
ยอดหญิงปันซู 17
"ไทเฮา" ได้มอบหมายให้ "ปันซู" ไปสอนบัณฑิตเรื่องการไม่ฟุ่มเฟือยและให้รู้จักการประหยัด ปันซูต้องหาวิธีและกลยุทธ์ต่างๆ ในการสอนออกมาใช้
Banshu Legend No.17
ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 18.25 น. ทางช่อง NOW26
เหยาเจวียนจ้องฮั่วเหิง เขาถามว่าดูอะไร
“ข้าจะดูเจ้าให้ชัดๆ จำเจ้าไว้”
“เฮ้อพอได้แล้วมีคนคนนึงอยากให้เจ้ารู้จัก”
“หึ๊หาหึ๊ๆ พวกเจ้า”
ฮั่วเหิงสวน“เขาคือฮั่วหวนเป็นพี่ชายของข้าอยู่ในวังนี้แทนตำแหน่งของข้าหากเจ้ามีปัญหาอะไรเขาช่วยเหลือได้”
“เจ้าเจ้า พวกเจ้า”
ฮั่วเหิงบอกต่อว่า “เราเป็นฝาแฝดกัน”
ฮั่วหวนบอกน้อง “เฮ่อะอาเหิงวางใจเถอะข้าช่วยดูแลน้องสะใภ้ให้เอง”
“ขอบใจ พี่ข้าไปก่อนนะ”
เหยาเจวียนพยักหน้ารับ ฮั่วเหิงขึ้นม้าทำขบวนออกไป เหยาเจวียนร้องไห้
ม่อตงถูกกล่าวหาว่าเป็นสายลับให้กับพวกแดนตะวันตกเลยถูกจับตัวไปเลยทำให้ปันซูต้องถูกคนว่าไปด้วย วันนี้ใต้เท้าหลินมาขอคุยกับปันซู มีหมิงกงจ่างกับโคว่หลันจืออยู่ด้วย
“ช่วงนี้เจ้าได้เขียนจดหมายถึงปันหย่งบ้างมั้ย”
“ไม่มีพวกเราจากกันมาหลายปีและการส่งข่าวก็ไม่สะดวกเลยไม่ได้ติดต่อกัน”
“เจ้ากับคนนอกเผ่าม่อตงเกี่ยวข้องอะไรกัน”
“ข้าเพิ่งมารู้จักเขาตอนอยู่ที่เมืองหลวงแนะนำเพื่อนสนิทนอกเผ่าของเขา ทำการค้ากับข้าครั้งนี้ที่เขากลับมาแค่ช่วยส่งข่าวให้กับอาจงใต้เท้าหลิน”
เหยาเจวียนเดินมาเห็นพวกบัณฑิตมาคอยดูปันซูก็ไล่ไป หลิวเอี้ยนสะใจมาก
“ดีใจทั้งวันอย่างนั้นกรรมสนองแล้วสิเป็นกบฏต้องถูกประหารชีวิต”
บัณฑิตคนหนึ่งว่า “ข้าว่าไม่ใช่ไทเฮาแค่ส่งขันทีมาสอบถาม แต่ไม่ได้จับตัวอาจารย์ปันไป”
“ใช่แล้วอาเอี้ยนเจ้าอย่าซ้ำเติมคนอื่นได้มั้ยอาจารย์ปันเป็นคนดีจะต้องไม่ใช่สายลับแน่” เหวินสี่ว่า
“นั่นก็ไม่แน่เจ้าไม่เห็นหรือทุกครั้งพอเลิกเรียนก็ชอบไปที่หอหลันไถบ่อยๆ”
ด้านใน ใต้เท้าหลินกล่าวกับปันซูว่า
“ตอนเจ้าอยู่ในวังมักจะเข้าออกหอหลันไถ หอสือฉวี ต่างๆตรวจดูแผนที่หรือว่าข่าวการทหารของต้าฮั่นเจ้าส่งผ่านม่อตงรั่วไหลออกไป”
“ใต้เท้าหลินคำพูดของท่านหมายความว่าอะไร”
“ข้ารับคำสั่งมาให้สอบถามจะหมายความว่าอะไร”
ปันซูสวน “รับคำสั่งหรือคำสั่งของไทเฮาชี้ชัดว่าข้าเป็นสายลับแล้วถ้าไม่มีขอให้ใต้เท้าพูดจาระวังหน่อยบิดาของข้าไปเป็นทหารช่วยต้าฮั่นเฝ้ารักษาดินแดนมรดกทั้งหมดก็บริจากให้กับวังข้าผู้เป็นลูกอยากจะหางานเขียนของเขามาอ่านก็เท่านั้นหอหลันไถหอสือฉวีเป็นแค่ที่เก็บหนังสือในวังหรือว่าได้เก็บข่าวการทหารจะเก็บไว้ที่นั่นด้วยตอนนี้แม้แต่หน่วยกองปราบในราชสำนักยังไม่รู้ชัดเจนเลยว่าพี่ชายข้าพ่ายศึกอยู่ที่ไหนก็ยังไม่รู้”
หลันจือปราม “ปันซูห้ามเสียมารยาท”
ปันซูไม่สน “อาจารย์โค่วแม้แต่ไทเฮาก็ยังไม่ลงโทษข้าเลยใต้เท้าหลินพูดให้ชัดเจนหน่อยคำพูดสุดท้ายเมื่อกี้เป็นไทเฮาถามมาหรือว่าตัวท่านอยากรู้เอง จงใจใส่ร้ายให้ข้า”
ใต้เท้าหลินมองหมิงกงจ่าง “นี่หมิงกงจ่างมาพูดกับนางหน่อย”
หมิงกงจ่างว่า “ปันซูใต้เท้าหลินพูดจาไม่ทันระวังเจ้าอย่าใส่ใจแน่นอนไทเฮาเชื่อใจเจ้าไม่อย่างนั้นคงไม่ส่งแค่ใต้เท้ากับข้ามาหรอก”
“ขอบพระทัยไทเฮาที่เมตตาแต่ก็มีบางคำพูดขอให้หมิงกงจ่างไปเรียนไทเฮาพวกเขาไม่ใช่คนเลวพ่อค้านอกเผ่าที่อยู่ในเมืองหลวงใช่ว่าเขาจะเป็นสายลับให้พ่อค้าทุกคนเขาก็จ่ายภาษีให้กับต้าฮั่นก็เหมือนกับพวกเราแต่ตอนนี้เพียงแค่มีการเปลี่ยนแปลงทางสงครามก็มองว่าพวกเขาเป็นสายลับทั้งตะโกนบอกให้ตีทั้งร้องตะโกนให้ฆ่าแต่ถ้าไล่พวกเขาไปแล้วจะมีประโยชน์อะไรค่าใช้จ่ายไม่มีคนเก็บร้านเหล้าไม่มีคนทำการค้า แม้แต่ซื้อพริกไทยก็ไม่สะดวกเพราะว่าไม่มีพวกเขาแล้วเกรงว่าถึงตอนนั้นคนที่ลำบากจะเป็นพวกเรา”
“ได้ข้าจะบอกให้”
ปันซูไปสอนแต่ถูกหลิวเอี้ยนต่อต้านอย่างแรงจนอาซิ่งกับอาซิ่วออกปากป้องปกปันซู แล้วท้าให้หลิวเอี้ยนไปบอกโคว่หลันจือขอย้ายไปอยู่ห้องหนึ่ง ปันซูก็คิดว่าดี หลิวเอี้ยนโมโห เรียกอาฮุ่ย อาเหลียน อาหยิน ไปด้วยปันซูทราบซึ้งใจทุกคนที่ให้กำลังใจ
เป่ยเย่ดูแลหลันจือ พลางพูดนินทาปันซู
“ให้นางดีใจก่อนคราวนี้ละดีได้รับคำชมต่อหน้าไทเฮาแล้วก็ต้องจมโคลนคุณหนูให้ข้าพูดกับบัณฑิตห้องหนึ่งให้มั้ยว่าให้ทำเหมือนองค์หญิงเป่ยเซียงไม่ต้องมาเรียน”
“นี่เรากำลังซ้ำเติมเขาหรือเปล่าอีกอย่างไม่อยากให้เป็นเพราะปันซูทำให้บัณฑิตเสียเวลาเรียน”
“คุณหนูจะเรียกว่าซ้ำเติมได้อย่างไรกันเป็นเพราะปันซูเองวันนี้อยู่ต่อหน้าขันทีกับหมิงกงจ่างไม่ไว้หน้าท่านทำไมท่านต้องให้หน้านางล่ะตอนนี้เป็นโอกาสดีที่ดีที่จะไล่นาง”
“ดีแต่ว่าพวกเขาไม่มาเรียนยังไม่พอต้องให้พ่อแม่ส่งหนังสือให้ราชสำนักจะต้องให้ไทเฮารู้สาเหตุนี้ด้วย”เป่ยเย่จ๋อยไป
ในวังหลวง ไทเฮาตรัสชื่นชมปันซูกับหมิงกงจ่าง
“สมแล้วที่เป็นหลานสาวของอาจารย์ฮ่าย..คนมีความรู้อย่างนางตั้งแต่ตอนอายุยังน้อยเห็นจะมีแค่นาง”
หมิงกงจ่างทูล “นางเกิดที่ทุ่งหญ้าเดินทางหลายพันลี้กว่าจะถึงต้าฮั่นที่จริงถ้าเทียบกับผู้หญิงผู้ดีที่อยู่ในเมืองหลวงมีความรู้กว่าข้ากับใต้เท้าเจียงอาจารย์เหยาหอหลันไถได้ทำการตรวจสอบแล้วตั้งแต่นางเข้ามาอยู่แต่ในวังค้นหาหนังสือของปันเชาแต่ว่านานมากแล้วก็ไม่เคยเห็นนาคัดลอกแผนที่อะไรเลยหอหลันไถแต่ละที่ไม่มีอะไรสำคัญของการทหาร”
“พี่ใหญ่ก็เคยพูดไม่เชื่อว่าปันหย่งยอมแพ้ศัตรูคนนอกเผ่าพวกนั้นชอบใช้แผนแตกแยกหากข้าโมโหขึ้นมาจริงแล้วตัดสินสกุลปันที่ดีใจก็คือพวกคนเลว”
“ไทเฮาช่างมองการไกล”
