บันเทิง

ยอดหญิงปันซู 19

ยอดหญิงปันซู 19

13 พ.ค. 2560

ปันชู โค่วหลานจือ อาจารย์เหยา ทะเลาะกันเรื่องการที่อาชวงกับอาโหลจะย้ายห้องไปเรียนห้องสอง

ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 18.25 น. ทางช่อง NOW26

Ban Shu Legend Ep.19

    ปันซูคุยกับเหยาเจวียน
    “หลังจากนั้น ไม่ต้องให้ข้าพูด เขาก็ยอมรับผิดเขาบอกว่าข้ายุติธรรม พี่ชายข้าไม่ยอมแพ้ศัตรูแน่ เฮ้อต่อไปพวกเขาก็จะไม่ดูถูกตระกูลปันอีกศิษย์พี่ข้าฉลาดมั๊ย”
    “ฉลาดๆๆ เจ้าน่ะ เรียกความมั่นใจจากคนขายได้ก็ดีแล้ว อีกอย่างยังได้ช่วยพวกพ่อค้าได้อีกด้วยอย่างนี้เรียกว่าปาหินก้อนเดียวได้นกสองตัวแต่ว่าคนดูแลหนังสือคนนั้นแม่ทัพเติ้งจะยอมเขียนให้เหรอ”
    “เขาต้องเขียนแน่ไม่อยากเขียนก็ต้องเขียนใครใช้ให้โค่วหลันจือเป็นคู่หมายกับเขาล่ะ”
    “แต่ว่าต่อไปจะทำอะไรก็ต้องระวังถึงแม่ทัพเติ้งจะเตือนนางแล้ว แต่ในเมื่อเขาทำเรื่องเดือดร้อนคนอื่นแบบนี้ได้เขาก็ทำอีกได้เหมือนกัน”
    “วางใจเถอะ นางอยู่ที่ลับเราอยู่ที่แจ้งเรื่องครั้งนี้ก็ถูกเปิดเผยแล้ว ข้าก็ไม่ยอมใครง่ายๆ”
    บัณฑิตเข้ามา “โอ้ๆ สวัสดีค่ะอาจารย์เหยา”
    “เอ้ะเกิดไรขึ้นเนี่ยนี่ พวกเจ้าเป็นอะไร”
    อาหลิงเรียก “อาจารย์อาจารย์ข้าจะบอกให้เมื่อกี้อาฮุ่ยแอบบอกว่า...อาหลิวรู้เรื่องท่านกับอาจารย์เว่ย ให้ระวังตัวด้วย”
    “รู้เรื่องอะไรกัน”
    หลิวเอี้ยนเข้ามา “ผู้ช่วยปัน มาพอดีเลย ข้าอยากขอคำปรึกษาหน่อย”
    ปันชูบอกเหยาเจวียน “ศิษย์พี่ท่านกลับไปก่อนเรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง”
    เหยาเจวียนจะไม่ไป แต่ปันซูบอกให้ไปเถอะ
    “อืม ข้ารู้แล้ว แต่เจ้าระวังตัวด้วยนะ อาจารย์เว่ยเป็นชายในฝันของพวกนาง อย่าทำให้นางโกรธล่ะ”
    “ข้าเข้าใจแล้วข้าเป็นอาจารย์ จะกลัวบัณฑิตได้ไงฮึว่ามา มีเรื่องอะไร”
    อาเฉินเริ่ม “ผู้ช่วยปันข้าอยากถามว่าในฐานะอาจารย์ควรเป็นแบบอย่าง รักษาคำพูดใช่หรือไม่”
    “แน่นอน”
    อาเฉินต่อ “ถ้าอย่างนั้น ทำไมถึงล่อลวงอาจารย์เว่ย”
    “ล่อลวงเหรอ”
    “ใช่”
    หลิวเอี้ยนแทรก “ข้าเห็นว่าท่านกับอาจารย์เว่ยทำลับๆ ล่อๆ ออดอ้อนไปมาปันชู เจ้าหน้าไม่อาย”
    หลายคนรีบเสริม “ใช่ๆๆ”
    เหวินสี่ถาม “อาจารย์ มันเป็นเรื่องจริงเหรอ”
    ปันชูว่า “จริงแล้วยังไง ไม่จริงแล้วยังไง”
    “เจ้ากล้าทำที่นี่ได้ยังไงอาจารย์เว่ยเป็นของเราทุกคน” บัณฑิตคนหนึ่งว่า
    หลายคนรับ “ใช่ๆๆๆ”
    “อาจารย์เว่ยกับอาจารย์หลิวรักกันมาก เป็นแบบอย่างของผู้ชาย เป็นบุรุษในใจของเรา ท่านหลอกล่อเขา ไม่รู้สึกอับอาย มียางอายบ้างมั้ย” อาเฉินต่อว่าปันซู
    “ใช่แล้ว ทำแบบนี้ได้ไงกัน”
    อาหลิงปกป้องปันซู “เจ้าพูดให้มันดีๆ นะ เอาแต่พูดว่ายางอายล่อลวงหลอกล่อ ในหนังสือก็สอนว่าหญิงงาม ชายใดก็อยากได้ เจ้าไม่เคยได้ยินรึไง”
    “แหวะในเมื่อกล้าทำ ก็ต้องกล้ารับสิ”
    “อาจารย์ปันไม่ว่าท่านจะทำเรื่องอะไรเราสนับสนุนถึงใครจะบอกว่าท่านเป็นไส้ศึกเราก็เข้าข้างท่านแต่ครั้งนี้ทำไมท่านปิดบังแย่งอาจารย์เว่ยไปจากเรา”
    “ใช่ๆๆๆ ทำแบบนี้ได้ยังไงหน้าไม่อายอาจารย์เว่ยเป็นของเรา”
