
ยอดหญิงปันซู 18
เพราะคำพูดของปันซูทำให้เด็กบัณฑิตไม่แต่งหน้ามาโรงเรียน
ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 18.25 น. ทางช่อง NOW26
Banshu Legend No.18
หลันจือเห็นว่าเหล่าบัณฑิตเชื่อปันซูไม่แต่งหน้ามา แล้วยังพาไปพบกับนางโลมก็ไม่พอใจมาก อาเฉินก็ว่า
“คือว่า แบบนี้ไม่ค่อยดีแน่ไม่รู้สึกผิดต่อองค์หญิงเหรอ”
หลันจือว่า “นางโดนคลอบงำพวกเจ้าก็เคยไม่ชอบนางไม่ใช่หรอ อย่างน้อยเป้าหมายไม่ใช่นางแต่เป็นปันซูพวกเจ้าทุกคนก็เป็นลูกศิษย์ที่ดีของข้า ควรจะรู้ว่าข้ามีเรื่องทุกข์ใจในชั้นเรียนของเราจะยกย่องหญิงชั้นต่ำได้อย่างไรยิ่งจะต้องอยู่ร่วมกันกับนางอีกเป็นไปไม่ได้ นางก็จะเป็นภัยกับพวกเราอาเฉิน อาจารย์สอนเสมอเวลาทำอะไรต้องทำให้ชัดเจน แต่ว่ากับคนชั้นล่างต้องให้คนชั้นล่างรู้อาจารย์ไม่ได้ใจร้าย ดูพวกเจ้าสิถูกทำให้สับสนอย่างนี้ต้องจำไว้เรื่องการมีชื่อเสียงกับสวยของผู้หญิงเป็นเรื่องเดียวกัน”
“ขอบคุณคำชี้แนะเชิญท่านอาจารย์ชี้แนะว่าพวกเราควรทำอย่างไร”
เฉินออกไป เจอหลิวเอี้ยนมาไล่ที่นั่ง เฉินเห็นหลิวเอี้ยนยังแต่งหน้าก็รวมตัวกับเพื่อนช่วยกันจับตัวหลิวเอี้ยนแล้วเช็ด
หลิวเอี้ยนดิ้น “กรี๊ด เจ้าจะทำอะไร เจ้าปล่อยข้า เจ้าปล่อยข้า”
เฉินสวน“ไม่อย่าดิ้น”
“ปล่อยข้า ทำอย่างนี้กับองค์หญิงไม่ได้นะ ปล่อยข้า”
หลายคนพากันหัวเราะ “ฮ่ะๆๆองค์หญิง องค์หญิง องค์หญิง”
เฉินเช็ดเสร็จก็ว่า “ค่อยสะอาดหน่อยไม่น่าแปลกใจว่าทำไมต้องแต่งหน้าทุกวัน”
หลิวเอี้ยนโกรธมาก “บังอาจทำแบบนี้กับข้า อาเฉิน ข้าจะฆ่าเจ้า”
ปันซูเข้ามา“ทำอะไรกันหน่ะเกิดเรื่องอะไรขึ้น”
“อาจารย์ปัน หลิวเอี้ยนแต่งหน้ามาเรียนและยังด่าท่านพวกข้าช่วยท่านสั่งสอนนาง”
“ใช่แล้วอาจารย์ปัน”
ปันซูว่า “หลิวเอี้ยนถ้าเจ้าใจเย็นหน่อยก็ไม่เกิดเรื่องเอาแต่ตีโพยตีพาย”
“ปันซู เจ้าดูถูกข้าอีกแล้วนะ ข้าหลิวเอี้ยนจะไม่ยอมอับอาย อย่ามาเรียกข้าว่าองค์หญิง”
ปันซูถาม “เกิดอะไรขึ้น”
หลิวเอี้ยนวิ่งออกไป เว่ยอิงที่แอบดูอยู่เห็นท่าไม่ดี รีบเดินออกไป หลิวเอี้ยนชนพอดี
“นี่ใครน่ะ ไม่มีตาหรือไง”
เว่ยอิงว่า “ข้าเอง”
“ฮ่ะอาจารย์เว่ย”
“เกิดอะไรขึ้นดูสีหน้าไม่ดีไม่สบายหรือเปล่า”
“เปล่าไม่เป็นอะไรอาจารย์เว่ยมารดน้ำต้นไม้ไม่ใช่หรือ”
หลายคนวิ่งตามมา “องค์หญิง หลิวเอี้ยน”
หลิวเอี้ยนบอกเว่ยอิง “งั้นข้าไปก่อนนะ”
ปันซูก็ร้องเรียก “หลิวเอี้ยนหลิวเอี้ยน หลิวเอี้ยน”
เฉินบอกเว่ยอิง “อาจารย์เว่ย นางไม่ได้ป่วย เพียงแค่อาย...ที่ไม่ได้แต่งหน้า”
เว่ยอิงว่า “อย่าพูดไร้สาระไม่แต่งหน้าก็ยังดูดีจะอายอะไรพวกเจ้าว่ามั้ย”
“ห๋า..ยังดูดีงั้นหรอ”หลายคนจ้องหลิวเอี้ยน
หลิวเอี้ยนเองก็แปลกใจ “ท่าน ท่านว่าข้ายังดูดีหรอ”
“แน่นอนองค์หญิงคงลืมไปแล้วล่ะมั้งหลังจากคาราวะหลุมศพครั้งที่แล้วเป็นครั้งแรกที่ได้พบกับข้าองค์หญิงก็ไม่ได้แต่งหน้าต่อมาข้าเห็นองค์หญิงกี่ครั้ง...ก็ยังงดงามอยู่สวยกว่าตอนแต่งหน้าซะอีกไม่จำเป็นต้องพึ่งผงแดงมาแต่งเติมข้าชอบที่ท่านไม่แต่งหน้ามากกว่าตอนที่แต่งหน้าซะอีก”
“หาจริงๆ หรออาจารย์เว่ยพูดอย่างนี้”
ปันซูถอนหายใจเสียงเจี้ยวจ๊าว
หลิวเอี้ยนก็ถามย้ำ “จริงจริงๆ หรือ”
“แน่นอนถ้าไม่ใส่ใจกับคำครหาให้ข้าช่วยท่านนะ”เว่ยอิงทางตาให้
ทุกคนยิ่งเสียงเจี้ยวจ๊าว อยากให้เว่ยอิงทาให้บ้าง