“แต่ว่าก่อนที่จะตรวจสอบเรื่องนี้ข้ายังคงต้องธิบายกับราชสำนักเจ้าก็รู้ว่าพวกขุนนางส่งหนังสือมาว่าไม่ให้ญาติของแม่ทัพสอนบุตรหลานไปที่โรงเรียนฝ่ายในประกาศคำสั่งถ้าตรวจสอบเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจนไม่ต้องให้ปันซู...ไปสอนหนังสือให้นางไปดูแลงานภายในของโรงเรียนสอนพวกบัณฑิตเกี่ยวกับความงามก่อน”
“นี่พวกเด็กๆนิสัยดื้อรั้นกลัวว่า”
“กลัวอะไรไม่ทำก็ไม่สำเร็จถ้าผ่านด่านนี้ไปได้วันหน้าข้าจะให้นางทำงานสำคัญถ้านางเอาเหตุนี้มาทำลายตัวเองโรงเรียนฝ่ายในก็คงต้องหาคนมีความสามารถคนอื่น”
หมิงกงจ่างน้อมรับ “เพคะ”
หมิงกงจ่างไปบอกปันซูให้พักการสอน และให้ปันซูไปทำหน้าที่ดูแลงานภายในของโรงเรียนฝ่ายในไปก่อน
พวกอาซิ่งพากันเศร้าที่ปันซูไม่ได้สอน ผิดกับหลิวเอี้ยนที่สะใจแถมพูดจาเยาะ หมิงกงจ่างได้ยินก็ดุไม่ให้นินทาอาจารย์ พร้อมสั่งเหล่าบัณฑิตห้ามปล่อยข่าวลือ
ในโรงเรียนเติ้งเข้ามาหาปันซูถามว่าสบายดีหรือเปล่า พร้อมบอกว่ารู้เรื่องที่ปันซูไม่ได้สอนหนังสือแล้ว
ปันซูไม่สน “แล้วยังไง”
“เอ่อไม่ใช่เจ้าอย่าอารมณ์เสียได้มั้ยฟังข้าก่อนแม้ไทเฮาจะเป็นน้องของข้า”
“ข้าเองยังต้องฟังนางเลยแต่ว่าเรื่องนี้ข้าได้วางแผนไว้แล้ว ให้เจ้าดูแลงานภายในยุ่งยากมากตำแหน่งผู้ช่วนสอนพวกเราก็อย่าเอาเลยนี่เจ้าอย่ามองอย่างงั้นสิฟังข้าพูดก่อนหาข้ามีแผนแบบนี้เอ่อข้ารู้..เจ้าอยากเป็นอาจารย์เพราะอยากช่วยสกุลปันกู้หน้ากลับคืนมาให้บรรพบุรุษเอ๊ะแต่มันก็ไม่ยากพี่พูดเพียงคำเดียวใครหน้าไหนที่ไม่เชื่อฟังเฮ้ไม่ใช่แค่ลุงใหญ่แต่ยังมีคนของบ้านเจ้าอีกมากทั้งหมดอยู่ในค่ายเหอตง”
ปันซูสวน“ขอบใจแต่ข้าไม่ต้องการให้เจ้าช่วยเรื่องนี้เติ้งจื้อเจ้าเป็นแม่ทัพข่าวการทหารเจ้ารู้เรื่องหมดเจ้าบอกความจริงได้มั้ยพี่ชายปันหย่งเขาเป็นยังไงบ้าง”
“ฮ่าย” เติ้งถอนหายใจ“พูดก็พูดเถอะข้าก็ไม่รู้ข่าวการทหารมีสามฉบับบอกว่าพี่ชายเจ้ายอมแพ้ศัตรูฉบับหนึ่งว่าถูกจับเป็นเฉลย”
“ตอนนี้ข้า...ก็กำลังให้คนตรวจสอบเรื่องนี้ให้เขารีบเอาข่าวที่ถูกต้องมาบอก แต่อย่างน้อยต้องใช้เวลาสิบวัน”
“แม้ข้าจะไม่เคยพบหน้าพี่ชายแต่ก็เชื่อใจสกุลปันมีความซื่อสัตย์พี่ชายจะต้องไม่ยอมแพ้ศัตรูแน่นอน”
“ที่จริงถ้าจะยอมแพ้ก็ไม่มีอะไรเฮ้ป๋อว่างโหวจางเชียนก็เคยเป็นเชลยจะว่าไปพวกเจ้าสองพี่น้องก็มีสายเลือดคนนอกเผ่าครึ่งหนึ่งเพื่อรักษาชีวิตเจรจากันบ้างก็เข้าใจได้”
“เพื่อรักษาชีวิตอย่างงั้นหรอทำไมเจ้าไม่เข้าใจเราจะไม่มีวันเป็นพวกเดียวกับศัตรู”
“เอ๊ะ โธ่เอ้ยพอแล้วพอแล้วเจ้าวางใจเถอะห๊ะแม้เจ้าไม่ระวังไปพูดอะไรกับคนอื่นไหนเลยจะกลัวพี่ชายยอมแพ้จริงๆห๊ะข้าจะปกป้องเจ้าเองวางใจได้อย่างมากข้าจะส่งคนพาเจ้ากลับไปทุ่งหญ้าเป็นยังไงพี่มีน้ำใจมั้ยล่ะ”
“เติ้งจื้อขอบใจที่เจ้ายังมีน้ำใจมีความเป็นเพื่อนแต่ว่าเรื่องของข้าไม่ว่าจะเป็นเรื่องบรรพบุรุษหรือว่าต้องตายเจ้าไม่ต้องช่วยเหลือ”
“เพราะอะไรข้าเป็นห่วงเจ้านะ”