    ปันชูแทรก “เจ้าพูดพอรึยังหลิวเอี้ยนเจ้าก็เป็นองค์หญิงต้องรับผิดชอบกับคำพูดข้าแค่เรียกอาจารย์เว่ยว่าศิษย์พี่ข้าบาดเจ็บเขาก็ตามหมอให้ไปรักษาที่บ้านกลายเป็นว่าข้าล่อลวงเขาองค์หญิงเหวินสี่ ทุกคนสนับสนุนข้าเชื่อว่าข้าไม่ได้เป็นไส้ศึกข้าขอบใจมากแต่เพราะเหตุนี้พอข้าจะชอบไม่ชอบใครข้าจะต้องเป็นคนเลวเหรอ”
    หลิวเอี้ยนโต้ “ปันชูเจ้าอย่าพูดวกวนไปมาถ้าแน่จริงก็พูดให้ชัดเจนว่าชอบชอบอาจารย์เว่ยมั้ย”
    “ใช่ๆๆ พูดให้ชัดเจนสิ”
    “ถ้าบอกไม่ชัดเจนนับจากนี้ไปพวกเราจะเกเร”
    เหวินสี่เห็นด้วยกับหลิวเอี้ยน “อื้ม”
    หลิวเอี้ยนต่อ “ทำให้เรื่องนี้ไปถึงไทเฮาเลยคอยดูข้าเชื่อว่าถ้าทรงทราบว่าเจ้าเคยเป็นไส้ศึกยังจะให้เจ้าสอนในวังนี้อีกมั้ย”
    “ใช่แล้ว พูดมาให้ชัดเจน”
    อาหลิวว่า “พวกเจ้าทำอะไรกันเนี่ยเราเคยสาบานกันว่าจะไม่พูดเรื่องนี้อีกยังไงล่ะหลิวเอี้ยนที่เจ้ากระวนกระวายแบบนี้เพราะแอบชอบอาจารย์เว่ย ถึงได้อิจฉาล่ะสิ”
    หลิวเอี้ยนเถียง “เหลวไหล ข้า ข้าทำเพื่อทุกคน แล้วก็เพื่ออาจารย์เว่ย อาจารย์เว่ยรักษาสัญญากับอาจารย์หลิวคือสิ่งดีงาม จะให้คนอื่นแย่งไปง่ายได้ไง”
    “ใช่แล้วๆ”
    หลิวเอี้ยนแทรก “เอาล่ะ อย่าอ้อมค้อมผู้ช่วยปัน เจ้าบอกว่าคิดกับอาจารย์เว่ยแค่พี่เขย งั้นกล้าสาบานมั๊ย ถ้าคิดกับอาจารย์เว่ยเป็นอื่นขอให้ฟ้าผ่าตายอย่างทรมาน”
    หลายคนเสริม “ใช่ๆๆๆ”
    ปันชูแทรก “มีศิษย์ที่ไหนสั่งให้ข้าสาบาน”
    หลิวเอี้ยนย้อน “ดูสิ ท่านร้อนใจ ข้าพูดถูกใช่มั๊ย”
    “นั่นสิๆๆๆ นางไม่กล้าสาบาน”
    “หยุดนะ”ปันชูถีบเสา “ข้าทำอะไร ทำไมจะต้องมาอธิบายให้ฟังด้วย ตอนนี้ ข้าผิดหวังมาก ที่เจ้าเรียนมาก็เยอะเหตุผลมากมายแต่ช่างหยาบคายไม่มีมารยาท อาจารย์เว่ยเป็นใครมีสิทธิ์อะไรมายุ่งว่าข้าชอบเขามั้ยแค่ข้าอยู่ใกล้เขาก็มาหาเรื่องถ้าวันนึงเขาแต่งงานมีลูก พวกเจ้าก็จะวิ่งไปฟ้องไทเฮางั้นสิ”
    เหวินสี่ว่า “อาจารย์เว่ยจะแต่งงานมีลูกได้ยังไง”
    “นั่นสิๆๆๆ”
    ปันชูแทรก “เขาสมควรอยู่คนเดียวทั้งชีวิตเหรอ เป็นท่อนไม้โดดเดี่ยวรึไง พวกเจ้าถึงจะพอใจองค์หญิงเหวินสี่ศิษย์พี่ของข้าเป็นคนนะ ไม่ใช่เป็นแค่คนที่เอาแต่รอคอยใครไปวันๆ เอาล่ะ เมื่อกี้พวกเจ้าบอกว่าจะยกเรื่องไส้ศึกมาขู่เอาเลย ไปฟ้องสิ จะบอกให้อาเย่เป็นเพื่อนของข้า แล้วก็ยังเป็นเพื่อนของท่านแม่ทัพเติ้ง อาเย่เป็นคนที่แม่ทัพเติ้งพามาแนะนำข้าก็อยากรู้ว่าถ้าไทเฮาทรงทราบจะลงโทษข้ายังไง”
    “ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะ จะโดนให้ออกจากการเรียนรึเปล่านะ”
    เหวินสี่ว่า “อาจารย์ ที่จริงแล้วเราไม่ได้หมายความอย่างนั้น”
    “พวกเจ้าหมายถึงอะไร ข้ารู้ดีแก่ใจ ถ้าว่างมาพูดเรื่องไร้สาระนี้มากนัก วันนี้ข้าจะลงโทษให้วิ่ง ทุกคนเข้าแถว ออกไปวิ่งรอบสนาม”
    ปันซูสั่งบัณฑิตทุกคนวิ่ง ทุกคนเริ่มบ่นแต่ปันซูไม่ยอมให้หยุด หลันจือเข้ามาสั่งปันซูก็ไม่ฟัง เป่ยเย้โมโหออกหน้าปกป้องหาว่าปันซูไม่มีมารยาท ทำให้โดนปันซูว่า
    “ไม่มีมารยาทจะทำไม แม่นางเป่ยเย้สองวันก่อนข้าอยู่ในคุกเจอคนนึงได้ยินว่าเจ้าเป็นคนของเขา รู้สึกว่าจะคุ้นเคยกับเจ้าวิ่งต่อวิ่งเร็วเข้า”
    “นางรู้ได้ยังไงกัน”
    “ไม่ไหวแล้วๆๆ เมื่อยจะตาย”
    “เป็นไง ตอนนี้ไม่มีใครมาพูดโวยว้ายกับข้าแล้ว ดูสิพวกเจ้าวิ่งได้ไม่เท่าไหร่ก็เหนื่อยขนาดนี้แล้ว ร่างกายอ่อนแอแบบนี้จะมีประโยชน์อะไร”
    “อาจารย์ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย” อาหลิงโวย
