‘เชาเชา’ ร่ำไห้แจงเหตุชนคนตาย (คลิป)
“ดีเจเชาเชา” ชวลิต ศรีมั่นคงธรรม แถลงข่าว ยันไม่ได้เป็นคนขับรถพุ่งชนมอเตอร์ไซค์ เผยรับผิดตามมนุษยธรรมตั้งแต่แรก
หลังจากนายชวลิต ศรีมั่นคงธรรม หรือ “ดีเจเชาเชา” อายุ 41 ปี ถูกแจ้งความกล่าวหาว่าขับรถยนต์ยี่ห้อเลกซัส เฉี่ยวชนรถจักรยานยนต์ของนายจิรภาษ ธงอาษา อายุ 18 ปี บนถนนตัดใหม่วัชรพล-สุขาภิบาล 5 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน จนบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตที่โรงพยาบาลใน 5 วันต่อมา โดยมีการนำภาพจากกล้องวงจรปิดที่อยู่บริเวณที่เกิดเหตุมาดูด้วย โดยในเบื้องต้นทนายความของดีเจชื่อดัง ได้ให้การว่า ดีเจเชาเชา ไม่ได้ขับรถชนคนเสียชีวิต แต่เป็นพลเมืองดีลงไปช่วย
โดยในวันนี้ 5 พ.ค. เมื่อเวลาประมาณ 11.20 น. นายชวลิต พร้อม นายศักดา ทวีแก้ว ทนายความส่วนตัว ได้เดินทางมาแถลงข่าว เปิดใจถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ณ สตูดิโอ ชั้น 11 อาคาร จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่เพลส โดยนายศักดาทนายคีวามส่วนตัวของ ดีเจชื่อดัง ได้เป็นคนเริ่มต้นชี้แจงก่อนว่า
“การให้ปากคำเมื่อวานนี้มีการให้รายละเอียดที่พอสมควรแล้ว ผมคิดว่าน่าจะพอทราบกันมาก่อนแล้ว เมื่อวานรู้สึกว่ามีการได้พบปะกับคุณแม่ของทางผู้เสียชีวิต และทางคุณเชาเชาได้มีการให้การช่วยเหลือในเบื้องต้น เรื่องนี้ต้องแยกเป็น 2 ส่วน คือเรื่องมมุษยธรรม และเรื่องรับผิดชอบคดี ในเรื่องของส่วนแรก มนุษยธรรม เชาเชาได้ทำมาอย่างต่อเนื่องแล้วตั้งแต่วันแรก ส่วนเรื่องคดีผมต้องบอกกว่าอยากให้อดใจรอผมจากการสอบสวน หมายถึงว่ารอให้เจ้าพนักงานสอบสวนทำงานก่อน วันนี้คงยังให้ความกระจ่างในเรื่องของคดีมากไม่ได้ เพราะอยู่ในขั้นตอนของการสอบสวน ก็คงจะต้องให้คุณเชาเชาพูดในส่วนที่ตอบได้ ในเรื่องของทางมนุษยธรรมที่ได้ทำไปเรียบร้อยแล้ว” นายศักดากล่าว
จากนั้นายชวลิต ได้เปิดเผยต่อว่า "ก่อนอื่นเลยผมต้องกราบขอโทษพี่ๆ นักข่าวที่ต้องเสียเวลามาทำข่าวตลอดระยะเวลาทั้งสัปดาห์ แต่ความจริงแล้วทาง สน. มีการนัดกับทางผม ซึ่งเวลาอาจจะมีความไม่แน่นอน ทำให้ทุกคนต้องเสียเวลา ผมต้องขอโทษมา ณ ที่นี้ด้วย เรื่องราวที่เกิดขึ้น ผมไม่อยากให้เกิดเขึ้นเลย ครอบครัวของน้องก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นเหมือนกัน เหตุการณ์เกิดขึ้นในคืนวันที่ 26 เมษายน กำลังจะเข้าสู้วันที่ 27 เมษายน หลังจากที่ผมจัดราการ "แฉ" จบ เมื่อเวลาประมาณ 23.40 - 23.45 น. ผมขับรถกลับบ้าน ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ก่อนจะเข้าสู่จุดเกิดเหตุ ก่อนที่จะเข้าหมู่บ้านของผม จะต้องมีการยูเทิร์น และเราต้องลดความเร็วลง เราเห็นแล้วว่ามีรถจักรยานยนตร์ มีการขับรถอยู่ทางด้านหน้า เราก็ขับไปด้วยความระมัดระวัง ความเร็วไม่เกิน 80 กม. ต่อชม. ขับไปสักพักเดียว อยู่ๆ ทางด้านซ้าย มีมอเตอร์ไซค์แตกหือขึ้นมา แล้วอยู่ๆ ทางด้านซ้ายของผม มีรถมอเตอร์ไซค์พุ่งเข้ามาหา จากด้านซ้ายไปทางขวา ตัดเข้ามาโดยที่เราไม่รู้เรื่องอะไรเลย เพราะเราขับของเรามาอยู่ดีๆ เกิดเหตุการณ์เร็วมาก จนทำอะไรไม่ถูก คิดว่าเกิดอะไรขึ้น สิ่งแรกที่เราเห็นคือเราเห็นน้องเขานอนอยู่ คือคนเจ็บ หลังจากนั้นเราเปิดประตูลงไปดู และขึ้นรถมา เพื่อจะเอารถไปจอดทางด้านซ้าย และเราเป็นคนประคองหัวเขาเอาไว้ที่บ่าเรา บอกน้องๆ อย่างเป็นอะไรนะ (เสียงสั่น) ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครอยู่แล้ว มีแค่เราอยู่กับเขา เพื่อนๆ เขาไม่อยู่แล้ว เราตบหน้าเขาตลอด เพื่อปลุกเขา แต่เขาจะหลับให้ได้ เราเลยโทรหากู้ภัยจากสายไหม ที่ถนนตัดใหม่ วัชรพล ก่อนที่กู้ภัยจะมา ประมาณ 5-10 นาที ต้องขอบคุณกู้ภัยมาก ก่อนจะมีการช่วยปฐมพยาบาล และโรงพยาบาลใกล้สุดคือ รพ.ภูมิพล ผมเลยบอกว่า เดี๋ยวขับรถตามไป ไปเฝ้าตั้งแต่ทำแผลตั้งแต่ตอนประมาณ 1.00 น. ของวันที่ 27 เมษายน และคุณหมอบอกว่าต้องเอ็กซเรย์สมอง และต้องดูอาการประมาณ 3-5 วัน เราจะไปจ่ายตังค์ค่าเอ็กซ์เรย์ แต่หมอบอกยังไม่ต้องจ่าย เพราะยังรักษาไม่จบ ผมเฝ้าถึงตี 4 หมอบอกว่า ให้กลับไปเถอะ เพราะยังทำอะไรไม่ได้ ก่อนกลับบ้านออกมาจากโรงพยาบาล และเราไปที่ สน.สายไหม เพื่อลงบันทึกประจำวัน ถ้าเราคิดจะหนี คงไม่ไปโรงพยาบาล ไปสน. เพื่อลงบันทึกประจำวัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันเร็วมาก กระชั้นชิด ถ้าใครอยู่ตรงนั้นจะเข้าใจความรู้สึกของเราว่า เราขับมาอยู่ดีๆ แล้วมีรถพุ่งมาทางด้านซ้าย และเราไม่ได้ตั้งใจ เราเลยรู้สึกว่าเราไม่ได้ชน เพราะเขาพุ่งเข้ามา แต่เราเห็นคนเจ็บ เราเลยต้องลงไปช่วยก่อน นั่นคือความรู้สึกวันนั้น เราเชื่อว่าการคิดดีทำดี ช่วยเหลือคน เป็นสิ่งที่ดี ต้องทำให้เราได้รับสิ่งที่ดี นี่คือเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้น ถึงวันนี้มันก็หลอกหลอนเราทุกวัน ตื่นมาเราต้องตอบคำถามคนอื่น ต้องคอยตอบว่าทำไม ทำชนแล้วไม่รับ แต่ความรู้สึกผมคือมีขับรถอยู่เฉยๆ แล้วมีรถพุ่งเข้ามาชนผมเฉยๆ (ร้องไห้) ผมยังเชื่อว่า การทำดี ทำให้เราเจอแต่สิ่งดีๆ แต่ในโลกสังคมออนไลน์บอกว่า ทำไมผมไม่รับผิดชอบ ไม่ยอมรับ แต่ถ้าเป็นเรา จะรู้ว่า เราขับรถอยู่เฉยๆ มีรถพุ่งเข้ามาชนเรา เราเลยรู้สึกว่าเราไม่ได้ไปชนเขา" เชาเชากล่าว