“เจ้าเคยคิดบ้างมั้ยข้าอยากใช้ความสามารถของตัวเองเป็นอาจารย์หญิงให้คนอื่นยอมรับไม่ใช่เพราะใช้เส้นใช้เล่ห์เหลี่ยมคนนอกเผ่าแล้วไงจะไม่สามารถยืนหยัดด้วยตัวเองได้เหรอไม่สามารถสร้างเกียรติให้สกุลปันได้หรอทำไมข้าต้องหนีทำไมข้าต้องไปจากที่นี่ก็เท่ากับว่าข้าขี้ขลาดน่ะสิ”
“ที่เจ้าพูดมันก็ถูกงั้นเจ้าอยู่ในโรงเรียนจะมีความหมายอะไรเข้าสอนไม่ได้เจ้าดูแลงานภายในเป็นอาจารย์หญิงยังต้องรอไปถึงปีไหน” เติ้งตบปากตัวเอง“อื้มเอ่ออย่าร้องไห้เลยข้าขอโทษไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นเจ้าอย่าโกรธเลยนะอย่าร้องไห้ๆๆเอ่อ เจ้าก็รู้พี่เป็นคนหยาบกร้านพูดจาไม่ได้คิดแต่ข้าเป็นห่วงเจ้านะอาซูห๊ะ”
“ข้ารู้ข้าเข้าใจแต่ความหวังดีของเจ้าข้าไม่กล้ารับเติ้งจื้อข้าเข้าใจแล้วทำใมเจ้าทำกับเยี่ยนจิ่นแบบนี้พูดกับเจ้าไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆพอแล้วข้าจะไปแล้ว”
เติ้งจะพูด แต่ปันซูแทรก“หยุดอยู่ตรงนี้ ไม่ต้องส่งข้าข้าความรู้น้อยรับไม่ไหว”
“นี่นี่แล้วเกี่ยวอะไรกับเยี่ยนจิ่นด้วยล่ะเฮ้ๆเฮ่ออาซู อาซูเอ่อน้องปันข้าไม่ยุ่งเรื่องของเจ้าแล้วก็ได้ข้าออกไปดื่มเหล้าเป็นเพื่อนเจ้าดีมั้ยล่ะ”
ปันซูสวน“ค่อยว่ากันเถอะข้าอารมณ์ไม่ดีถ้าเมาขึ้นมากลัวว่าจะเอาเจ้ามัดไว้อีก”
“มัดข้าสิมัดข้าเลยฮ่ะๆๆ”
“แม่ทัพเติ้งเจ้าอยู่ให้ห่างข้าหน่อยขอบใจ”
“เอ่อไม่ใช่อาซูเฮ้อเฮ๋อะๆๆ”
ไทเฮาแปลกใจถามหมิงกงจ่างว่าติ้งดีกับปันซูตั้งแต่เมื่อไหร่
“ข้าเคยไปที่โรงเรียนก็ไม่เคยได้ยินแต่ว่านิสัยของท่านแม่ทัพกับปันซูดูคล้ายกันอีกอย่างเมื่อก่อนท่านแม่ทัพก็รู้จักผู้หญิงที่ชื่อเยี่ยนจิ่นไทเฮาท่านอย่าลืมที่ตัวของปันซูมีสายเลือดคนนอกเผ่าครึ่งหนึ่งถ้าเพราะเหตุนี้ทำให้พวกเขาทั้งสองต้อมาเป็นเพื่อนกันก็สมควรแล้ว”
“ฮึ่กลัวจะไม่ใช่แค่มิตรภาพข้าน่ะรู้นิสัยของพี่ใหญ่ดีที่สุดส่วนโค่วหลันจือก็ชอบเป็นศัตรูกับปันซูข้าควรถือโอกาสเอาเรื่องปันหย่งทำให้นางต้องกลับไปดีมั้ย”
“ไทเฮาความรักเหมือนสายน้ำข้าก็เคยได้ยินมาวิธีรักษาควรปล่อยให้ไหลอีกอย่าง ตามที่ขันทีพูดนั้นปันซูกับท่านแม่ทัพไม่เหมือนคนที่รักกันเลยอีกอย่างท่านเพิ่งลงโทษนางไปตอนนี้ถูกไล่กลับไปที่บ้านอีกกลัวว่า”
“เจ้ายินดีพูดจาแทนนาง”
“ข้าไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรจากนางแค่รู้สึกว่านางเป็นคนเข้มแข็งไม่ยอมแพ้เหมือนไทเฮาในตอนนั้นอีกอย่างข้าก็ไม่เชื่อว่าไทเฮาท่านจะไม่ไว้หน้าให้กับเฉาต้ากู”
ไทเฮาถอนหายใจ“อาจารย์พอรู้เรื่องที่ปันหย่งอาการป่วยก็เพิ่มหนักขึ้นแต่ก็ยังให้ลูกชายส่งหนังสือมาบอกว่าปันซูไม่เกี่ยวข้องด้วยเรื่องของประเทศบุญคุณอาจารย์แม้แต่ข้าเองก็ยากที่จะคำนึง”
“ที่จริงข้ารู้มาว่าถ้าท่านแม่ทัพใหญ่ชอบปันซูก็ยินยอมเมื่อเทียบกับอาจารย์โค่วพวกเขาก็เหมาะสมกันดี”