หลิวเอี้ยนปลื้มมาก “ขอบคุณค่ะอาจารย์เว่ย”
เว่ยอิงบอกหลิวเอี้ยนแล้วให้ทุกคนได้ยิน “อาจารย์ปันไม่ให้ทุกคนแต่งหน้าเป็นเรื่องที่ดีองค์หญิงเองก็ไม่ควรใส่ใจเพียงแต่ให้ทุกคนเปลี่ยนแปลงนิดหน่อยอย่าเพิ่งใจร้อนผู้ช่วยปันต้องคิดถึงให้ละเอียดถี่ถ้วนสักหน่อยต้องไม่ให้เด็กๆ เหล่านี้มีโอกาสขัดแย้งกันได้”
ปันซูรับคำ “ฮ่ะขอบคุณสำหรับคำชี้แนะ”
“ทุกคนไม่แต่งหน้าอย่างนี้สวยแล้วมีเพียงคนโง่เท่านั้นที่พยายามทำทุกอย่างให้เหมือนคนอื่นโดยยอมละทิ้งตัวตนของตัวเอง” เว่ยอิงสอนต่อ
หลายคนว่า “ตามที่อาจารย์เว่ยพูดเลย อาจารย์เว่ยพูดดีจริงๆ”
อาหลิงปลื้มไปด้วย “ข้าฟังอาจารย์เว่ยพูดเขาพูดเหมือนบทกวีของท่านฟู่เลย ไพเราะมากเลย”
“อาฮุ้ย ข้าขอยืมสีชาดของเจ้าหน่อย ข้าอยากได้
ปันซูเดินคุยมากับเว่ยอิง
“พี่เขยขอบคุณที่ท่านช่วยข้าแก้ปัญหาเมื่อกี้ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร”
“ฮ่ะถ้าข้าไม่ช่วยเจ้าใครจะช่วยล่ะเรื่องเมื่อกี้นี้ข้าเห็นด้วยแค่ครึ่งเดียวอาเฉินเหมือนเป็นบัณฑิตห้องหนึ่ง”
ปันซูพยักหน้า “อื้อ”
เว่ยอิงสังเกต “อยู่ๆ นางมาเข้าข้างเจ้าแบบนี้ต้องมีอะไรแน่ๆ”
“คงมีแต่โคว่หลั่นจือที่สั่งนางได้แต่ว่าตอนนี้ข้าไม่มีคุณสมบัติอยู่แล้วทำไมนางไม่ปล่อยข้าไปข้ากับนางก็ไม่ถูกกันอยู่แล้ว”
“ข้าได้ยินข่าวมว่าไทเฮาพอใจกับวิธีของเจ้ามากดังนั้นจึงมีพระประสงค์ให้พวกบัณฑิตชายทุกวันคี่ไม่ต้องใส่ผ้าไหมเจ้าโชคร้ายโค่วหลันจือก็เลยย่ามใจคิดไม่ถึงว่าไทเฮาก็ยังเห็นด้วยนางเลยไม่พอใจ”
“ยิ่งนางไม่พอใจข้าก็จะยิ่งทำ”
“ถ้าไม่ยอมแพ้ข้าก็ดีใจ”
“ทำไมข้าต้องยอม ตั้งแต่ พี่ใหญ่ต้องยอมรับก็ไม่มีอะไรต้องกังวลอยากให้ข้าขายหน้าเลยให้ข้าดูแลภายในอยากให้ไทเฮารู้ข้าทำดีกว่าโค่วหลั่นจือแม้ว่าข้าจะพูดสักสิบประโยคยังเทียบไม่ได้กับใครบางคนเฮ้อผู้ชายหล่อสักวันข้าจะไปสอนบัณฑิตชายบ้างถึงตอนนั้นพูดอะไรพวกเขาก็คงเชื่อ”
“ดีเลยพวกเราต้องแลกกัน”
“แน่นอนพี่เขยเวลาที่ท่านยิ้มแล้วดูดีแต่หลังจากนี้ท่านอย่ายิ้มต่อหน้าพวกนางจะได้ไหมข้าอยากให้ท่านยิ้มให้ข้าคนเดียวได้หรือไม่”
“แล้วกับฮั่วเหิงล่ะ”
“ถ้าเป็นฮั่วเหิงก็ได้ยังมี..ศิษย์พี่เหยา อาหลิง ใช่แล้วยังมีท่านป้าเพ่ยหวนส่วนคนอื่นไม่ได้แล้ว”เว่ยอิงยิ้มๆ
ปรากฏว่าข่าวเรื่องที่ปันซูบอกไม่ให้แต่งหน้า ถูกกระจายไปทั่ว ชาวบ้านก็พากันไม่แต่งหน้า ทำให้พ่อค้าขายเครื่องประทินโฉมไม่ได้
เว่ยอิงยืนคุยกับฮั่วหวนบนสะพานในตลาด เว่ยอิงถามฮั่วหวนว่า
“เจ้าก็มารับตำแหน่งแทนฮั่วเหิงแล้วเป็นไงบ้างชินหรือยัง”
“พวกข้าเหมือนกันอย่างนั้นชินแล้วล่ะ”
“ก็กลัวจะไม่คุ้นเคยเอ๊ะ เจ้าดูสิปากของผู้หญิงเร็วยิ่งกว่าม้าเมื่อวานตอนเช้าเจ้าอยู่ในห้องเรียนวันนี้พระอาทิตย์ยังไม่ทันตกดินแต่คนที่อยู่นอกวังก็รู้เรื่องแล้ว”
ฮั่วหวนชี้ “เอ้ๆๆเจ้าดูสิหญิงคนนั้นรอยแดงบนหน้านางใหญ่กว่าก้อนเค้กอีก”
“ที่จริงพวกนางใช้ผงชาดแพงไม่ไหวผงธรรมดาไม่มีพิษไม่เห็นต้องตกใจขนาดนั้นเลย”
“เมื่อก่อนเจ้าไม่ค่อยรู้เรื่องของผู้หญิงทำไมตอนนี้ถึงได้รู้ล่ะว่าผงอะไรใช้ทำอะไรเพิ่งจะพูดกับข้าเมื่อดวงอาทิตย์เห็นตัวเองในกระจกสักหน่อย ใครก็ร้องใครๆก็รู้ห๊ะ”