    “เจ้าค่อยให้กำลังใจข้า ร่างกายเป็นสิ่งสำคัญจำเอาไว้ดังนั้นบัณฑิตหญิงทั้งหมดในราชสำนัก จะต้องออกกำลังกายทุกคน”
    “หาไม่เอา ทำไมต้องวิ่งอีกล่ะ”
    ปันชูว่า “ถ้าไม่ให้พวกเจ้าวิ่งพวกเจ้าก็จะไม่มีอะไรทำถึงได้มีเวลาไปยุ่งเรื่องโน่นเรื่องนี้ให้เจ้าวิ่งเหงื่อออกเยอะๆ จะทำให้เจ้ารู้ว่า... ทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามเจ้าต้องการเสมอไป เอาละลุกขึ้นได้แล้ว ไปวิ่งต่อที่สนามม้า”หลายคนปฏิเสธ
    เหวินสี่กลับไปร้องไห้ สาวใช้คอยปลอบ เติ้งเข้ามาเห็นก็ถามว่าเป็นอะไร
    “แม่ทัพเติ้ง”
    “เอ้ะข้าบอกให้เจ้าเรียกว่าลุงไง เป็นไรไป”
    “ท่านลุง อาจารย์ปันแกล้งข้าอีกแล้ว”
    เติ้งหัวเราะ “หืมอ่อ ที่แท้เป็นแบบนี้”
    “อื้มทุกคนเหนื่อยกันมากเลย นางชอบเอาเสด็จแม่มาขู่เรา ทำให้เรากลัวกันหมด ไม่มีใครกล้าดื้อกับนางเลยเอ๊ะท่านลุง อาจารย์ปันบอกว่า อาเย่ที่อยู่หงเซี่ยงเป็นเพื่อนท่าน จริงรึเปล่า”
    “จริงสิอาเย่ไม่ได้แค่เป็นเพื่อนข้า อาจารย์ปันก็เป็นเพื่อนข้าเอาละ เจ้าแค่วิ่งไม่กี่รอบก็เหนื่อย ร่างกายอ่อนแอจังนางให้เจ้าวิ่งก็เพื่อตัวเจ้าเอง”
    “ท่านลุง ข้าเป็นหลานท่านนะ”
    “เอ้ะมีเหตุผลหน่อยที่โดนวิ่งเพราะเจ้าหาเรื่องใส่ตัวอีกอย่างพวกเจ้าชั่งกล้านัก หาข้ายังไม่กล้าทำให้นางโกรธแล้วเจ้าเป็นใคร”
    “ข้ารู้ว่าผิดแล้วอาจารย์ปันกับอาจารย์เว่ยจะเป็นอะไรกันข้าจะไม่ยุ่งแล้วแต่ว่าท่านลุงท่านช่วยไปบอกอาจารย์ปันรึอาจารย์โค่วก็ได้ อย่าให้ข้าวิ่งอีกเลยไม่งั้นข้าต้องตายแน่ท่านลุงได้มั๊ยละ”
    “ไม่ได้ เจ้านี่ก็ยุ่งไม่เข้าเรื่องอาจารย์ปันชอบใครเจ้าต้องรู้ให้ชัดเจนสิ ทำไมข้าต้องช่วยเจ้าด้วย”
    “อ๊าวแล้วนางชอบใครกันล่ะ”
    เติ้งหัวเราะ“เฮ้ยก็ลุงของเจ้าไงล่ะเก่งทั้งบู๊นบู๊นหน้าตาหล่อเหลาซะขนาดนี้”
    “ห๊ะท่านไม่ได้ชอบกับอาจารย์โค่วหรอกเหรอ”
    “จำไว้นะ ป้าสะใภ้เจ้าในอนาคตอาจไม่ใช่ตระกลูโค่ว”
    เหวินสี่ตกใจ เติ้งหัวเราะ
    วันต่อมา เหวินสี่นำข้อมูลที่เติ้งบอกไปเล่าให้เพื่อนบัณฑิตฟังหลิวเอี้ยนยิ่งไม่พอใจเพราะเติ้งต้องแต่งงานกับหลันจือ เหวินสี่ว่าเติ้งไม่ได้รักหลันจือแต่แรก พวกเหวินสี่รู้สึกว่าเมื่อวานว่าปันซูแรงไป
    เหยาเจวียนรู้ว่าปันซูจะให้บัณฑิตวิ่งอีกก็ตกใจ แต่ปันซูว่า
    “ใช่แล้วศิษย์พี่ข้ารู้ท่านกลัวจะเป็นเรื่องใหญ่แต่ว่าครั้งนี้ข้าไม่ได้ทำเพื่อระบายความโกรธ แต่ยังมีเรื่องใหญ่อีกเรื่อง”
    “เรื่องอะไรล่ะ”
    “เฮ้อก็เรื่องร่างกายของบัณฑิตไงเมื่อครู่ข้าให้จิ่งชูไปเอารายการอาหารมาดูมีแต่เป็ดไก่ปลาทั้งนั้น แต่ทำไมองค์หญิงเหวินสี่และบัณฑิตถึงดูอ่อนแอนัก ลมพัดก็ปลิวแล้วเมื่อครั้งที่แล้วในสวนข้าคิดว่า...เพราะนางโดนฝึกให้อยู่ในกรอบ ถึงทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง ถ้าเป็นแบบนี้เจอเรื่องรุนแรงพวกนางจะทนไหวมั๊ย ถ้าแต่งงานไปไม่ต้องพูดเรื่องทำงานหนัก แค่เรื่องคลอดลูกก็คงตายได้ ดังนั้นข้าคิดแล้วว่าจะต้องบังคับให้พวกนางวิ่งทุกวัน ซะสองลี้ก็ยังดีถ้าหน้าไม่แดงไม่หอบถึงจะผ่าน”
    “อาชู ที่นี่เมืองหลวง จะพูดอะไรต้องระวังหน่อย มีอย่างที่ไหนเอาเรื่องแต่งงานเรื่องคลอดลูกมาพูดกัน”