“ที่เจ้าพูดมาก็ถูกแต่สกุลเติ้งกับสกุลโค่วเคยหมายหมั้นไว้ก่อนปีใหม่ต้องจัดงานแต่งจะว่าไปถ้าพิสูจน์เรื่องที่ปันหย่งยอมแพ้แล้วนางก็เป็นน้องสาวของผู้ต้องโทษจะคู่กับพี่ใหญ่ได้ยังไง”
“ใช้แล้ว”
“เฮอช่างเถอะนิสัยของพี่ใหญ่ถ้าหาว่าส่งปันซูไปเรื่องของเยี่ยนจิ่นก็จะซ้ำรอยเฝ้าดูพวกเขาให้ดีถ้ามีความเคลื่อนไหวอะไรรีบแจ้งให้ข้ารู้”
“ได้เพคะแต่ว่าตามที่ข้าดูปันซูเหมือนจะมีนโยบายใหม่กับงานภายในดังนั้นแค่เวลาสั้นๆจิตใจของนางจะไม่ใส่ใจกับความรักไทเฮาวางใจได้”
เวลาต่อมาเว่ยอิงก็สามารถช่วยให้ม่อตงออกมาได้ ปันซูดีใจมาก
“ท่านอาม่อตงเป็นท่านจริงๆ”
“อาซู”
“เป็นยังไงบ้างอยู่ในคุกคงลำบากไม่น้อยถูกโบยมั้ย”
“ก็ได้รับความลำบากบ้างแต่ดีที่เว่ยอิงใต้เท้าเว่ยเขายื่นมือมาช่วยช่วยออกมาได้”
“พี่เขยท่านขอให้ใครช่วยหรอเขามีโทษใหญ่หลวงยังช่วยท่านอาออกมาได้จะพลอยลำบากไปด้วย”
“วางใจเถอะไม่ใครมีช่วยวันนี้ไทเฮาประชุมมีรับสั่งว่าพ่อค้าที่ต้องสงสัยตรวจสอบยังไม่พบหลักฐานขุนนางที่มีเบี้ยหวัดหกร้อยหาบเป็นประกันได้พอดีว่าบังเอิญก็เลยช่วยเขาออกมา”
“เอ่อนี่ไม่ใช่เป็นเรื่องบังเอิญทุกคนก็รู้ใต้เท้าเว่ยกับม่อเป่ยปู้เป็นศัตรูกันช่วยข้ามากขนาดนี้ข้ารู้สึกว่า..”
เว่ยอิงสวน“ท่านอาม่อตงอย่าพูดแบบนี้ข้ากับคนตะวันตกมีความเห็นลำเอียงถือเสียว่า..เป็นการขอโทษ”
“พี่เขยท่านช่างเป็นคนดีอะไรก็คิดแทนข้า”
“เจ้าพูดแบบนี้ถ้าเฉาต้ากูกับศิษย์น้องเหยาได้ยินเกรงว่าจะไม่พอใจเอาล่ะท่านอาม่อตงก็กลับมาแล้วเจ้าก็วางใจได้ทำตัวให้ดีอยู่ในโรงเรียนอย่าลืมความฝันที่อยากเป็นอาจารย์หญิงอย่าให้เรื่องเพียงเล็กน้อยมาทำลายความฝันเยี่ยน หวังโกวเจี้ยนยังลองชิมดีหมู”
“พี่เขยขอบคุณที่เข้าใจข้าจะไม่ท้อถอยแม้จะดูแลงานภายในก็จะทำให้เต็มที่” เว่ยอิงยิ้ม
วันต่อมา ปันซูบอกกับเหล่าบัณฑิตว่า
“งานภายในโรงเรียนเริ่มแต่วันนี้ไป ข้าเป็นคนดูแลคิดว่าทุกคนคงรู้กันแล้ว”
เหล่าบัณฑิตรับ “รู้แล้ว”
“ไทเฮายังให้ข้าสอนทุกคนให้รู้จักความประหยัดทุกคนรู้นิสัยข้าดีวันใดตัดสินใจทำอะไรก็จะต้องทำให้ดีไทเฮาได้รับสั่งไว้แล้วข้าไปคิดดูจึงได้กำหนดข้อปฏิบัติเริ่มตั้งแต่วันนี้ไปทุกคนต้องปฏิบัติตาม”
“ห๋ามีข้อปฏิบัติใหม่อีกแล้ว”
“ดังนั้นที่ว่าคุณธรรมการประหยัดก็คือสวยอย่างเรียบง่ายฉะนั้นนับแต่วันนี้ไปข้าหวังให้บัณฑิตหญิงอย่าแต่งหน้าทาปาก”
เหล่าบัณฑิตอึ้ง “ห๋า”
ปันซูแทรก “ห้ามทาปากสีเข้มต่อไปทุกวันคี่อย่าใส่เสื้อผ้าแพรไหมเครื่องประดับเต็มศีรษะ”
“ทำไมเป็นแบบนี้ล่ะไม่แต่งหน้านั่นนะสิหน้าของฉันดำมาก”
“เอ่อห้องหนึ่งก็ต้องทำด้วยหรืออาจารย์ปันดูแลเฉพาะห้องสองไม่ใช่หรือ”
หลิวเอี้ยนว่า “อาซูเจ้าประสาทอะไรอีกหรือว่าเห็นพวกเราแต่งหน้าเลยทำให้ท่านไม่พอใจตกอับถึงขนาดนี้แล้วยังมาแกล้งพวกเราอีก”