เว่ยอิงปราม “พอแล้ว เจ้าอย่าทำตามฮั่วเหิง ครั้งก่อนเขากับแม่นางเหยาเจียนก็ถือหางอาซูอยู่เลยทั้งที่ข้าก็อธิบายก็ยังผิดพลาดอยู่ตอนนี้นางให้ข้าเป็นเพียงแค่พี่เขย”
“เจ้าพูดอะไรกับนาง”
“ข้าตัดสินใจเรื่องของอาเซียนแล้ว”
“โกหกชัดๆเจ้าไม่ควรดูถูกตัวตนของนางหาทางอื่นเถอะ อาห่ะข้าล้อเจ้าเล่น”
“อย่าล้อเล่นแบบนี้อีกนะ”
“ความจริงแล้วข้าว่าเจ้าไม่จำเป็นต้องทำอย่างนี้ผู้หญิงดีๆสักคนไม่ได้หากันได้ง่ายๆนะ”
“นอกจากนี้ยังมีการผลักดันของคนภายนอก”
“อ๋อไม่น่าเชื่อว่าเจ้าจะช่วยคนแปลกหน้าอย่างนี้ ในใจกำลังคิดอะไรอยู่หรอ”
“ใช่ข้าผิดต่อนางแต่ข้าจะพยายามดูแลนางแบบพี่ชายก็พอ”
“อย่างนี้เองคนอื่นไม่ใช่ไม่มีพี่ชาย”
“งั้นข้าจะช่วยหาทางให้นางได้กลับบ้านละกัน” ฮั่วหวนถอนหายใจ
เวลาต่อมาที่หน้าจวนของปันซู เพ่ยหวนเข้ามาบอกหน้าตาตื่นว่ามีพวกพ่อค้ามาต่อว่า พอปันซูออกไปก็ต่อว่าอย่างแรงที่ทำให้พวกเขาขายเครื่องประทินโฉมไม่ได้ พากันรุมทำร้ายปันซู เป่ยเย่เห็นเช่นนี้ก็พอใจมาก หันกลับไป
ดีที่เติ้งพาลูกน้องมาช่วยแล้วจับตัวพ่อค้าไว้ เพื่อสอบสวน พ่อค้ายอมรับว่าได้รับเงินมาให้ทำแบบนี้
“ข้าน้อยต้องขอรายงาน แต่ไม่รู้จริงๆว่าใต้เท้าคนไหนอยากทำลายตระกูลปันแล้วจะให้ผลประโยชน์ยังมีคนรับใช้ตอนนี้ข้าน้อยยังไม่รู้ว่าเขาไปไหนแล้ว”
“เขาให้ผลประโยชน์อะไรเงิน”
“ใช่แล้ว”
พ่อค้าอีกคนว่า “ให้มาทั้งหมดห้าร้อยตำลึง”
เติ้งถาม “เงินล่ะ”
“อ่าอยู่นี่ข้าน้อยยังไม่ได้แบ่งกันขอรับ”
“ถุงเงินนี่คนคนนั้นเอามาให้เจ้างั้นหรือ”
“ขอรับ”
เติ้งสั่งฉินหวยให้หาคนที่ใช้ถุงเงินแบบนี้จากนั้นเติงก็พูดถึงโทษ
“ข้าจำเป็นต้องทำตามกฎ พวกที่เป็นคนร้ายล้วนถูกส่งออกนอกเมืองโบยสามสิบทีขังคุกสามวัน”
เหล่าพ่อค้าร้องขอ “ใต้เท้าไว้ชีวิตด้วย ท่านแม่ทัพไว้ชีวิตด้วย ไว้ชีวิตด้วย พวกข้าไม่กล้าแล้ว”
ปันซูรีบขัด “อ่าข้าว่าเรื่องคราวนี้ช่างมันเถอะถึงพวกเขาจะปลุกระดมคนแต่ที่จริงแล้วเพราะมีเหตุผลเพราะข้าทำให้พวกเขาขายสีชาดไม่ได้”
“อย่างนั้นได้ที่ไหนเจ้าเป็นน้องสาวข้าพวกเขากล้าทำร้ายเจ้าเท่ากับว่าพวกเขาต่อต้านข้าคราวหน้าจะเกิดเรื่องขึ้นอีก”
ปันซูว่า “พอแล้วไม่เป็นไรก็ไม่เป็นไรสิอีกอย่างทำไมไม่ไตร่ตรองสักหน่อย มีคนมาหาเรื่องถึงหน้าบ้านดีนะที่ยังจับไว้ได้แต่ท่านทั้งจับทั้งลงโทษยังจะเอาพวกเขาไปประจานที่ประตูเมืองนี่หรือคือการแก้ปัญหาโธ่เอ้ยท่านจะทำอะไรก็ลองไตร่ตรองดูก่อนเวลาที่ทหารในพระราชสำนักไม่พอ ก็จำเป็นต้องพึ่งพาพวกเขาไม่ใช่หรือถ้าลงโทษพวกเขาจะมีประโยชน์อะไร”
“น้องหญิงเจ้าก็ดูฉลาดเหมือนกันหนิห๊ะแต่แต่จะมาโทษเจ้าไม่ได้นะ”
“จ่ะอย่าไปโทษพวกเขาเลยแค่ท่านช่วยข้าหาว่าใครเป็นคนอยู่เบื้องหลังไม่ต้องลงโทษ-พวกเขาแค่ให้เขาขอโทษข้าก็พอใจแล้วเอาล่ะพวกท่านลุกขึ้นเถอะทุกคนลุกขึ้นเรื่องวันนี้เป็นเรื่องเข้าใจผิดกันข้าไม่ได้ตั้งใจตัดช่องทางของพวกท่านลุกขึ้นเร็วเข้าเร็วเอาล่ะแม่นางปันซูมีความเมตตา ไว้ชีวิตพวกเจ้าแล้ว”
“ขอบคุณท่านหญิงปันขอบคุณท่านหญิงปันขอบคุณท่านหญิงปัน”
“ลุกขึ้น”
“ท่านหญิงปันขอบคุณในความเมตตาข้าน้อยที่ไม่ควรฟังข่าวลือช่างเป็นคนโง่เขงายิ่งนัก”
หลายคนเห็นด้วย “ใช่แล้ว ใช่แล้ว”
“พอแล้วให้เวลาข้าสองวันจะลองหาทางดูจะชดใช้สิ่งที่พวกเจ้าสูญเสียเท่าที่เป็นไปได้”
“ขอบคุณท่านหญิงปัน ขอบคุณท่านหญิงปัน ขอบคุณท่านหญิงปัน”