    “ทำไมจะพูดไม่ได้ต่อไปก็ต้องมีลูก ในหนังสือบอกไว้ว่า การเกิดเป็นเรื่องระดับประเทศยิ่งมีผู้ชายมากเท่าไรก็จะมีบุรุษกล้าหาญเพิ่มขึ้นผู้กล้ามากขึ้นถ้าออกไปสู้ขับไล่ข้าศึกให้หมดไปจากประเทศ จะได้แก้แค้นให้แม่กับพี่หลิว”
    “ที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผลนะแต่อย่าทำเรื่องน่ากลัวขนาดนั้นเมื่อวานก็ทำให้พวกนางตกใจถ้าวันไหนเกิดลุกฮือต่อต้านวันนั้น...จะแย่เอานะ”
    “สบายใจได้ เมื่อวานข้าโมโหไปหน่อยแต่พอใจเย็น ข้าก็คิดอะไรได้ศิษย์พี่ ท่านจำพี่ฮั่วหวนได้รึเปล่า”
    “ฮั่ว ฮั่วหวน เขาทำไม”
    “เขาน่ะ ยังติดค้างข้าเรื่องนึง” เหยาเจวียนประหลาดใจ

ยอดหญิงปันซู 19
    วันนี้ปันซูบอกกับบัณฑิตว่า
    “เมื่อวานให้วิ่งแค่ไม่กี่รอบ วันนี้คงไม่เหนื่อยแล้วแต่คิดแล้วว่าทุกคนโดนเลี้ยงมาอย่างดี จะให้พวกเจ้าเหนื่อยมากไป ก็จะดูใจร้ายแต่ว่าทุกคนต้องคิดให้ดีหลังจากนี้ข้าจะให้ทุกคนออกกำลังกาย แต่ไม่ได้เพื่อจะลงโทษ พวกเจ้าคงไม่อยากจะสามวันดีสี่วันไข้หรอกนะ พวกเจ้าอยากจะแข็งแรงอายุยืนยาวมั้ยล่ะ”
    “อยากค่ะ”
    “ดีมากน่ารักจริงๆ เพื่อเป็นรางวัล และก็เพื่อให้ได้คุ้ยชิน วันนี้เจ้าไม่ต้องวิ่งแล้ว”
    “จริงเหรอ ดีจังเลยๆๆ”
    “พี่ฮั่ว ออกมาได้แล้ว” ปันซูเรียก
    ขบวนฮั่วหวนออกมา “ย้ะหยุด”
    “วันนี้จะให้ทุกคนได้เห็นการแข่งบอลม้าเพื่อเปิดหูเปิดตา”
    ทุกคนตื่นเต้น “ว้าว”
    “ให้ได้รู้ว่าการออกกำลังกายดีมากทุกคนก็สามารถเล่นได้ดีกว่าไปเล่นพนัน นี่น่าสนใจกว่าร้อยเท่าแม่ทัพฮั่ววันนี้แบ่งเป็นสองฝ่ายนะ ดูว่าใครจะชนะ”
    “ได้เลย”
    ปันซูลงแข่งด้วย ทุกคนดูแล้วตื่นเต้น พร้อมชมว่าทหารที่เล่นหน้าตาดีและเก่ง พากันส่งเสียงเชียร์สนุกสนาน
    “องค์หญิง ดูสิพวกเขาดูดีจัง ดูสิ”
    หลิวเอี้ยนเชิด “แล้วยังไง ข้าก็เล่นได้เหมือนกัน พี่ชายข้าก็เล่นเก่งมากเช่นเดียวกัน”
    “เย้ๆ เข้าแล้ว เยี่ยมมาก”
    เหวินสี่ว่า “ถ้าข้าเล่นบอลม้าได้อย่างอาจารย์ก็คงจะดีมากเลย”
    “ดีจัง ข้าอยากเล่นบ้าง”
    ปันชูเหมือนรู้ใจถามทุกคน “พวกเจ้าอยากเรียนขี่ม้ามั๊ย”
    “อยากค่ะๆๆ”
    “งั้นรีบมาเร็ว ข้าเตรียมม้าไว้ให้พวกเจ้าแล้ว”
    ทุกคนมาสนุกกับการขี่ม้าต่อ และฝึกดาบ ปันซูนั่งดูกับฮั่วหวน ก่อนส่งถุงเงินให้
    “ขอบคุณ เฮ้อ เป็นแผนหลอกล่อที่ดีทีเดียว ครั้งแรกใช้ได้ครั้งที่สองก็ยังได้ ทำไมข้าคิดไม่ได้นะ กับเว่ยอิงที่ดูอ่อนแอ ทุกวันเอาแต่ใส่ชุดสีขาว ถึงดึงดูดสาวได้เยอะขนาดนี้เชอะจะโทษที่ไม่เคยเห็นของจริงก็ไม่ได้....พละกำลังต่างหากที่น่าหลงไหล”
    “พี่เขยข้าแต่ก่อนก็เป็นทหารถ้าเรื่องขี่ม้า ก็ไม่แพ้เจ้าหรอก”
    “ก็ไม่แน่หรอกนะเอ่อก็ได้เขาเก่งมาก ข้าว่า เจ้านี่หลงรักเขาเอามากๆ นะ”
    “ไม่ต้องยุ่ง”
    “ข้าไม่ได้ยุ่งข้าสงสารเจ้า ถ้าข้าเป็นเจ้าโดนเขาพูดแบบนั้นข้าไม่สนใจเขาแล้ว มันก็สมควรหรอก”
    “ฮึเจ้าไม่เข้าใจ ยิ่งเขาดีกับพี่ซวนเท่าไรก็แปลว่าเขารักเดียวข้าแค่เกลียดตัวเองที่ไม่มีวาสนาเราน่าจะเจอกันมาตั้งนานในเมื่อเป็นแบบนี้ ก็ได้แต่อดทนรอข้าจะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นชีวิตยังอีกยาวไกล น้ำหยดลงหินทุกวัน คงมีซักวันถ้าเขาเป็นน้ำแข็งข้าจะทำให้เขาละลาย”
    “ไม่เลวนี่ข้าคิดว่าเพราะเรื่องของพี่ชายเจ้าถึงได้ดูเงียบตอนนี้ เจ้าคงจะเข้มแข็งแล้วแต่ว่าข้าก็ยังว่าเว่ยอิงดูธรรมดาเอางี้มั้ยข้าช่วยเจ้าหาคนดีๆ เงื่อนไขคือเจ้าช่วยข้าหาคนดีด้วย”
