้เบอร์ลินกลายเป็นเมืองที่ทันสมัยที่สุดของยุโรป ด้วยแฟชั่น ดีไซน์ ที่สุดฮิพเล่นสำนวนหน่อยก็ต้องบอกว่า หากฟลอเรนซ์คือ “บ้านของความหลัง” “เบอร์ลิน” เป็นเมืองของเอเยนซีโฆษณาและดีไซเนอร์ทั้งหลาย แต่ละคูหา แต่ละช่วงตึก มีแต่วัฒนธรรมใหม่ๆ เต็มไปหมด โรงหนัง แกลเลอรีและหอศิลป์ ไม่เคยขาดสื่อศิลปะยุคใหม่
    ใครจะเชื่อว่า แต่ละปีมีพ็อกเก็ตบุ๊กเกือบ 10,000 เล่มออกมาวางขาย มีหนัง 300 เรื่อง เทียบเท่าที่คนไทยได้ดูจากฮอลลีวู้ดตลอด 1 ปีเต็มน้ำหนักของเบอร์ลินนั้น เทไปที่ความเป็นฮิพ ซิตี้ คือ สมัยใหม่ แต่ไม่ทิ้งไปไกลเพราะนักท่องเที่ยวจะรู้สึกว่ามันมีราก เพราะใกล้ๆ กันมี “บรานเดนเบิร์ก” ที่เป็นพื้นที่ชุมนุมของศิลปะ มากถึงหมื่นๆ ชนิด
    ภาพที่เห็นคนเยอรมันนั้น พวกเขาขยัน สดชื่น หลายคนออกกำลังกายและสามารถจะช่วยเราดูแผนที่เพื่อบอกเส้นทางจนผมสามารถบอกกับหลายคนได้ว่า 4-5 ครั้งที่ไปแวะเที่ยวเยอรมันนั้น ภาพที่ฝังมาถูกลบจนหมด
    เบอร์ลินไม่เหลือซากอะไรทึมๆ แบบปี 1989 ไม่ใช่สิ่งปลูกสร้างอย่างในหนัง the pianist และถนนหนทาง สุภาพอ่อนน้อม ไม่เหมือนสไตล์ดุดันของทีมฟุตบอลจึงไม่ค่อยแปลกใจที่ทำไมช่วง 3 ที่ผ่านมา จึงมีข่าวว่า นักโฆษณาบ้านเราชอบมาดูงานที่เบอร์ลิน (คนหนึ่งที่ชมชอบมากก็คือ คุณภาณุ อิงคะวัต นั่นเอง) คนที่ชอบพวกศิลปะสมัยใหม่ พวกสื่อสมัยใหม่ เหมาะมากในการมาเที่ยว
    ระหว่างเดินเล่นในเบอร์ลิน ผมเผลอซื้อสิ่งของ ผ้า ภาพวาด หนังสือกล่องเพลงและกระเป๋าย่าม ไปหลายร้านและสิ่งที่เห็นได้จากทุกร้านก็คือ คนหนุ่มสาวและสามีภรรยาสูงวัย ที่ยิ้มแย้มแม้แต่หญิงชรา
    หรือพวกเขาจะบอกเราว่า เบอร์ลิน ไม่เคยแก่เฒ่าแม้ผู้คนจะมีอายุมากขึ้น
    เหมือนที่หนังรักดีๆ ไม่เคยเหี่ยวย่น...แม้วัยวันจะล่วงไปหลายปี