เติ้งออกมาก็สั่งฉินหวยว่าจากนี้เพิ่มคนดูแลที่บ้านปันให้มากขึ้น
ฉินหวยรับ “ขอรับข้าจะดำเนินการให้แฮ่ะๆแฮ่ะท่านแม่ทัพข้าไม่สามารถทำให้มากกว่าประชาชนทั่วไปลองทบทวนดูท่านดูแลช่วยเหลือแม่นางปันกันอย่างแบบไม่คลาดสายตาแต่ความจริงแล้วแม่นางปันทำให้ท่านเสียใจแค่ไหนในช่วงหลายปีนี้นอกจากแม่นางปันแล้วท่านช่วยคนมากแค่ไหน”
“แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้าในใจนางไม่มีข้า”
“ต้องโทษเรื่องนี้ใครให้ท่านกับอาจารย์โค่วเอ๊ะเอ้...”
ทหารเข้ามา “ท่านแม่ทัพ ท่านแม่ทัพ ท่านแม่ทัพ ท่านแม่ทัพ ท่านแม่ทัพข้าน้อยรู้ที่มาของถุงเงินแล้วขอรับ”
“ว่ามา”
“ถุงเงินนี้มาจากหูหนานเป็นสีครามที่เพิ่งทำออกมาใหม่ปีนี้มีเพียงขุนนางในเมืองหลวงที่ใช้คนขายบอกมาว่าปีนี้คนที่ซื้อถุงผ้านี้มีไม่มากมีขุนนางตระกูลเฉินขุนนางตระกูลหลี่และอีกบ้านหนึ่งคือขุนนางตระกูลโค่ว”
000000000000000
หลันจือรู้ว่าเติ้งมาก็ตื่นเต้นดีใจ รีบเปลี่ยนชุดสวยออกไปหา เติ้งคุยกับใต้เท้าโคว่อยู่ หลันจือเข้าไป เติ้งก็ออกตัวว่า
“ต้องขออภัยที่มากะทันหัน”
“หลันจือ เจ้ามาก็ดีแล้ว ข้ามีเรื่องต้องไปจัดการเจ้าอยู่คุยเป็นเพื่อนท่านแม่ทัพเติ้งสักหน่อยนะท่านแม่ทัพเติ้ง”
เติ้งรับ “ขอรับ”
“ข้าขอตัวก่อนนะหาฮ่ะๆๆๆอา” ใต้เท้าโคว่ออกไป
หลันจือดีใจ “เติ้งหลางในที่สุดท่านก็มา”
“ที่ข้ามาวันนี้มีเรื่องจะถามเรื่องหนึ่ง”
“ท่านคงได้ยินมาบ้างว่าเรื่องนั้นเป็นความจริง”
“เจ้าก็รู้ ข้าอยู่ที่ตำหนักไม่ค่อยมีเพื่อนสักเท่าไหร่ นอกจากฮั่วเหิงก็มีอีกไม่กี่คน จนต้องได้ออกรบกับปันหย่ง วันนี้ข้าผ่านไปในเมืองเห็นพวกพ่อค้าหลายคนไปก่อเรื่องหน้าบ้านสกุลปัน เจ้าก็รู้ว่าปันหย่งฝากให้ข้าดูแลน้องสาวของเขา พวกเขาบอกข้าว่ามีคนให้เงินมาจุดประสงค์ที่สำคัญก็คือ เพื่อให้รวมตัวกันไปก่อเรื่องที่หน้าบ้านของสกุลปัน เขาบอกว่าเหมือนจะเป็น...สาวใช้ของบ้านตระกูลโค่ว”
หลันจืออึ้งไป “อ่ะจริงหรือข้าจะตรวจสอบให้ดีว่าใครทำเรื่องเช่นนั้นแต่ถ้าไม่มี...ก็แปลว่ามีคนอยากทำลายเรา ข้าว่าคนบ้านสกุลโค่วไม่ทำเรื่องเช่นนั้นแน่ เพราะว่าทุกคนให้เกียรติบ้านสกุลปันเสมอ ไม่มีใครกล้าทำเรื่องอย่างนี้แน่” เป่ยเย่ก้มหน้างุด
“ฮ่ะเพื่อรักษาชื่อเสียงของบ้านนี้ อยากจะเตือนเจ้า ถึงปันหย่งจะเป็นผู้ต้องสงสัย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เขาก็เป็นทหารของชาวฮั่น ปันซูเป็นน้องสาวของปันหย่งก็เหมือนเป็นน้องสาวข้าด้วย ดังนั้นต้องฝากน้องหลันจือช่วยดูแลนางหน่อย ที่โรงเรียนฝ่ายในก็อย่าให้ใครรังแกนางได้”
“เรื่องนี้ท่านได้ยินข่าวลือมาจากไหน ในใจข้าก็เห็นนางเป็นน้องสาวเช่นกัน”
“ดีฮึ่ อย่างนี้ก็ดี หลันจือช่างเป็นผู้หญิงที่ดีและมีความรับผิดชอบ ข้าก็สบายใจ”
“มีข้าอยู่วางใจเถอะ เป่ยเย่”
เป่ยเย่ตกใจ หลันจือสั่ง “ไปรับของที่ส่งมาจากตะวันตกเถอะ”
เป่ยเย่รับคำแล้วรีบออกไป
“เติ้งหลางท่านไม่ได้มาตั้งนาน ไปเดินเป็นเพื่อนข้าหน่อยนะ” เติ้งหัวเราะแห้งๆ
เติ้งเดินเล่นกับหลันจือสักพักก็ลากลับ เติ้งบ่นกับฉินหวย
“นางระวังตัวเองมาก ห๊ะ”
“ท่านแม่ทัพข้าคิดว่าท่านทำกับอาจารย์โค่วเกินไปหรือเปล่า”
“เกินไปอย่างไร ตอนอยู่ในวังนางทำอะไรปันซูบ้างก็ไม่รู้ หากข้าไม่เตือนนางบ้างลับหลังจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น”