    ปันชูว่า “ได้เลย งั้นตอนนี้ข้าจะรีบไปบอกพ่อของบัณฑิตว่าเจ้าสนในลูกเขาดีมั้ย"
    ฮั่วหวนสำลัก“ล้อเล่นล้อเล่นนะ ล้อเล่น” ฮั่วหวนหัวเราะ
    เหล่าบัณฑิตพากันผลักเหวินสี่ให้เข้ามาพูดกับปันซู
    “อย่าผลักสิอาจารย์นางเลือกข้าเป็นตัวแทนมาขอโทษท่านวันนั้น เราเข้าใจท่านผิดต่อจากนี้ไปจะไม่เกเรกับท่านอีกแต่ว่าต่อไปช่วยพามาขี่ม้า เหมือนวันนี้อีกได้มั๊ย”
    “ใช่ๆๆ”
    “วางใจได้ยังมีเรื่องสนุกๆ อีกเยอะ” ทุกคนหัวเราะ
    เหวินสี่ดีใจมาก “ขอบคุณค่ะอาจารย์”
    “ขอบคุณค่ะอาจารย์ๆ” ทุกคนพากันดีใจ

000000000000

    เหวินสี่กลับเข้าวังมาเจอกับไทเฮา
    “เสด็จแม่ถวายบังคมเสด็จแม่”
    “เจ้ากำลังจะไปไหน ทั้งตัวมีแต่เหงื่อ”
    “วันนี้อาจารย์ปันสอนเล่นบอลม้า สนุกมากเลยแม่ทัพฮั่วก็มาเล่นด้วย เขาเล่นเก่งมากเลยเพคะ”
    ไทเฮาแปลกใจ “แม่ทัพฮั่วเหรอ”
    “อื้มแม่ทัพฮู่เพินพี่ชายของแม่ทัพฮั่วพวกเขาหน้าตาเหมือนกันมาก การรบก็เก่งเหมือนกัน”
    “งั้นเหรอ เอาล่ะ เจ้ากลับไปพักผ่อนได้แล้ว”
    “เพคะเสด็จแม่”
    ไทเฮาถามหมิงกงจ่าง “อาหมิง เจ้าว่าแม่ทัพฮั่วหน้าตาเหมือนกับฮั่วหวนมากจริงเหรอ”
    “หม่อมฉันก็ไม่เคยเห็นแต่ว่าเป็นพี่น้องกัน ก็คงจะมีส่วนที่เหมือนกัน”
    “เฮ้อไม่รู้ว่าฮั่วเหิง อยู่ทางเขตชายแดน จะมีอันตรายรึเปล่า”
    “ไทเฮาแม่ทัพฮั่ว แต่ก่อนก็เคยออกรบกับแม่ทัพใหญ่ไม่อย่างนั้นอายุยังน้อยจะเป็นเหมือนแม่ทัพฮู่เพินเหรอฝีมือเขาก็ดีจะต้องไม่เป็นอะไรแน่ อีกอย่าง เมื่อวานท่านก็ได้อ่านสาน์นที่กรมทิ่งเว่ยส่งมาบอกว่าแม่ทัพฮั่วไปปกป้องพื้นที่ตะวันตก กำลังสืบหาเรื่องของตระกูลปัน ไทเฮาที่จริงแล้วพระองค์ทรง”
    ไทเฮาตรัส “ที่จริงแล้วอะไร”
    “ทรงพระทัยว้าวุ้น”
    “เจ้าคงรู้สึกว่าข้าเป็นไทเฮาคอยแต่เป็นห่วงผู้ชายชั่งบังอาจไม่สมควรอย่างยิ่ง”
    “ไทเฮาหม่อมฉันรับใช้พระองค์มานาน ความทุกข์พระทัยหม่อมฉันรู้ดีแก่ใจตั้งแต่ราชาองค์ก่อนขึ้นครองราชพระวรกายก็ไม่ดีตลอดต่อมาก็ไม่มีสนมใหม่โดดเดี่ยวมานาน อยากหาคนรู้ใจ เพียงแต่...”
    “คนๆ นั้นต้องไม่ใช่ฮั่วหวนพี่ใหญ่พูดถูกถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นละก็ จะเรียกกลับคืนยากข้าจะทำร้ายเขาไม่ได้ เขาเป็นคนดีจิตใจดงาม อนาคตยาวไกลควรมีคู่ครองที่ดีดีกว่ามาเสียชื่อเสียง ควรจะมีชีวิตที่งดงาม มีชื่อเสียงที่ดีแต่เจ้ารู้มั้ยข้าอิจฉาเหยาเจวียนมากเพราะอย่างน้อยนางก็ได้ไปส่งเขาอย่างเปิดเผยเฮ้อเอาละข้าจะลืมเขาให้ได้ไปเถอะ”
    หลิวเอี้ยนบอกหลันจือเรื่องที่เหวินสี่บอกว่าเติ้งคุยกับเธอว่าชอบปันซูไม่ใช่หลันจือ แต่หลันจือพยายามใจเย็นบอกว่าปันซูยืนยันกับเธอแล้วว่าคิดกับเติ้งแบบเพื่อน แต่หลิวเอี้ยนว่า
    “พี่หลันจือ คำพูดของผู้ชายนั่นเชื่อไม่ได้เมื่อก่อนเสด็จพ่อชอบพวกนางสนมก็บอกว่าพวกนั้นเป็นแค่คนดูแลลูกเสด็จแม่เลยวางพระทัยท่านจะต้องทำอะไรสักอย่างกำจัดพวกนางไปให้พ้นทางท่านถึงจะได้เป็นฮูหยินของแม่ทัพเติ้ง”
    “ข้ารู้แล้ว ข้าจะหาวิธีดู แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาต้องค่อยไปก่อน”
    “พี่หลันจือเรื่องนี้รอไม่ได้นะ”
    “ข้าเข้าใจแต่ถ้าทำอะไรนางตอนนี้แม่ทัพเติ้งจะต้องไม่พอใจแน่อาเอี้ยนเจ้ามีอำนาจมากช่วยอะไรเรื่องหนึ่งสิ”