เหล่าบัณฑิตเห็นพ้อง “นั่นนะสิแกล้งพวกเราชัดๆ แต่งหน้าก็ไม่ใด้”
“อาจารย์โค่วตอนที่หมิงกงจ่างพูดท่านก็อยู่ด้วยองค์หญิงเป่ยเซียงไม่พอใจท่านว่าควรแก้ปัญหายังไง”
เหล่าบัณฑิตว่า “จงใจแกล้งพวกเรานางจงใจจะต้องน่าเกลียดมากเลย”
หลันจือปราม “ทุกคนเงียบๆ หน่อยองค์หญิงเป่ยเซียงห้ามเสียมารยาทกับผู้ช่วยลืมวันนั้นแล้วหรือที่อาหรูถูกทำโทษนางได้รับคำสั่งจริงดูแลงานงานทุกอย่างภายในโรงเรียนถึงแม้เป็นข้าก็ช่วยไม่ได้แต่ว่าผู้ช่วยปันขอให้ข้าได้พูดสักหน่อยผู้หญิงแต่งหน้าเป็นเรื่องสวยงามจู่ๆ ก็ ออกกฏข้อนี้ดูจะทำเกินไปหน่อย”
“นั่นนะสินั่นสินี่เป็นกฎของที่ไหนกันเจ้าอาศัยอะไรมากำหนดนี่สมเหตุผลหรือนั่นนะสิ”
“ฮึ่ข้าไม่ได้ต้องการจะให้ทุกคนเลิกใช้เครื่องสำอางซะหน่อยแต่อยาให้แต่งเข้มเกินไปถ้าจะสวยไม่จำเป็นต้องแต่หน้าเข้มไม่ต้องใช้เครื่องสำอางแพงพวกเจ้ารู้มั้ยที่เมืองหลวงนี้คนธรรมดาครอบครัวหนึ่งหนึ่งปีได้กินข้าวเป็นจำนวนแค่ไหน”
“ห้าสิบลิตร” อาซิ่งตอบ
“ใกล้เคียงและแป้งที่พวกเขาใช้ทาหน้ากล่องหนึ่งราคาเท่าไหร่”
“นี่ เอ่อห้าตำลึงมั้ง”
“นี่ข้าได้มาจากอาซิ่ว ที่ทาปากสีแดงกล่องหนึ่งราคาสามตำลึงแป้งทาแก้มราคาห้าตำลึง สีที่ใช้ทาคิ้วหนึ่งแท่งราคาสิบตำลึงหนึ่งตำลึงซื้อข้าวสารได้สองร้อยห้าสิบลิตรทุกคนคำนวณดูเครื่องสำอางบนใบหน้าต้องใช้เงินเท่าไหร่”
“ไม่ใช่มั้งแป้งที่ข้าใช้ทาแพงขนาดนี้หรอ” อาซิ่งไม่เชื่อ
“ห๋าแพงขนาดนี้เลยต้องใช้เงินมากแพงจังเลย”
หลิวเอี้ยนแทรก“แล้วยังไงข้ามีเงินจ่าย”
เหล่าบัณฑิต“เมื่อก่อนข้าไม่รู้เลย”
ปันซูว่า “จะมีเงินแค่ไหนจะจ่ายหรือเปล่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งพระนางไทเฮาอยู่ในวังทำไมต้องส่งเสริมการประหยัดพิจารณาความฟุ่มเฟือยรวยจนแตกต่างกันลองคิดดูสิทุกวันออกจากบ้านนั่งอยู่ในรถสูงทาแป้งหน้าขาวทาที่ทาปากสีแดงดูสวยมากแต่ให้คนจนที่ยังไม่มีข้าวกินพวกเขาจะคิดยังไงเป็นสาวน้อยงามดั่งดอกไม้ทาแป้งหนาทำไมให้หน้าสะอาดสดใสมาเรียนดีกว่าเสื้อผ้าแพรไหมอีกเบาบางทั้งไม่รักษาความอบอุ่นทำไมไม่ลองเปลี่ยนล่ะไทเฮาเป็นถึงแม่ของแผ่นดินก็ยังใส่เสื้อผ้าธรรมดาแต่งหน้าก็ไม่เข้มกินอาหารสามอย่างแล้วจะฟุ่มเฟือยไปทำไม”
“แต่ว่าถึงพวกเราไม่ทาแป้งไม่ใส่เสื้อผ้าแพรไหมงั้นเงินที่เหลือเงินก็ไม่ได้อยู่ในมือของคนจนหนิ”
“ถูกแล้ว นั่นสิ”
ปันซูแทรก “เอาออกมาบริจากได้หนิ อย่างเช่นปีนี้แต่งหน้าน้อยลงประหยัดไปยี่สิบตำลึงยี่สิบตำลึงนี้ครึ่งหนึ่งเป็นค่าใช้จ่ายอีกครึ่งหนึ่งพวกเรามอบให้เพื่อนบ้านหรือเอาไปมอบให้มูลนิธิมิฉะนั้นพวกเราก็ใช้ในนามโรงเรียนตั้งเต็นท์บริจากข้าวต้ม”
“เอ๋ก็ดีเหมือนกัน”
“ใช่ อืม”
อาซิ่งว่า “ท่านแม่พูดบ่อยๆต้องตอบแทนราษฏรคราวนี้ข้าจะได้ทำประโยชน์บ้างแล้ว”