“เอ๊ะ ถ้านางเผชิญหน้ากับท่านหญิงปัน แล้วจะทำอย่างไร”
“ไม่มีทางคนฉลาดอย่างนาง ตราบใดที่ข้ายังไม่แต่งงานกับนาง ถึงอย่างไรนางก็ต้องทำดีกับปันซู”
“ท่านแม่ทัพใหญ่ ยังไงท่านก็ต้องแต่งงานกับนาง ท่านเองก็ชอบแม่นางปันไม่ชอบอาจารย์โค่ว แต่แม่นางปันไม่ชอบท่าน อาจารย์โค่วชอบท่าน แต่ไม่ชอบแม่นางปัน แม่นางปันก็ไม่มีทางชอบท่าน”
เติ้งสวน “พอๆๆพอแล้ว เจ้าจะพูดมากกว่ามั้ย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไทเฮาต้องจัดการ ฮ่ะภายในสองปีนี้ถึง อย่างไรก็ตามข้าต้องได้แต่งงานกับอาซูอยู่แล้ว”
“อ่า..ท่านแม่ทัพ ข้าน้อยขอพูดสักหน่อย เอ่อ ท่านเพิ่งจะรู้จักกับแม่นางปันเอง อย่างนี้จะบอกให้ไทเฮาจัดงานแต่งงานได้หรือ”
“อะข้าว่าคงได้นะ”
ด้านหลันจือก็ต่อว่าเป่ยเย่
“คุณหนู เป่ยเย่ทำผิดพลาดเป็นความผิดของเป่ยเย่ คุณหนู ลงโทษข้าเถอะ”
“ใครให้เจ้าทำแบบนี้ ส่งคนไปก่อเรื่อง ตอนนี้เป็นยังไง ต้องให้คนอื่นมาขู่ถึงบ้าน”
“คุณหนูข้าแค่อยากช่วยท่าน ครั้งที่แล้วคุณหนูก็เห็นชัดๆ ว่าเว่ยอิงจงใจเข้ามาแทรก แล้วก็ท่านแม่ทัพก็ทำไม่ถูก ท่านกำลังจะเป็นภริยาเขา ก็ไม่ควรช่วยพูดให้คนอื่น”
“ทำไมเขาจะทำไม่ได้ เจ้าเองก็รู้ว่าเขาไม่ได้เป็นคนดี”
“อ่าฮ่ะ คุณหนูจำได้หรือไม่ ภาพวาดครั้งก่อนที่ท่านพูดว่าเหมือนปันซู ท่านแม่ทัพตามหาผู้หญิงคนนั้นบางทีอาจจะเป็นนาง”
หลันจือตกใจ “ตั้งแต่นั้นมา นางคงเป่าหูเติ้งหลาง ฮ่ะสวรรค์ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้”
“ปันซูนังหญิงชั้นต่ำ น่าเจ็บใจนัก คุณหนูท่านต้องรีบหาวิธี”
หลันจือว่า “ใช่ข้าต้องหาวิธี จะยอมไม่ได้ ไม่งั้นข้าก็คงแย่”
ฮั่วหวนแอบเข้ามาดูบัณฑิต เหยาเจวียนเห็นแต่ไม่ชัดว่าเขาคือใคร ก็ส่งเสียงเรียกบัณฑิตให้มาช่วยกันตี ฮั่วหวนพยายามร้องบอกว่าเป็นใคร กว่าเหยาเจวียนจะนึกได ก็รีบไปหาปันซูให้มาช่วยหยุดบัณฑิตที่กำลังตีฮั่วหวน หลันจือเองก็อยู่ด้วยได้แต่มองอย่างไม่พอใจ แถมโทษว่ามีปันซูที่ไหนมีเรื่องที่นั่น
หลังสงบแล้ว เหยาเจวียนก็ถามฮั่วหวนว่ามีข่าวของฮั่วเหิงหรือ ฮั่วหวนว่าเพิ่งออกเดินทางจะมีข่าวอะไร พอดีปันซูเห็นตำราของฮั่วหวน คว้ามาอ่านปรากฎว่าเป็น
“องค์หญิงจากจงซานหลิวเอี้ยนสวยฉลาด อาเหยียนลูกสาวท่านแม่ทัพหญิงเหวินหู่ ดูท่าทางอารมณ์ดี อาเหวินธิดาของฮ่องเต้จิ้งชอบความสงบ” ปันซูอ่านแล้วหัวเราะ
ฮั่วหวนเหล่ “มีอะไรน่าขำล่ะ”
“ข้าหัวเราะความซื่อของท่าน ความเป็นจริงแล้วสตรีและบุรุษมักจะหลีกเลี่ยงเรื่องน่าอับอาย ตอนนี้ท่านแหกกฎทำเรื่องแบบนี้”
“พูดอย่างนี้ท่านยินดีให้ข้ามาที่นี่หรอห๊ะ ท่านอาจารย์ปัน ท่านช่วยข้าสักอย่างได้ไหม พวกนางชอบและนิสัยเป็นอย่างไร แค่นี้ก็เป็นเรื่องง่ายแล้ว”
“อืม..ชายหญิงจะพบกันต้องพึ่งโชคชะตาใช่เพราะความจงใจไม่งั้นจะไม่มีความสุข”
“ชิ” ฮั่วหวนจะเดินหนีไป
ปันซูว่า “เอ๊ะท่านจะไปอย่างนี้หรือ”
“ก็เจ้าไม่อยากช่วยข้าจะให้ทำอย่างไร”
“ข้าเพิ่งจะช่วยท่านไปเมื่อกี้เองนะ”
“จะให้ตอบแทนหรอ”
“อืม...ตอนนี้ยังไม่รู้ในพระราชวังมีเพื่อนเพิ่มหนึ่งคนดีกว่ามีศัตรูเพิ่ม เอาอย่างนี้ถ้าคิดออกแล้วค่อยบอก รีบไปเถอะเดี๋ยวพวกนางจะออกมาแล้ว ข้าช่วยไม่ได้แล้วนะ”.