    “เรื่องอะไร”
    “พวกบัณฑิตตระกูลหวาง ยื่นเขียนคำร้องตรวจสอบตระกลูเอี้ยนเว่ย เรื่องที่ปันหย่งเป็นกบฏแค่ปันหย่งถูกลงโทษต่อให้นางอดทนมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถอยู่ในเมืองหลวงได้”

    ขณะที่หลันจือสอน อาชวงก็เสนอว่าอยากให้เรียนแบบห้องสองบ้าง หลายคนก็สนับสนุก แต่หลันจือว่า
    “ตั้งใจเล่าเรียน ดนตรีวาดรูป ถ้าจะได้ชื่อว่าเป็นบัณฑิตที่ดีงามนอกเวลาเรียนอาจารย์ปันจะให้ไปออกกำลังกาย ข้าไม่สนใจ แต่ว่า ข้าจะไม่มีวันสอนไร้สาระอย่างห้องสองแน่นอนไม่ตั้งใจเรียน เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี กลายเป็นเอาแต่เล่นไร้สาระไปวันๆ เข้าใจไหม”
    อาชวงบ่นกับเพื่อน “พูดอย่างกับตัวเองเก่งตายละครั้งที่แล้วแข่งท่องกลอนก็สู้คนอื่นไม่ได้ ห้องสองท่องจีนโบราณ แม้แต่ไทเฮายังชมเลย”
    อาโหลก็ว่า “ใช่จริงๆ เลย”
    “ถ้าย้ายไปห้องสองก็ดีสิ”
    เว่ยอิงมาหาปันซู เจอหน้าขัดม้าอยู่ก็ถามว่าทำไมขัดม้าด้วยตัวเอง ปันซูหัวเราะ
    “ข้าไปหอเติ่งหมิงได้หนังสือมาหลายเล่ม” เว่ยอิงว่า
    “หาบันทึกตะวันตก” ปันชูหัวเราะ
    “นี่บันทึกตะวันตกจริงๆ แต่เป็นเล่มที่ใต้เท้าตู้เป็นคนเขียน ข้าดูแล้ว คนปัจจุบันเป็นคนเขียนอธิบาย เจ้าจำผิดรึเปล่าตอนนั้นใต้เท้าปันเขียนอาจไม่ใช่แแดนตะวันตกแต่เป็นแค่คนเขียนอธิบายข้าเลยเอามาให้เจ้าดู”
    “ไม่ใช่อันนี้ ลายมือท่านพ่อข้าจำได้ มันไม่เหมือนกับเล่มนี้เลย”
    “ข้าจำได้ตอนที่นายท่านไม่ได้เขียนคำอธิบายแต่เป็นประสบการณ์ของท่านที่แดนตะวันตกนายท่านพูดว่าถ้าเขียนไม่เสร็จก็ให้นายน้อยเขียนต่อ”
    “ขอโทษด้วย ทำให้เจ้าดีใจเก้อเลย”
    “ท่านพูดอะไร พี่เขยท่านใส่ใจเรื่องข้าขนาดนี้ ข้าดีใจมากจริงๆ เอ๊ะใช่แล้วตำหนักเติ่งหมิงเก็บหนังสือเหรอทำไมไม่เคยได้ยินพี่เหยาพูดเลย”
    “ที่นั่นเป็นห้องหนังสือของราชาองค์ก่อน ข้าก็เพิ่งจะรู้เอง หลังจากตำหนักเดิมถูกฝน ก็มีหนังสือที่เสียหายถูกย้ายไปซ่อมที่นั่น”
    “งั้นเหรอ ถ้างั้นวันหลังข้าจะลองไป พี่เขยขอบคุณที่ยังคิดถึงข้า”
    “จะมาเกรงใจข้าทำไมจริงสิทำไมเจ้าถึงขัดม้าเองล่ะ”
    “เติ้งจื้อน่ะสิได้ยินว่าข้าสอนขี่ม้าก็พาคนมาหาบอกว่าจะมาแข่งกับเราก่อนหน้านี้เขาช่วยข้าไว้มากข้าเลยรับปากก็เลย..มาดูแลม้าซะหน่อย เมื่อลงสนาม ข้าจะได้เตะเขาซะที” ปันซูหัวเราะ
    “เติ้งจื้อเหรอ”
    “พี่เขย อย่าโกรธเลยนะข้ารู้ว่าควรอยู่ห่างเขา แต่ว่า ข้าติดค้างเขาไว้จริงๆ เรื่องคนขายแป้งฝุ่น ถ้าไม่ได้เขาช่วยไว้ข้าอาจยุ่งยากกว่านี้ อีกอย่างช่วงหลังๆ งานในราชสำนักไม่ค่อยยุ่งมาก ถ้าไม่ให้ข้าทำอะไรเลย แล้วข้าจะทำอะไรล่ะ”
    “เจ้าอย่ากังวลไปคนในตำหนักถิ่งเว่ยสืบมาแล้วแต่ยังไม่ได้ข่าวพี่เจ้าที่แน่ชัดงั้นก็อาจเป็นแค่ข่าวลือ”
    “จริงเหรอ ขอบคุณท่านมากนะ”
    “เขาไม่ได้พูดเพื่อปลอบใจเจ้า ข้าพูดด้วยใจจริงเจ้าสามารถรับความกดดันได้ ข้าดีใจมาก เจ้าพาบัณฑิตออกมาวิ่งสนุกฮั่วหวนบอกข้าแล้ว ถึงแม้ว่าจะดูบ้าบิ่นไปแต่ก็เป็นเรื่องที่ดี วันหลัง ข้าจะพาบัณฑิตของข้า ไปที่สนามม้าลองฝึกดูบ้าง”
    “อ่อ พี่เขย ถ้าช่วงนี้ บัณฑิตของข้าเจอท่านแล้วพูดอะไรแปลกๆท่านอย่าสนใจนะ คือว่าหลิวเอี้ยนพูดเรื่องไม่เป็นเรื่องใส่ร้ายเรา ท่านอย่าไปเชื่อนะ”