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่ามีการได้พูดคุยกับทางแม่ ของผู้เสียชีวิตหรือไม่ เพราะดูเหมือนจะติดใจอยู่มากพอสมควร ดีเจชื่อดังกล่าวว่า ได้พูดคุยแล้ว
"ผมได้คุยกับคุณแม่ คุณแม่บอกว่าอยากให้ไปหาน้อง ไปดูน้องหน่อย เพราะเราไม่ได้ไปดูน้องเลย แต่ตลอดระยะที่เกิดเรื่องตลอด 3 วัน เรานอนไม่หลับเลย คิดว่ามันเกิดอะไรกับชีวิตเรา เราส่งคนไปติดตามตลอด ดูแลตลอด และส่งทนายไป อันไหนที่เราช่วยได้ เราช่วยตลอด ไม่ได้ใจดำ และคุณแม่บอกว่าอยากให้เราไปไหว้น้องเขา เราเลยบอกว่าเดี๋ยวเราจะเป็นเจ้าภาพงานศพ และจะไปไหว้น้องเขา ผมเลยบอกแม่ว่า อย่าคิดอะไรมาก ให้ส่งน้องไปอยู่ในที่ดีๆ ดีกว่า
ส่วนในโลกออนไลน์บอกว่าถ้าไม่มีคลิป และภาพวงจรปิด ผมจะไม่ยอมรับ นี่แหละสิ่งที่สะเทือนใจมากที่สุด อยากให้มาเป็นเรา ทำไมต้องคิดว่า ชนหรือไม่ชน แต่ทำไมไม่คิดว่า รถพุ่งชนเข้ามาหาเรา เราขับมาปกติ เป็นอุบติเหตุสุดวิสัยจริงๆ ซึ่งเราไม่รู้ตัวเลย คำถามนี้ทำให้เราคิดหนักว่า เราตกเป็นจำเลยของสังคม ทำไมไม่มาถามฝั่งของเราบ้าง ว่าเราขับเฉยๆ แล้วเขาพุ่งเข้ามาชนเรา รถผมไม่มีกล้อง ถ้ามีกล้อง คลิปคงออกไปและชัดเจนมากกว่านี้เยอะเลย เราลงไปช่วยเขาอย่างเต็มที่ เราเป็นคนเดียวที่อยู่กับเขาคนแรก เพื่อนๆ เขาหายไปไหนหมด"
ส่วนเหตุการณ์ที่ทางเพื่อนเขาบอกว่า เขาเข้ามาล้อมรถเราเพราะคิดว่าเราจะหนี บอกอย่างนี้เลย พอเราจอดรถ เปิดประตูลงไปดูคนอันดับแรก และเราขึ้นรถมาเพื่อจะเลื่อนรถไปจอดด้านซ้าย พอเราเอารถไปทางซ้าย เดี๋ยวรถหลังตามมาแล้วมาชนอีก เกิดอุบัติเดหตุซ้ำซ้อนมันจะเป็นเรื่องใหญ่ แต่พอเราเปิดประตูลงไปช่วยคนเจ็บ เพื่อนเขาหายไปไหนหมด ถามว่าเพื่อนเขาเยอะไหม มีมอเตอร์ไซค์ประมาณ 10 กว่าคัน แต่เรามุ่งไปที่คนเจ็บ และเราเป็นคนโทรเรียกกู้ภัยออกมา เราไม่เคยบอกว่า เราเป็นพลเมืองดี มาช่วยคนโดยรถชน เราบอกว่ามีอุบัติเหตุเฉี่ยวชน ให้มาดูหน่อย เราไม่เคยบอกว่าเราเป็นพลเมืองดี เราไม่ได้โพสต์อะไรเลย เพราะเรารู้ว่า ถ้าทำไม่ต้องโชว์หรือบอกใครหรอก แต่สิ่งที่เราได้รับตามมา ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้