หลิวเอี้ยนไปหาเว่ยอิงที่จวน หวังมาขอบคุณที่ช่วยเหลือ คนใช้ว่าเว่ยอิงกำลังเตรียมตัวให้รอสักครู่ หลิวเอี้ยนเดินสำรวจรอบๆ
อีกด้านเว่ยอิงเดินมาส่งปันซู
“กลับไปแล้วอย่าลืมกินยาล่ะ”
“รู้แล้วล่ะ บอกว่าไม่เป็นไร แล้วยังจะพาข้ามาหาท่านหมออีก”
เว่ยอิงว่า “เรื่องสำคัญเช่นนี้ต้องระวัง ถ้าข้าไม่ได้ไปช่วยไว้ ไม่รู้ว่าโค่วหลันจืออยากให้เรื่องออกมาเป็นอย่างไร เรื่องพ่อค้าขายสีชาดอาจจะเป็นฝีมือของโค่วหลานจือก็ได้”
“หื๋อแต่ว่าความหล่อของท่าน...ก็มีประโยชน์นะ หลิวเอี้ยนเกลียดข้าอยู่แล้ว ตอนนี้ก็ไม่โกรธแล้ว ท่านไม่กลัวคนอื่นจะเรียกว่าเจ้าชายเมืองเหนือหรือ”
เว่ยอิงปราม “อาซู”
ปันซูหัวเราะ เป็นจังหวะที่หลิวเอี้ยนเดินมาเห็นและได้ฟังพอดี
เว่ยอิงว่า “องค์หญิงแทบจะเป็นลูกสาวข้าได้ เรื่องเช่นนี้ไม่มีทางเป็นไปได้”
“ก็ได้เป็นความผิดของข้าเอง อย่าโกรธเลยพี่เขย อย่าโกรธเลยอย่าโกรธเลยนะ”
“อาซูเจ้าไม่เคยเรียนความเป็นกุลสตรีหรือ ข้าได้ยินเจ้าพูดเช่นนี้ ขนลุกไปทั้งตัวแล้ว”
ปันซูอมยิ้ม เว่ยอิงขนลุก ปันซูยิ้ม
หลิวเอี้ยนโกรธมากหนีกลับไปเลย โกรธปันซูมาก
ปันซูกลับมาที่จวน อาฮุ่ยก็มาหาเล่าเรื่องให้ฟังด้วยความร้อนใจ ปันซูเองก็ตกใจ
“อะไรนะ เรื่องของพ่อค้าขายผงชาด เป็นการปลุกระดมของพี่เจ้า”
“เขาโง่เกินไปเพียงแค่ได้ยินเป่ยเย่เป่าหูเรื่องสีชาดเท่านั้น แต่ท่านอาจารย์ ข้ายืนยันได้ พี่ชายของข้าไม่รู้จักท่าน เขาไม่ได้ตั้งใจ แต่เป็นเพราะเป่ยเย่ ตอนนี้พี่ชายของข้าถูกท่านแม่ทัพเติ้งจับไปขังคุก พวกคนบ้านตระกูลโค่วร่วมกันใส่ร้ายท่านพี่ ท่านพี่กลัวว่าจะถูกพวกเขาเกลียดจึงได้แต่ยอมรับเรื่องทั้งหมด”
“อึ่ที่แท้ก็เป็นตระกูลโค่ว”
“ท่านอาจารย์ ข้าขอร้องให้ท่านช่วย ช่วยสักครั้ง จะให้ข้าทำอะไรก็ตาม ข้ายอมทำได้ทุกอย่าง”
ปันซูสวน “ไม่ต้องคุกเข่าๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสอนใครสักคนให้เข้าใจเรื่องทุกอย่าง ให้กระจ่าง ฮ่ะ เอาล่ะนี่เป็นเรื่องใหญ่ อย่าเพิ่งเสียใจไปเลยนะ มีคนมาแทงข้า ข้าต้องยอมรับมีดเล่มนั้นไหม วางใจเถอะ ข้าจะไปพูดกับท่านแม่ทัพเติ้ง ให้เขาปล่อยตัวพี่ชายของเจ้า”
“จริงหรอ”
“แน่นอนอยู่แล้ว ข้าพูดคำไหนก็คำนั้น”
“ขอบคุณท่านอาจารย์ ข้า ข้า เมื่อก่อนข้า ร่วมกับองค์หญิงหลิวเอี้ยนต่อต้านท่าน ทั้งๆ ที่ไม่ควรทำ เพราะว่าท่านพ่อเป็นข้าราชการผู้น้อย ถ้าไม่อยู่กับองค์หญิงก็ไม่สามารถเรียนที่โรงเรียนกรมวังได้”
“เอาล่ะๆ อย่างเพิ่งพูดเรื่องพวกนี้เลย แต่อาฮุ่ยข้ามีบางอย่างจะเตือนพวกเจ้า โรงเรียนไม่ใช่ราชวังเราไม่จำเป็นต้องคอยเอาใจใคร เจ้าดูอาหลิง อาซิ่วสิ พ่อของพวกนางก็เป็นข้าราชการผู้น้อย แต่ก็เรียนอยู่ที่นี่ไม่เห็นมีใครดูถูกพวกนางเลย เอาล่ะ เรื่องพวกนี้ค่อยคิดกันทีหลัง ตอนนี้เจ้ากลับไปก่อน รายงานป้าของเจ้าว่าไม่ต้องกังวล” อาฮุ่ยดีใจ
ปันซูเชิญเติ้งมาที่จวน เขาแปลกใจมากถามว่ามีเรื่องอะไรจะขอร้อง