    “วันนั้นต้องโทษข้าที่กว่าจะรู้ก็สายไปแล้วไม่อย่างงั้นข้าจะไม่ให้พ่อค้าแป้งฝุ่นก่อเรื่องใหญ่โตแน่”
    “บ้านท่านอยู่ทางตะวันออก ส่วนข้าอยู่ตะวันตก เกิดเรื่องขึ้นเร็วมาก ต่อให้ท่านมีปีกก็มาไม่ทัน พี่เขยไม่ต้องกังวล เดี๋ยวก็แก่เร็วหรอก”
    “จริงสิม้าตัวนี้มาจากซู่ลี่เหรอ ชื่ออะไรล่ะ”
    “ย้ะๆ”
    เว่ยอิงสีหน้าแปลกใจ “ย้ะๆ”
    “ใช่มันชื่อย้ะๆ”
    “มีชื่อนี้ด้วยเหรอ”
    “ท่านอย่าดูถูกมันนะ มันวิ่งเร็วมากๆ ไม่แพ้ครั้งก่อนที่เราขี่เลย”
    “จริงเหรอเฮ้อข้าอยากจะข้ามันได้บ้างจัง”
    “ถ้าอยากขี่ก็ขี่เลยสิตำหนักของเราสนามก็ออกใหญ่โต”
    “แต่ว่าขาของข้า มันไม่มีแรง”
    “พี่เขยอย่าร้อนใจไป ไม่ว่าจะยังไง แค่รักษาหน่อย จะต้องดีขึ้นแน่ก็เหมือนลุงจง เมื่อก่อนเคยตกม้า ตอนแรกแค่เดินก็ยังไม่ได้แต่รักษาไม่กี่ปี ตอนนี้เดินได้เหมือนปกติเลย”
    เว่ยอิงหัวเราะ “ขอบคุณที่ให้กำลังใจ”

ยอดหญิงปันซู 19
    วันใหม่ปันซูเล่นแตะลูกขนไก่กันสนุกสนาน อาชวงกับอาโหลมาหาบอกว่าอยากย้ายมาอยู่ห้องสอง เหยาเจวียนกับปันซูจึงไปปรึกษากับโคว่หลันจือ เธอปฏิเสธทันที
    “ไม่ได้ ยังไงก็ไม่ได้ในราชสำนักไม่เคยมีการย้ายห้องมาก่อนปันชู เหยาเจวียนเรื่องครั้งนี้เจ้าสองคนก็ผิดทำเกินไปแล้ว”
    อาชวงรีบแก้ “เรื่องนี้อาจารย์เหยากับอาจารย์ปันไม่ผิดเราต้องการย้ายเอง”
    หลันจือสวน “หยุดนะ ข้าไม่ได้สอนเรื่องการเคารพอาจารย์รึไงกันในขณะที่ข้าพูด พวกเจ้าอย่ามาพูดแทรก”
    เหยาเจวียนขัด “โค่วๆ อาจารย์โค่วใจเย็นก่อนนะวันนี้ที่พาพวกนางมา แค่จะมาปรึกษาเฉยๆ”
    หลันจือสวน “ขอโทษด้วยเรื่องนี้ไม่ต้องมาปรึกษาหรอก พอแค่นี้แหละ เป่ยเย้ ส่งแขก”
    “เจ้าค่ะ”เป่ยเย้รับทันที
    ปันชูสวน “หยุดก่อน ทำไมต้องพูดรุนแรงด้วยละ ก็แค่ย้ายห้องเรียน คนเราก็อยากไปในที่ดี เหมือนน้ำที่ไหลไปเจ้าจะรั้งนางไว้ทำไม มีประโยชน์อะไร”
    อาชวงว่า “จริงด้วย เอะอะก็กฏๆ แต่ก่อนพี่สาวข้าตอนเรียนที่นี่ก็ไม่มีการแบ่งห้องเรียน”
    หลันจือพยายามอดทน “เอาละ พวกเจ้าออกไปก่อน”
    อาชวงกับอาโหลออกไป หลันจือหันมาต่อว่าปันซู
    “ปันชู เมื่อกี้ข้ายังไว้หน้าเจ้า เจ้ายังไม่รู้สำนึกอีกมีหลายเรื่อง ข้ายอมเจ้ามามากแล้ว เจ้าควรจะเจียมตัวบางอย่าคิดว่านี่เป็นของๆ ข้าเจ้าก็จะแย่งไป”
    “เจ้าหมายความว่าไง”
    เป่ยเย้แทรก “พอได้แล้วอย่ามาแกล้งโง่ข้าไม่เคยเจอใครที่ละโมบเท่าเจ้าเลยคุณหนูของข้ายิ่งยอมให้เจ้า เจ้ายิ่งเอาใหญ่ วันๆ เอาแต่เกาะติดแม่ทัพเติ้ง แล้วนี่ยังจะมาแย่งบัณฑิตช่างน่าไม่อาย”
    หลันจือสวน “เป่ยเย้”
    “อ๋อเรื่องแม่ทัพเติ้งข้าเข้าใจแล้วมิน่าเจ้าถึงจ้องใส่ร้ายข้าตลอดที่แท้เป็นเพราะเขานี้เอง”ปันชูหัวเราะ “อาจารย์โค่ว ถึงยังไงเจ้าก็เป็นอาจารย์อันดับหนึ่งคิดไม่ถึงว่าจิตใจเจ้าจะโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้”
    เหยาเจวียนปราม “ปันชู”
    เป่ยเย้ก็ไม่ยอม “ปันชู พูดให้ดีๆ นะ เจ้าหลอกล่อคนที่มีเจ้าของเจ้าแหละร้ายกาจ”
    ปันชูว่า “สบายใจได้สำหรับสามีในอนาคตของคุณหนูเจ้าข้าไม่แยแสแม้แต่น้อย แต่ถ้าอาจารย์โค่วรู้สึกว่าตระกลูปันกดขี่ตระกูลโค่วหรือรู้สึกว่าผู้หญิงทุกคนบนโลกจะต้องไล่ตามแม่ทัพเติ้งฮึ เจ้าน่ะ ก็จะเป็นคนที่น่าเบื่อที่สุด ถูกต้อง ที่บรรพบุรุษของทั้งสองตระกูลเป็นขุนนางแต่มายุคนี้พ่อของข้าทำเพื่อหลวง ดูแลตะวันตกมา 30 ปี พี่ของข้าตอนนี้จะเป็นร้ายดียังก็ยังไม่รู้ของถามหน่อย พ่อของเจ้าทำอะไรบ้าง พี่ของเจ้าล่ะทำอะไรบ้าง”