บัณฑิตคนหนึ่งขัด “แต่ว่าหลายปีนี้เราแต่งหน้าจนเคยชินถ้าแค่ทาแป้งก็ออกจากบ้านจะรู้สึกไม่ค่อยชินก็เหมือนไม่ได้ใส่เสื้อผ้า”
“ใช่แล้วๆไม่แต่งหน้าจะออกจากบ้านได้ไง”
“ออกจากบ้านยังไงกันล่ะนั่นน่ะสิยังไงก็ต้องแต่งหน้ากฎข้อนี้ไม่ค่อยจะเหมาะสม”
ปันซูว่า “ถ้าอาจารย์โค่วไม่คัดค้านอยากพาทุกคนไปพบคนคนนึงคิดว่าเมื่อถึงตอนนั้นพวกเจ้าก็เข้าใจได้”
เวลาต่อมา เหล่าบัณฑิตมายังสถานที่แห่งหนึ่ง ทุกคนแปลกใจว่าคือที่ไหน รอสักพักปันซูจึงออกมาพร้อมพี่เยี่ยน
อาซิ่งถาม“อาจารย์ ที่นี่เป็นที่ไหนพาพวกเรามาที่นี่จะให้พบใครกันแน่”
เหล่าบัณฑิตส่งเสียงกัน
“ทุกคนเงียบๆ หน่อยคนที่ข้าจะพาพวกเจ้าไปพบเป็นคนพิเศษมากดังนั้นข้าขอให้ทุกคนสาบานต่อฟ้าเรื่องของวันนี้จะไม่รั่วไหลถึงคนภายนอกรวมถึงอาจารย์โค่ว..ก็ต้องเป็นความลับ”
เหล่าบัณฑิตแปลกใจ “เก็บเป็นความลับเรื่องอะไรหรือ”
อาซิ่งนำ “ข้าองค์หญิงเหวินสี่ หลิวซิง สาบานต่อฟ้าเรื่องของวันนี้จะไม่บอกคนอื่นไม่งั้นขอให้ถูกฟ้าผ่า”
เหล่าบัณฑิตตาม “พวกเราสาบานต่อฟ้าเรื่องของวันนี้จะไม่บอกคนอื่นเไม่งั้นขอให้ถูกฟ้าผ่า”
ปันซูหันมาทางเยี่ยน “พี่เยี่ยนอืม”
“แม่นางทุกท่านตัวข้าน่ะเป็นนางโลมของหอหงเซียงอาเยี่ยน”
เหล่าบัณฑิตตื่น “ห๋าที่แท้เป็นผู้หญิงโสเภณี”
หลิวเอี้ยนไม่พอใจ “ปันซูเจ้ากล้าพาพวกเรามาพบโสเภณี”
“ผู้ช่วยปันเจ้าทำเกินไปแล้วพวกเราเป็นกิ่งทองใบหยกจะอยู่กับคนต่ำต้อยแบบนี้ได้ยังไง”
“นั่นน่ะสิ”
ปันซูเสียงดัง “หุบปากขงจื้อพูดว่าพ่อค้าเดินถนนก็เป็นครูได้พี่อาเยี่ยนถึงแม้ว่ามีฐานะ แตกต่างกับพวกเจ้าแต่นางก็บอกความลับแก่พวกเจ้าที่คนทั่วไปไมรู้ดังนั้นขอให้พวกเจ้าให้เกียรติกันหน่อย”
เยี่ยนยิ้ม “อาซูขอบใจมากผู้สูงศักดิ์ทุกท่านอย่าใจร้อนด้วยฐานะของข้าไม่มีสิทธิ์ออกหน้าแต่ว่าสองท่านนี้จำเป็นต้องพบสักหน่อย”
หญิงสูงวัยสองคนคลุมหน้าออกมา เหล่าบัณฑิตแปลกใจ ปันซูให้ดูสีหน้าของสตรีทั้งสองเหล่าบัณฑิตเห็นก็ตกใจ
“ทำไมเป็นแบบนี้ดูหน้าของพวกเขาสิดูแก่อย่างนี้”
ปันซูว่า “พวกเจ้าดูให้ดีๆถ้าหากพวกเจ้ายังแต่งหน้าเข้มแบบนี้อยู่ผ่านไปอีกยี่สิบปีหน้าตาก็กลายเป็นเหมือนพวกเขา”
อาซิ่วว่า “อาจารย์อย่าทำให้พวกเรากลัวเลย”
“นั่นสิพวกนี้เป็นแป้งทาหน้าไม่มีพิษ”
“ใช่แล้วไม่มีพิษหรอก”
ปันซูแทรก“ทุกคนเงียบๆ หน่อยฟังพี่อาเยี่ยนพูดก่อน”
เยี่ยนกล่าว “อืมสองท่านนี้เมื่อยี่สิบห้าปีก่อนมีชื่อเสียงที่สุดของที่นี่ผิวของพวกนางที่เปลี่ยนเป็นเช่นนี้เป็นเพราะใช้แป้งทาแก้มเป็นกับแป้งตะกั่วเป็นเวลานานสองกล่องนี้เป็นแป้งแต่งหน้าที่ดีที่สุดแป้งทาหน้าทำจากสารตะกั่วแป้งทาแก้มทำจากสารปรอทพูดตามเหตุผล นี่คือของใช้ที่ดีที่สุดสำหรับคนชั้นสูงอาจเป็นเพราะสองท่านนี้ไม่มีบุญดังนั้นตอนที่พวกเขาเริ่มใช้หน้าตาก็สวยหลังจากที่ใช้ไปหกเจ็ดปีหน้าก็ดำคล้ำลงและเป็นฝ้าต่อมามือก็สั่นแม้แต่ของก็จับไม่อยู่