ปันซูว่า “ใครมีเรื่องขอร้องท่าน ให้ท่านได้หน้าดีหรือไม่”
“ห๊ะให้ข้าได้หน้า”
“หรือว่าไม่จริง อย่าบอกนะว่าท่านไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังพวกพ่อค้า ท่านจับแพะมาเช่นนี้จะมีประโยชน์อะไร รอให้มีคนมาตีกลองร้องทุกข์ หรือถึงเวลานั้นแล้ว ท่านใต้เท้าเติ้งจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน แล้วท่านจะทำยังไงดี”
“ข้าไม่ได้มองเจ้า”
ปันซูสวน “เอาละๆ ข้าแค่พูดเล่นน่ะ ข้าไม่ใช่คนไร้เหตุผล ถ้าท่านไม่มาช่วยวันนั้นอ่ะ จะว่าไปก็ไม่รู้ว่าเรื่องทุกอย่างจะจบอย่างไร” เติ้งหัวเราะ
“ท่านก็ดีกับข้าอย่างนี้ ข้ารู้อยู่แก่ใจ แต่ท่านมาช่วยข้า ไม่รู้ว่าเพราะอะไร มาๆๆ ม่ะ ไหนๆ เรื่องมันก็จบไปแล้ว ฮึ่ พวกเรามาดื่มกันสักจอกเถอะอึ่ ฮึ่” ปันซูชวนชนแก้ว
เติ้งว่า “เอาล่ะๆ กลับไปข้าจะให้คนปล่อยพวกเขา”
“ใช่แล้ว นี่แหละพี่ที่ดี”
“ตอนนี้ให้ข้าเป็นพี่ชาย แต่ข้าไม่ได้คิดอย่างนั้น ข้าจะบอกเจ้านะ ข้ากับโค่วหลันจือน่ะ ไม่มีทางเป็นไปได้”
ปันซูสวน “ไม่อยากเป็นพี่ชาย งั้นก็เป็นได้แค่เพื่อน กลุ้มใจเรื่องของครอบครัวท่าน อย่าเอาข้าไปเกี่ยวด้วย อ้อ ใช่แล้วมีเรื่องหนึ่งที่อยากให้ท่านฟัง ท่านรู้เรื่องของผู้หญิงท่านว่านอกจากแป้งผัดหน้าแล้ว เอ๊ะยังมีสีชาดที่ว่ามีพิษท่านรู้ได้อย่างไร”
“อะไรกันมาบอกว่าข้าเชี่ยวชาญ นี่ตั้งแต่เข้าวังมา ข้าก็ไม่เคยไปหอนางโลมเลย”
“ช่างเถอะข้าก็ไม่เห็นท่านพี่เว่ยเลย อ่ะ เอาเถอะ เข้าเรื่องเถอะ”
“ช่างเถอะๆ เข้าเรื่องแล้วอ่ะอ่า..ข้าเคยเห็น..ดอกเทียน ดอกทับทิม อ่า..พวกนี้ค่อนข้างหาง่ายอ่ะข้ายังเคยเห็นชนิดนึง อยู่ในกล่องเล็กๆ ทั้งแดงทั้งหอมน่าจะมาจากตะวันตก”
ปันซูสวน “จากตะวันตก”
“มีกลิ่นหอมละมุน”
ปันซูสวน “หอมละมุนด้วย อ้อข้ารู้แล้ว ใช่ผงชาดที่ทำจากดอกหงหลานมั้ย”
“ก็น่าจะใช่”
“ฮ่ะดีมาก”
ปันซูเชิญพวกพ่อค้ามาแล้วกล่าวว่า
“วันนี้ที่เชิญทุกท่านมาดื่ม ก็เพื่อจะแก้ไขความเข้าใจผิดในวันนั้น ทุกท่านค้าขายมานาน อยากให้ทุกท่านไตร่ตรองสักหน่อย พระนางไทเฮาสนับสนุนให้ราชวังประหยัด ข้าอยู่ที่โรงเรียน ให้บัณฑิตแต่งหน้าบางๆ ไม่ใช่เพราะเครื่องประทินมาพิษ ฮ่ะ” ปันซูถอนหายใจ “แต่เรื่องนี้กระจายไปทั่วเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว ตัวข้าเองก็ยังสงสัย ที่ทุกท่านโกรธข้านั้นไม่ถูกต้องเท่าไหร่”
พ่อค้าชุดขาวว่า “ใต้เท้าปันพวกข้าได้รับผลกระทบอย่างมาก ข่าวลือของผู้หญิงไปเร็วมาก ฮ่ายได้ยินมาว่าผู้หญิงในวังล้วนไม่แต่งหน้า ตอนนี้ผู้หญิงในเมืองหลวงร้อยทั้งร้อย เห็นเครื่องประทินคิดว่าเป็นยาพิษ จะให้พวกข้าพึ่งเครื่องประทินในการค้าขายต่อไป ก็เป็นไปได้ยากอยู่แล้วอย่างนี้ เราจะค้าขายอะไร”
“ก็ถูก ข้าเชื่อว่าทุกท่านรู้ดีกว่าข้าไม่ได้พูดว่าผงชาดมีพิษหรือไม่ตะกั่วแดงมีอันตรายหรือไม่ ทุกท่านกล้าเปิดอกหรือไม่ กล้าให้ลูกสาวใช้ผงชาดแต่งหน้าทุกวันหรือไม่ และช่วงสิบปีมานี้สีชาดก็ไม่ได้เป็นที่นิยม พวกท่านก็ขายไม่ค่อยได้ ใช้ข้าวแป้งทำแป้งใช้ดอกทับทิมทำสีชาดใช่ไหม”