    หลันจือสวน “เจ้าไม่ต้องเอาเรื่องอื่นมาอ้างถ้าเจ้าและแม่ทัพเติ้งไม่มีอะไรกันทำไมเขาต้องปกป้องเจ้าครั้งแล้วครั้งเล่า”
    “เจ้าคิดว่าหญิงชายอยู่ด้วยกันจะมีเรื่องชู้สาว อาจเป็นเพื่อนกันก็ได้”
    เหยาเจวียนช่วยยืนยัน “ใช่แล้ว ฮั่วหวนก็เคยออกหน้า ช่วยอาชูตั้งหลายครั้ง”
    ปันซูต่อ “อีกอย่าง เจ้าคิดว่าถ้าแม่ทัพเติ้งไม่ช่วยข้าแค่เจ้าใส่ร้ายไม่กี่ครั้งข้าจะยอมเจ้าง่ายๆ เหรอฮึด้วยนิสัยของข้าเจ้าโดนเชือกฟาดไปนานแล้ว”
    เป่ยเย้โกรธ “เจ้า”
    หลันจือตัดบท “จะพูดมากไปทำไม สรุปคือกฏเป็นกฏเรื่องส่วนก็เป็นเรื่องส่วนตัว เจ้าจะทำยังไงก็เชิญวิ่งไปเล่นเกมไปข้าไม่สน แต่ว่า ข้าไม่ยอมให้เจ้ามายุ่ง... กับบัณฑิตห้องหนึ่ง”
    ปันชูว่า “ยุ่งยังไงกันที่ว่ายุ่ง ห้องเรียนออกกว้างขว้าง หรือว่าเจ้าเป็นใหญ่คนเดียวเหรอ ถ้าทำเพื่อบัณฑิตเคยคิดมั๊ยว่านางเป็นคนร่าเริงแจ่มใสเหมาะสมจะอยู่ห้องสองมากกว่า อยากจะย้ายทำไมจะไม่ได้ เจ้าจะมาทำปฏิเสธเสียงแข็งทำไมฮึหรือว่าถ้าพวกนางย้ายมาแล้ว ก็จะทำให้เจ้าเสียหน้า”
    “ปันชู เจ้าเป็นแค่ผู้ช่วยขอร้องอย่างเดาอะไรไปมั่ว”
    เหยาเจวียนว่า “อาจารย์โค่ว ข้าก็คิดว่า สิ่งที่เจ้าทำทั้งหมดเจ้าช่างเห็นแก้ตัวจริงๆ”
    หลันจือสวน “ปันชู เหยาเจียน ที่ผ่านมา ข้าทนแล้วทนอีกทนมากเกินพอแล้วข้าจะบอกว่า ถ้าข้าโค่วหลันจือยังอยู่อย่ามาพูดเรื่องย้ายห้องเรียนอีก อย่าเอาเรื่องพวกนี้มาขู่ข้า ถ้าเจ้ามีหลักฐานก็เอาไปฟ้องเลย ข้าก็อยากจะรู้ จะมีใครเชื่อน้องสาวกบฏบ้าง”
    เป่ยเย้เยาะต่อ “ถูกต้องผู้ช่วยปัน ข้าว่าเจ้าควรหยุดได้แล้ว รอถึงวันที่พี่ชายเจ้ารับโทษ เจ้าก็คงไม่พ้นโดนไปด้วย ถึงตอนนั้นชีวิตก็เอาไม่รอดดูสิจะทำยังไงยังมีหน้าพูดจาไม่ดีกับคุณหนูมั้ย”
    “ได้ๆ”ปันซูเดินออกไป
    เหยาเจวียนร้องถาม “อาชู จะไปไหนนะ”
    “ไปหาไทเฮา ให้นางตัดสิน”
    ที่ตำหนัก ไทเฮาตรัสถามโคว่หลันจือ ปันซูกับเหยาเจวียนยืนอยู่ข้างๆ
    “อาจารย์โค่ว เจ้าบอกมาสิว่า ทำไมไม่เห็นด้วยกับการย้ายห้องเรียน”
    หลันจือทูล “ทูลไทเฮา ในตอนแรก เป็นเพราะบัณฑิตมีมากเกิน จึงจำเป็นต้องแยกห้อง บัณฑิตห้องหนึ่งอยู่ในความดูแลของหม่อมฉันบัณฑิตทุกคนไม่ได้เก่งอะไร แต่โดยหลักแล้ว ต้องแบ่งให้เท่าๆ กัน ตอนนี้ พวกเขาสองคนแค่อิจฉาที่ห้องสองไม่ต้องเรียนและอยากเล่นสุภาษิตว่า ความเคยชินเปลี่ยนง่ายแต่จะสร้างใหม่นั้นยาก ถ้าทำตามความพอใจ งั้นสิ่งที่หม่อมฉันทำด้วยความลำบาก ก็เท่ากับว่าสูญเปล่า”
    ปันซูหัวเราะไทเฮาถามเหยาเจวียน “เหยาเจวียนเจ้าล่ะว่าไง”
    “ทูล ทูลไทเฮา หม่อมฉันคิดว่า ในฐานะที่เป็นอาจารย์ก็ๆ ก็ควร คิดถึงการเติบโตเป็นหลัก”
    ไทเฮาสวน “เอาล่ะๆ ปันชู ในเมื่อเจ้ามาให้ข้าตัดสิน งั้นพูดแทนแล้วกัน”
    “เพคะไทเฮา ศิษย์พี่กำลังจะบอกว่าในฐานะผู้สอนในราชสำนัก ไม่ควรห่วงชื่อเสียงตัวเองแล้วขวางความสามารถของบัณฑิต”
    หลันจือโต้ “เจ้าพูดง่ายดายจริงนะความแตกต่างของสองห้องนี้ไทเฮาทรงรู้อยู่แก่ใจดี”
    ไทเฮาว่า “ความหมายของเจ้าคือ เพียงแค่ย้ายห้อ&