ผมรู้ว่าน้องเขาเสียชีวิตคือวันที่ 3 พ.ค. เพราะวันแรกที่เราไปส่งเขา เขายังลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำ เดินไปคุยกับแม่ ยังปกติ หลังจากนั้น 3 วัน น้องเริ่มซึม แม่เขาโทรมา บอกว่าต้องผ่าตัด แต่ไม่มีเงิน ผมเลยบอกว่า เอาน้องเข้าห้องผ่าตัดเลย น้องอยู่ในโรงพยาบาล 5 วัน มาเสียชีวิตในวันที่ 5 เราให้ผู้จัดการติดต่อแม่ตลอด เราบอกให้ดูน้องนะ อย่าทิ้งน้อง เดี๋ยวน้องก็หาย พอผู้จัดการของผมมาบอกว่า น้องเสียแล้ว เราร้องไห้เลย (ร้องไห้) เพราะเราไม่คิดว่ามันจะเป็นแบบนี้ น้องเสียชีวตด้วยอาการเลือดคลั่งในสมอง ถามว่าน้องมีแอลกอฮอล์มั้ย ต้องถาม อภปร. เจ้าหน้าที่กู้ภัย เพราะเขาบอกว่าได้กลิ่น หน่วยฉุกเฉินก็บอกว่ามีกลิ่น ผลทางการแพทย์ยังไม่ได้ออกมา ต้องรอทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไปขอจากทางโรงพยาบาล
นอกจากนี้ดีเจชื่อดังยังกล่าวว่า ได้ช่วยเหลือในด้านมนุษยธรรมไปปแล้ว โดยจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลไปทั้งหมด 3 หมื่นกว่าบาท และมีการให้เงินแม่ของผู้เสียชีวิตไป 2000 พัน เยียวยาในเบื้องต้น เพื่อให้แม่นำเงินเป็นค่าฉีดยาให้ลูก ส่วนที่แม่บอกว่า เชาเชาไม่เคยช่วยเหลือ อันนี้เราขอบอกเลยว่า แจ้งแม่ทุกครั้ง และช่วยเหลือทุกอย่าง แต่ทำไมถึงเกิอดเหตุการณ์แบบนี้ นอกจากนี้ดีเจชื่อดังยังยืนยันด้วยว่าจะช่วยเหลือ ค่าทำศพ และค่าสดที่วัดทั้งหมดของผู้เสียชีวิต
พร้อมทั้งออกปากว่า ไม่เคยข่มขู่ใครไม่ให้พูดความจริง เหมือนที่ทนายความของทางฝั่งคู่กรณี กล่าวหาว่า น่าจะเป็นฝั่งดีเจชื่อดังที่ส่งคนไปข่มขู่เด็กๆ ในแก๊ง มอเตอร์ไซค์ ว่าอย่าให้การกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ท้าให้คนที่อ้างว่าไปข่มขู่ ให้ไปแจ้งความ แล้วจับคนที่ข่มขู่มา เพราะอยากเห็นหน้า ส่วนกรณีที่มีการอ้างว่าฝั่งดีเจชื่อดังมีการดื่มแอลกอลฮอล์นั้น ดีเจเชาเชากล่าวว่า หลังจากจัดรายการเสร็จได้เดินทางกลับบ้านเลย ไม่ได้ไปแวะดื่มที่ไหน ซึ่งเป็นระยะเวลาแค่ ครึ่งชั่วโมง ก่อนถึงที่เกิดเหตุ และมี “ดีเจดาด้า” วรินดา ดำรงผล เพื่อนที่จัดรายการด้วยกัน ที่ขับรถตามมาในทางเดียวกัน และเห็นว่ามีเหตุการณ์อุบัติเหตุ หลังจากเกิดเหนุไปแล้วประมาณ 10 นาท เป็นพยานให้ได้
พร้อมทั้งฝากบอกกับทางครอบครัวของผู้เสียชีวิตว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นผมไม่อยากให้เกิด และทางคุณแม่ก็ไม่อยากให้เกิด ผมเข้าใจว่าการสูญเสียเป็นยังไง เพราะผมเคยสูญเสียมาก่อน ผมไม่ได้ใจร้าย อย่างที่แม่ได้ยินมา และผมเป็นคนช่วยเหลือลูกแม่คนแรก หัวน้องยังมาอยู่บนตักผม (เสียงสั่น) แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มันกะทันหันและเร็วมาก ผมอยากให้คุณแม่เข้าใจ และบอกมา ถ้าคุณแม่อยากให้ผมช่วยอะไร (สะอื้น) ถ้าผมมีกำลังผมจะช่วย ผมช่วยเต็มที่ ผมรู้ว่าความดีเป็นสิ่งที่ควรทำ แค่นี้เท่านั้นที่ผมรู้สึกตอนนี้ (ร้องไห้)”