เหล่าบัณฑิตกลัว “ไม่ใช่มั้ยเป็นไปได้ยังไงพวกเราไม่กล้าใช้แล้วน่ากลัวจังข้าไม่อยากกลายเป็นแบบนี้”
ปันซูว่า “พี่สาวสองท่านเชิญกลับไปเถอะขอบคุณพวกท่านมากเชิญทุกคนรู้แล้วสิว่าทำไมข้าไม่อยากให้แต่งหน้าเข้มผงตะกั่วกับปรอทพวกนี้แม้แต่ตัวไรก็ฆ่าตายยังอยากทาที่หน้าอีกหรือ”
หลิวเอี้ยนยังไม่ยอม “อย่าฟังนางพูดเหลวไหลมีผู้หญิงมากมายใช้แป้งแต่งหน้าไม่งั้นทุกคนก็ต้องเป็นเหมือนนางแล้วสิ”
“ทุกคนอย่าเชื่อนางโสเพณีพวกนี้พูดโกหกเก่งที่สุด”
เยี่ยนว่า “ที่ข้าพูดล้วนเป็นความจริงถ้าพวกเจ้าไม่เชื่อจะถามหมอดูก็ได้ผู้หญิงคนอื่นๆที่ถูกพิษผงตะกั่วไม่ร้ายแรงเป็นเพราะว่าในเมืองหลวงนิยมแป้งทาแก้มเป็นเรื่องแค่สิบปีมานี้ก่อนหน้านั้นทุกคนจะใช้แป้งหมี่แป้งหมี่ไม่มีพิษแต่เบาบางไม่ติดหลังจากมีแป้งทาแก้มทุกคนก็ไม่ใช้แป้งหมี่อีกเลยทุกวันแต่งหน้าเข้มต้องใช้เวลาสะสมช่วงหนึ่ง...ถึงจะเกิดผล”
อาหลิงหันหาพี่สาว “ท่านพี่ยังจำญาติน้องได้มั้ยช่วงก่อนนั้นหน้าก็เริ่มเป็นสีดำ”
อาซิ่วคล้อยตาม “ใช่แล้วนางชอบใช้แป้งแต่งหน้ามากนางยังผมร่วงบ่อยๆหมอบอกว่านางเป็นโรคประหลาดเฮอ”
อาหลิงว่า “ข้าเข้าใจแล้ว”
“ไม่ใช่มั้งน่ากลัวอย่างนี้เชียวเป็นไปได้ยังไง”
ปันซูถาม “มีใครนำถุงหอมมาหรือเปล่า”
บัณฑิตคนหนึ่งมีก็ส่งให้ เยี่ยนรับมาดม “มีกลิ่นหอมชะมด”
“ชิกลิ่นชะมดทำไมแม่ข้าเคยพูดชะมดพิมเสนเป็นยาไล่ยุงแก้คัน”
“ท่านแม่ของเจ้ามีลูกไม่มากใช่มั้ย” เยี่ยนถาม
“เจ้ารู้ได้ยังไงแม่ข้ามีข้าคนเดียวตั้งท้องตอนอายุสามสิบ”
“นั่นก็ถูกต้องเป็นผู้หญิงเหมือนกันข้าก็พูดตามตรงชะมดของสิ่งนี้แม้มีกลิ่นหอมคนชั้นสูงชอบใช้ผู้หญิงในหอนางโลมรู้ว่าใช้ชะมดจะตั้งครรภ์ไม่ได้”
“อะไรนะจริงหรือจะตั้งครรภ์ไม่ได้ร้ายแรงอย่างนี้น่ากลัวจังเลย”
อาหลิงไม่เชื่อ “เป็นไปไม่ได้มั้ง”
ปันซูย้อน “ทำไมเป็นไปไม่ได้ หลิวเอี้ยนเจ้าเคยอ่านตำราเฟยเอี้ยนมาพูดให้ทุกคนฟังหน่อยฮองเฮาเจ้าเฟยเอี้ยนใช้ยาเม็ดพัดผิวคืออะไร”
หลิวเอี้ยนว่า “มี ชะมดอบเชยดอกคำฝอย”
ปันซูว่า “ฮองเฮาสองพี่น้องได้รับความรักจากฮ่องเต้แต่ตอนสุดท้ายก็ไม่มีอะไรสาวงามชีวิตอาภัพข้ารู้ตอนเริ่มต้นให้พวกเจ้าแต่งหน้าให้น้อยหน่อยพวกเจ้าต้องไม่พอใจส่วนมากยังคิดว่าข้าอยากแกล้งพวกเจ้าแต่ตอนนี้ความสวยสำคัญกว่าหรือว่าลูกหลานในอนาคตกับชีวิตสำคัญพวกเจ้าคิดดูเองให้ดีเถอะ”
“จะต้องคิดให้ดีดีแล้วละอย่าใช้จะดีกว่า”
“น่ากลัวจังจะตั้งครรภ์มีลูกไม่ได้น่ากลัวจังเลยจะตั้งครรภ์ไม่ได้จะไม่มีลูกหลานน่ากลัวจังยังผมร่วงอีกจะกลายเป็นคนแก่”
หลิวเอี้ยนมีความกลัว วันรุ่งขึ้นก็ไม่กล้าแต่งหน้า แต่พอหลิวหงเจอและทักว่าเหมือนคนไม่สบาย หลิวเอี้ยนก็ตัดสินใจกลับไปแต่งหน้า
จบตอนที่ 17