“ใต้เท้าปัน ก็พวกเราเข้าใจใช่แล้วพวกเราใช้ข้าวแป้งในการทำแป้งผัดหน้า ใช้ทับทิมในการทำสีชาด แต่พวกเราขายสีชาดไม่ได้เลย ทำให้ขาดทุนและมีเรื่องนี้เข้ามาอีก อีกทั้งมาปีนี้ดอกทับทิมก็ออกเร็วเกินไป จะให้พวกข้าไปหาดอกไม้มาจากไหนล่ะ”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว”
ปันซูว่า “อย่าเพิ่งถอนหายใจอย่างนั้น ทุกท่านคงลืมไปแล้วว่า คราวที่แล้วข้าพูดแล้วว่าจะช่วยหาวิธีชดเชยให้พวกท่าน”
“หา.. มีวิธีหรือ”
“เชิญทุกท่านดูทุกท่านคิดว่าชาดตลับนี้สีเป็นอย่างไรบ้าง”
“นี่คือสีชาดอะไรกันไม่เลวเลยสีแดงหอมลื่น เจ้าดูสิคล้ายกับสีชาดทางตะวันตกเลย สีชาดชนิดนี้ในตลาดมีไม่มาก มีเฉพาะพวกที่นำของจากต่างประเทศกล่องละสิบตำลึง”
“ใช่แล้วทางตะวันตกมีดอกไม้ชนิดหนึ่งเรียกว่าหงหลาน ใช้ดอกแห้งของพวกมันมาทำสีชาดชนิดนี้ เจ้าดอกหงหล่านนี้ในทุ่งหญ้าไม่ใช่ของหายาก แต่เพราะการขนส่งไปยังภาคกลางที่ยากลำบาก ถ้าอยากรู้แหล่งที่มาของสินค้า ข้ามีเพื่อนคนหนึ่งจะแนะนำท่านลุงม่อตง”
ม่อตงออกมา พ่อค้าหลายคนเห็นก็จำได้ “ดีจังเลย ดูสิ ดูสิ ท่านนี้เองหรอ”
“ท่านนี้คือท่านลุงม่อตง ข้าเชื่อว่ามีหลายคนรู้จักเขา”
“รู้จัก รู้จัก”
ปันซูสวน “เขามีเพื่อนสนิทขายส่วนผสมยาที่ซั่วโจว เขามีดอกหงหลานมากมาย และจะขายให้ในราคาพิเศษ ที่สำคัญเขาสามารถสอนวิธีทำผงชาดให้ โดยไม่เก็บเงินจากทุกคนด้วย”
“ดีจังเลย”
“ดังนั้นทุกท่านก็สามารถลดต้นทุน จากการซื้อสีชาดได้ไม่มากก็น้อย ทุกคนคิดว่าน่าสนใจไหม”
“น่าสนใจ น่าสนใจฮ่ะๆๆ”
“ใต้เท้าปันช่างมีเมตตายิ่งนักคิดหาทางเพื่อพวกเราผู้น้อย ข้าช่างน่าขายหน้ายิ่งนัก”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว”
“พรุ่งนี้ ไม่สิ ข้าจะให้คนเตรียมของขวัญขอบคุณท่าน มาให้อย่างแน่นอน”
“ใช่ ใช่ ใช่”
ปันซูสวน “ไม่ต้องขอบคุณข้า ทุกท่านขอบคุณคุณลุงม่อตงเถอะ เขาไม่ได้มีเงินมากมาย แต่ก็ยังช่วยทุกคน เพื่อให้ทุกคนได้รู้ว่าคนต่างชาติ ไม่ใช่จะสร้างปัญหา ทุกคนแม้ว่าพวกเขาจะแตกต่างกับพวกเรา แต่คุณธรรมของเขาก็เหมือนกับพวกเรา มีน้ำใจช่วยเหลือคนอื่นและอยากเป็นมิตรกับพวกท่าน”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว พูดถูกแล้ว”
ม่อตงกล่าว “พวกเราพ่อค้าจากทางตะวันตกได้รับผลกระทบจากความเข้าใจผิด จึงต้องพึ่งพาพวกท่าน มีเรื่องต้องอธิบายหลังจากที่ข้าตกลงเรื่องการค้า ไม่ว่าทุกท่าน ต้องการดอกหงหลานเท่าไหร่ พวกข้าสามารถให้ม้าเร็วของเรา ไปส่งให้ทุกท่านได้และจะให้ราคาถูกด้วย”
“เพื่อความเสมอภาคพวกเราก็ไม่ควรนิ่งดูดาย”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว มามามา เชิญทางนี้ เชิญทางนี้ มา เชิญทางนี้ มามามา เร็ว เชิญทางนี้ เชิญทางนี้” ปันซูยิ้ม
จบตอนที่ 18



