
อ.สุรินทร์ เสวนาย้อนที่มา ก่อน 'ลูกทุ่งกลายพันธุ์'
ไม่ต่อต้านเพลงอีสานใต้ดิน แต่อย่าขุดขึ้นมาเผยแพร่
ครูสุรินทร์ ภาคศิริ แจงไม่ต่อต้านเพลงอีสานใต้ดิน แต่อย่าขุดขึ้นมาเผยแพร่ ด้าน “ยีสน์” ศิลาแลง ชี้โซเชียลทำเพลงรุ่นใหม่โต แต่ฝากผู้ที่ผลิตงานให้ระมัดระวังในการใช้ภาษาให้มีพอดี มีศิลปะ
จากการที่สาขาวิชาดุริยางคศิลป์ สายวิชาดนตรีและการแสดง คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับสาขาวิชาดนตรี คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ได้จัดสัมมนา “การประพันธ์เพลงลูกทุ่งอีสาน” เมื่อวันเสาร์ที่ 29 เมษายน ที่ผ่านมา
อ.สุรินทร์ ภาคศิริ นักแต่งเพลงชื่อดัง ที่เป็นวิทยากรหลัก ได้กล่าวสรุปให้ผู้เข้ารับการบรรยายฟังว่า
“การเสวนาแบ่งเป็น 3 ช่วง มีช่วงลูกทุ่งอีสานและหมอลำ ตอนเช้าผมบรรยายเรื่อง จากเพลงพื้นบ้านถึงลูกทุ่งอีสาน ก่อนจะเป็นลูกทุ่งอีสาน ภาคอีสานมีเพลงมาก่อน ดั้งแต่ดึกดำบรรพ์ เป็นเพลงแนวรำวง ร้องกันตามหมู่บ้าน เรียกว่า รำวงลาว เอาเพลงเช่น "รำวงประสงค์ลักไก่ ไปรำที่ไหนไก่หายทุกที...” ร้องแบบสำเนียงลาว หรือเพลง "พ.ศ.2489 ไทยเราเราเงียบเหงากันทุกคน สมเด็จอานันทมหิดล สิ้นพระชนม์ไปเสียก่อนเรา...” เป็นเพลงบันทึกประวัติศาสตร์ แต่ไม่มีการบันทึกแผ่นเสียง นี่คือเพลงพื้นบ้าน แล้วก็มาเพลง “สาวบ้านแต้ขี่รักจักรยาน” ปี 2499 แล้วมาที่ 2504 ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม มาเป็นลำดับ"
“พอมายุคบันทึกเสียงปี 2500 มีเพลง “รำเต้ย” ครูเบญจมินทร์ และเพลง ”เบิ่งโขง” ของเฉลิมชัย ศรีฤาชา ก็ยังเรียกว่ารำวงลาวกันอยู่ ปี 2507 มีการแยกเพลงเป็นลูกทุ่ง-ลูกกรุง พอปี 2516 ก็มีเพลง “อีสานลำเพลิน” ที่ผมแต่ง ร้องโดย อังคนางค์ คุณไชย นี่คือเพลงที่ใช้ชื่อว่า “ลูกทุ่งอีสาน” เป็นครั้งแรก ผมเป็นคนคิดคำนี้ขึ้น ปี 2517 ก็มีลูกทุ่งคำเมือง จากวงศรีสมเพชร เชียงใหม่ บุญศรี รัตนัง ลูกทุ่งปักษ์ใต้ เช่น โรม ศรีธรรมราช สาลิกา กิ่งทอง ฯลฯ”
"ปี 2540 กว่าๆ จะมีลูกทุ่งกลายพันธุ์ เช่น ลูกทุ่งเพื่อชีวิต ลูกทุ่งป๊อป ลูกทุ่งอีสานก็กลายพันธุ์ไปด้วย นอกจากกลายพันธุ์แล้ว ยังมีเพลงแนวใต้ดิน สองแง่สองง่าม ที่จริงก็มีมานานแล้ว แต่เขาอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสม เราไม่ต่อต้าน เพียงแต่ว่า เพลงสมัยใหม่อย่าไปหยิบเพลงเหล่านี้มาโชว์ มาเปิดเผยแพร่ ให้มันอยู่ใต้ดินของมันอย่างเดิม อีกหน่อยมันก็จะหายไปเอง”
ด้าน “ยีนส์” ศิลาแลง อาจสำลี โปรดิวเซอร์เพลงลูกทุ่งอีสานรุ่นใหม่ กล่าวสรุปในการสัมมนา ภาคบ่ายว่า
“เพลงลูกทุ่งอีสานควรจะมีการต่อยอด โดยนำไปเผยแพร่ เพื่อให้มันออกดอกออกผล เจริญรุ่งเรืองถึงคนแต่งด้วย ช่องทางการขายที่มาของรายได้ก็จะแบ่งเป็น 4 ช่องทาง อันดับแรก ดิจิทัลคอนเทนท์ ต่อมาคือแผ่นซีดีที่ยังพอมีอยู่ ประการที่ 3 พวกงานคอนเสิร์ต โชว์บิซ และสุดท้าย ลิขสิทธิ์ การจัดเก็บต่างๆ ของที่ระลึก สิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงผลักให้เพลงลูกทุ่งอีสานยังคงอยู่ ส่วนเรื่องของเพลงนั้น ผมแบ่งเป็นสามกลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มแรก เพลงลูกทุ่งอีสานแบบดั้งเดิม เชิงอนุรักษ์ ยังมีกลุ่มคนทำงานอยู่ ต่อมาเป็นแบบลูกทุ่งอีสานแมสโปรดักส์ เป็นกลุ่มที่อยู่ในค่ายเพลงใหญ่ กลุ่มที่สามเป็น ลูกทุ่งอีสานแบบใต้ดิน ค่ายเพลงอิสระ กลายเป็นว่า กลุ่มนี้กำลังได้ความนิยม และเพิ่มช่องทางของคนทำงานแนวลูกทุ่งอีสาน ส่วนตัวผมคิดว่า การบริโภคสื่อที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะสื่อโซเชียล และกลุ่มของคนฟัง ที่เพิ่มเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มนี้ ทำให้เพลงเข้าถึงกลุ่มคนกลุ่มนี้ได้มากครับ แต่ก็มีปัญหาเรื่องเพลงสองแง่สองง่ามที่ยังมีปัญหาอยู่ ก็ฝากผู้ที่ผลิตงานให้ระมัดระวังในการใช้ภาษาให้มีพอดี ดูเป็นศิลปะ”



